What-I-Read-and-Watch

เป็นเวลากว่า 10 ปีมาแล้วที่คุณพ่อได้พาผมรู้จักกับการดูภาพยนตร์ สื่อบันเทิงชนิดหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายที่ไม่เคยซ้ำแบบกัน จินตนาการอันน่าเหลือเชื่อ อีกทั้งยังสามารถรวบรวมศิลปะทุก ๆ แขนงเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างกลมกลืน

โดยในเบื้องต้น ภาพยนตร์ที่ดึงดูดให้เด็กผู้ชายวัยซนคนหนึ่งนั่งนิ่ง ๆ ในโรงหนังได้คงหนีไม่พ้นบรรดาหนังแอคชันผจญภัยบู๊ล้างผลาญ ปลอกกระสุนปลิวว่อน, หนังตลกเบาสมองเรียกเสียงหัวเราะลั่นโรง และการ์ตูนคลาสสิคของวอล์ทดิสนีย์เป็นแน่ หนังอย่างซุปเปอร์แมน แบทแมน โรโบค้อป แรมโบ้ โฮมอะโลน ดายฮาร์ด เดอะแมสค์ อินเดียนน่าโจนส์ ไลอ้อนคิง แอละดิน ล้วนผ่านตาผม (และคุณพ่อ) มาแล้วทั้งสิ้น

พอโตขึ้น เวลาว่างที่เหลือน้อยลงได้บีบให้ผมต้องเลือกดูหนังที่มีแนวโน้มว่าจะ "ให้" อะไรกับตัวเองอย่างคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปมากที่สุด ผมต้องเริ่มจากการทำความรู้จักตัวเองให้ดีเสียก่อน เข้าใจว่าเราชอบดูหนังประเภทไหน อารมณ์ประมาณอย่างไร และจุดประสงค์ของการดูหนังสำหรับเราคืออะไร

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผมได้เข้าใจว่าหนังที่ "โดน" ความรู้สึกของตัวเองนั้นไม่ใช่หนังแอคชั่นที่ดูจบแล้วจบเลยอีกต่อไป แต่กลับเป็นหนังประเภทที่ถ้าไม่ลึกลับซับซ้อนจนต้องตีความให้ลึกซึ้ง มีบทสรุปชวนจี๊ด ก็ต้องเป็นหนังอารมณ์ฟีลกู้ดสุด ๆ ที่แม้เนื้อหาเบาโหวงแต่ดูแล้วอดไม่ได้ที่จะอมยิ้มไปกับการนำเสนอภาพความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันภายใต้แง่มุมอันงดงาม ชุ่มชื่นหัวใจ  

ซึ่งทั้งหมดต้องวางอยู่บนหลักการเดียวกันนั่นก็คือบทต้องดี เรื่องราวต้องน่าติดตาม

และหนังอย่าง "รถไฟฟ้ามาหานะเธอ" ผลงานกำกับของอดิสรณ์ ตรีสิริเกษม หนังจอยักษ์เรื่องล่าของ GTH เจ้าพ่อหนังฟีลกู้ดก็เป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งที่ผมต้องขอเก็บไว้ในลิสต์ราบชื่อภาพยนตร์ในดวงใจของตัวเอง

"รถไฟฟ้ามาหานะเธอ" (BTS - Bangkok Traffic Love Story) นำพาพวกเราสัมผัสชีวิตคนกรุงที่ใครหลายคนคุ้นชินในรูปแบบที่แปลกออกไป

เรื่องราววนเวียนอยู่กับเหมยลี่ (คริส หอวัง) สาวสูง ขาว หมวยที่เฝ้ารอโอกาสได้อิงแอบแนบชิดเป็นเนื้อคู่ตุนาหงันกับชายหนุ่มเมืองกรุงรูปงามสักคนมานานแรมปี แต่ด้วยความที่เติบโตมาในฐานะลูกสาวคนเดียวของครอบครัวคนจีนที่เข้มงวด เธอจึงไม่ค่อยกล้าแสดงออกในเรื่องนี้มากนัก จนวัยล่วงเลยย่าง 30 ปีหย่อน ๆ สาวเจ้าก็ยังเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย ได้แต่มองตาปริบ ๆ ในขณะที่เพื่อนสนิทของเธอต่างปลูกเรือนรักแซงหน้าไปหลายช่วงตัว

ในงานแต่งงานของเป็ด (โอปอลล์ ปาณิสรา) -เพื่อนสาวโสดคนสุดท้ายและเป็นซี้ปึ้กที่เธอรักมากที่สุด- ลี่เมาอย่างหนัก เธอซัดทั้งไวน์ทั้งเบียร์ประดุจเครื่องสูบน้ำ ก่อนจะประคับประคองสติอันพร่าเลือนขับรถกลับบ้าน ระหว่างทางความอัดอั้นของสาวโสดก็ถาโถมเข้าใส่ อัดตัวเธอและรถของเธอจนหมุนคว้างกลางถนน

เธอลงจากรถด้วยสภาพดูไม่จืด มันอาจเป็นเรื่องน่าอับอายแต่นั่นทำให้เธอพบกับลุง (เคน ธีรเดช) ชายหนุ่มรูปงามเป็นครั้งแรก

เหมือนฟ้าเป็นใจ, ความบังเอิญหลาย ๆ เหตุการณ์ทำให้ลี่ได้พบกับลุงอีกครั้ง เธอมักจะเจอกับเขาบนสถานีรถไฟฟ้าเดิม ๆ ในเวลาเดิม ๆ อยู่บ่อย ๆ และยิ่งได้พบกับเขาบ่อยขึ้นเพียงใด เธอก็ยิ่งหลงใหลชายคนนี้มากขึ้นเท่านั้น 

ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจทำในสิ่งที่ผู้หญิงทั้งหลายเคยคิดแต่ไม่กล้าลงมือนั่นก็คือการจีบผู้ชายก่อน ท่ามกลางความสงสัยเล็ก ๆ แอบแฝงไว้ในใจว่าเหตุใดหนอชายหนุ่มที่มีเสน่ห์และเป็นที่หมายปองของสาว ๆ ทุกคนที่พานพบเช่นลุงถึงยังไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนเสียที

และเพียงไม่นาน, ลี่ก็เข้าใจด้วยตัวเธอเองว่าอุปสรรคสำคัญของความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่อยู่ที่ความแตกต่างของสิ่งที่เรียกว่า "เวลา"

ลุงผู้ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ท้องฟ้าอันมืดมิดประดับประดาไปด้วยแสงดาว คอยตรวจสอบการทำงานของรถไฟฟ้าให้เรียบร้อยและพร้อมสำหรับวันรุ่งขึ้นระหว่างเวลาที่รถไฟฟ้าปิดทำการ รักและหลงใหลความเงียบสงัดยามค่ำคืน กับเหมยลี่สาวออฟฟิศขายแผงโซล่าเซลล์ผู้ต้องพบปะลูกค้าในเวลากลางวัน ไม่เคยชินกับระบบขนส่งมวลชนและไม่คุ้นเคยกับเมืองกรุงที่อาศัยความสว่างจากแสงไฟประดิษฐ์เลยแม้แต่นิดเดียว

ความรักของคนสองคนที่ถูกขีดขั้นด้วยเส้นแบ่งของช่วงเวลาโดยมีรถไฟฟ้า BTS เป็นสื่อกลางจะเป็นเช่นไร

ความห่วงใยเอื้ออาทรของคนสองคนที่ไม่อาจพบหน้ากันได้จะเรียกว่ารักได้หรือไม่

โปรดติดตาม

 

สำหรับผมแล้ว รถไฟฟ้ามาหานะเธอเป็นหนังรัก-คอเมดี้ที่เต็มไปโทนอารมณ์ด้านบวกค่อนข้างมาก มุกตลกบางอย่างอาจดูโอเวอร์เกินจริงไปนิด แต่กลับ "โดน" คนส่วนใหญ่และช่วยดึงอารมณ์ร่วมของผู้ชมได้ดี ซึ่งต้องขอชมคนเขียนบทและผู้กำกับที่เลือกแทรกมุกทีละเล็กทีละน้อยได้อย่างลงตัวและไหลลื่น

จุดเด่นอีกอย่างของหนังเรื่องนี้ก็คือฉากแสดงอารมณ์และความคิดภายในของตัวละครแบบแอนิโมชันส์ที่เห็นอยู่บ่อย ๆ ในหนังญี่ปุ่น0เกาหลีแต่ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับหนังบ้านเรา ก็ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศและสร้างสีสรรค์ให้ตัวหนังดูอารมณ์ดีเพิ่มขึ้นเข้าไปอีกมาก

นักแสดงทั้งหมดก็แสดงได้อย่างสมบทบาท สำหรับเคนอาจจะง่ายหน่อยเพราะบทของลุงที่เป็นผู้ชายที่ทั้งเท่ทั้งขรึมดูใกล้เคียงกับเจ้าตัวค่อนข้างมาก แต่ที่ต้องยกย่องเลยคือแพตตี้เพราะเธอสวย ใส น่ารักมาก โดยเฉพาะในชุดนักเรียนมินิสเกิร์ตเห็นแล้วอยากเกิดช้ากว่านี้สัก 10 ปีจริง ๆ ครับ 

เอ๊ย ไม่ช่ายยย...คนที่ต้องชมเลยคือคริส หอวังในบทเหมยลี่นางเอกของเรานี่แหละครับ ทั้งโดดเด่นลงตัว เป็นธรรมชาติ เรียกได้ว่าเธอคือตัวแทนของสาวออฟฟิศอารมณ์เปล่าเปลี่ยวเดียวดายท่ามกลางชีวิตเมืองกรุงอันรีบเร่งได้เป็นอย่างดี

ข้อติของรถไฟฟ้ามาหานะเธอคงหนีไม่พ้นจุดอ่อนของหนังประเภทนี้ที่ดึงอารมณ์ "ลุ้น" ของผู้ชมไม่ค่อยขึ้น เพราะแฟน ๆ หนังฟีลกู้ดต่างทราบดีว่าไม่ว่าเรื่องราวระหว่างทางจะมีปมขัดแย้งมากแค่ไหน หรือลุงกับลี่จะเผชิญอุปสรรคอะไรบ้างก็ตาม, คู่พระ-นางของเราจะต้องลงเอยกันได้แฮปปี้เอนดิ้งในท้ายที่สุด

ซึ่งผมค่อนข้างผิดหวังกับตอนจบของรถไฟฟ้าฯ ครับ

อย่างไรก็ดี หากมองความรักด้วยใจเป็นธรรมแล้ว เราจะสนใจเรื่องความสมเหตุสมผลไปทำไม ในเมื่อความรักไม่เคยใส่ใจ แต่กลับเดินหน้ามอบพลังอันยิ่งใหญ่ที่สามารถผลักดันให้ใครคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงตัวเองทั้งวิธีคิด มุมมองต่อโลก การใช้ชีวิต รวมทั้งวิธีการปฏิบัติต่อผู้อื่นให้ดีขึ้นได้อย่างไม่รู้ตัว

หลายครั้งความรักจึงเป็นสิ่งที่อยู่เหนือเหตุผล และไม่มีคำอธิบายใด ๆ

มันอาจจะดูง่ายเกินไปในมุมมองคนนอก แต่สำหรับคนสองคนที่ถูกถักทอด้วยสายใยแห่งความรักเข้าด้วยกันแล้วไม่มีคำว่าง่ายเกินไป ไม่มีคำว่ายากเกินไป

มีเพียงคำว่าพอเพียงและพอดีเท่านั้นครับ

นี่แหละความรัก...ง่าย ๆ แต่งดงาม

Favourites