ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่คนทุกคนสามารถรับรู้ได้โดยง่ายว่าเธอเป็นคนง่าย ๆ สบาย ๆ มีน้ำใจ คล่องแคล่ว ทำอะไรรวดเร็วฉับไว เธอมีความมั่นใจในตัวเองสูง ตัดสินใจเฉียบขาดพอ ๆ กับผู้ชายตัวโต ๆ คนหนึ่ง

น่าแปลก, แทนที่เธอจะรายล้อมไปด้วยมิตรรอบข้างที่มอบไมตรีให้กับเธออย่างหมดหัวใจ, เธอกลับมีปัญหากับผู้ร่วมงานอยู่เนือง ๆ ถูกต่อว่าในเรื่องการวางตัว เพื่อนคนแล้วคนเล่าที่ก้าวเข้ามาแล้วผ่านเลยไป ทิ้งไว้เพียงความทรงจำจาง ๆ กับเสียงนินทาถึงข้อเสียจำนวนมากมายของสาวคนนี้ที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ

ผมเองรู้จักและทำงานกับเธอมาประมาณหนึ่งปี ทะเลาะกันรุนแรงก็บ่อย หัวเราะด้วยกันก็หลายครั้ง พอจะเข้าใจว่าแท้จริงแล้ว ข้อด้อยของเธอไม่ได้มีมากกว่าคนอื่น และมันก็น้อยกว่าข้อดีที่เธอมีอยู่อย่างล้นเหลือ

น่าเสียดาย, ที่ข้อเสียเหล่านั้น อันได้แก่ ความไม่ตรงต่อเวลา การยึดถือตัวเองเป็นศูนย์กลาง และการ 'คิดน้อย' ของเธอ ล้วนแต่เป็นสาเหตุให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลถูกกร่อนทอนได้โดยง่ายแทบทั้งสิ้น

ภาพลักษณ์ของเธอในมุมมองคนทั่วไปจึงออกมาในรูปแบบของ 'หญิงเก่ง เซลฟ์ แต่ไม่น่ารักเอาเสียเลย' ซะเป็นส่วนใหญ่

ที่สำคัญ, เวลาที่เพื่อนพยายามตักเตือนด้วยความเป็นห่วง เธอจะยักไหล่พลางตอบด้วยสีหน้าพ่วงแววตาอันไม่สะทกสะท้านว่า "ไม่รู้จะทำ (สิ่งดี ๆ ที่เพื่อน ๆ อยากให้ปรับปรุง) ไปทำไม"

ซึ่งทุกครั้งที่ตนเองได้ยินประโยคนี้ที่กล่าวซ้ำ ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะต้องทอดถอนใจในความ 'ถือดี' ของเพื่อนสาวคนนี้ และแอบคิดสนุกในใจอยากชวนเธอไปดูหนังคาวบอยตะวันตก 'แมน ๆ' เรื่องหนึ่งที่กล่าวถึงคุณค่าของการทำความดีไว้อย่างมีชั้นเชิง ที่ชื่อว่า '3:10 to Yuma'

3:10 to Yuma คือชื่อขบวนรถไฟที่ แดน อีแวนส์ (ครีสเตียน เบลล์) และเจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องนำตัว เบน เว้ด (รัสเซลล์ โครว์) ฆาตรกรนามกระเดื่องแห่งดินแดนตะวันตกไปขึ้น เพื่อเดินทางสู่ตะแลงแกง ณ คุกยูม่า สถานที่กักขังเสือสิงห์ผู้ไม่ยินดียินร้ายต่อกฎหมายทั้งหลาย

เรื่องราวในหนังเรื่องนี้เกิดต้นขึ้นในยุคสมัยที่ทุกชีวิตต่างดิ้นรน, แดน -อดีตทหารรับจ้างขาเป๋- อาศัยอยู่กับภรรยาและลูกชายอีก 2 คน ทำฟาร์มปศุสัตว์ที่ไม่มีวันเขียวขจี ครอบครัวของเขาเป็นหนี้ก้อนโต บ้านอันเป็นที่รักกำลังจะถูกยึดคืน

ด้วยความเป็นผู้นำครอบครัว มีหน้าที่แบกรับภาระในความเป็นอยู่ของทุกชีวิตในบ้าน, แดนตัดสินใจรับงานเสี่ยงภัยที่สุดในชีวิต นั่นก็คือการพาตัวเบนมุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟที่อยู่ไกลออกไปเพื่อขึ้นขบวนรถไฟสายดังกล่าว แลกกับเงินจำนวนหนึ่งที่เขาคิดว่าสมน้ำสมเนื้อและเพียงพอสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เปี่ยมสุขอีกครั้ง

 

แต่งานนี้ไม่ใช่งานง่าย ๆ ตลอดทางพวกของแดนต้องรับมือกับลูกสมุนอีกนับสิบของเบน เว้ดที่ความเหี้ยมโหดและฝีไม้ลายมือไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าลูกพี่ ที่ประกาศกร้าวว่าจะนำพาหัวหน้าของตนกลับสู่อิสระภาพให้จงได้

ที่สำคัญเบน เว้ดที่ดูเหมือนปราศจากความอันตรายเพราะไร้ปืนคู่ใจในมือและถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวน กลับสามารถใช้ความชาญฉลาดเหลี่ยมจัดและจิตวิทยาของตนเข้าเล่นงานกลืนกินชีวิตบรรดาผู้พิทักษ์กฎหมายได้อย่างง่ายดายทีละคน ๆ

และเมื่อบุคคลสุดยอดอันตรายแห่งยุคทราบถึงเหตุและผลที่แดนรับงานนี้ เบนก็จัดแจงเสนอข้อต่อรองที่ถ้าเป็นคนทั่วไปคงต้องกระโดดคว้าเอาไว้ในทันที นั่นก็คือให้พ่อบ้านผู้ร้อนเงินละทิ้งภารกิจไว้กลางคัน แล้วหันหลังกลับไปเสวยสุขด้วยเงินจำนวนมหาศาลทั้งหมดที่จอมโจรผู้นี้ปล้นมาได้

แต่ไม่ว่าเบน เว้ดจะหว่านล้อมอย่างไร แดนก็ไม่ได้นำพา

และในตอนท้ายที่ลูกน้องของเบนตามมาทันจนปิดล้อมพวกของแดนไว้ในโรงแรม พรรคพวกคนอื่น ๆ ของแดนจนปัญญาต่อกรและขอยอมแพ้ แดนก็ยังเป็นคนเดียวที่ยืนหยัดแน่วแน่ในงานของตนที่จะพาเบน เว้ดขึ้นรถไฟเที่ยวบ่ายสามโมงสิบให้ได้โดยไม่มีหวั่นเกรงกับความตายที่อาจกำลังจะมาถึง

แดนคือคนบ้าและโง่ที่ต้องการพิสูจน์ตัวเองและเคร่งครัดในหลักการจนเกินไป...เท่านั้นเองหรือ?

ตลอดการเดินทางของเส้นทางมฤตยูสู่สายรถไฟ 3:10 to Yuma, แดนต้องต่อสู้กับศัตรูภายนอกที่หมายเอาชีวิตของเขาทั้งคนชาติเดียวกันซึ่งยืนอยู่บนเส้นทางที่แตกต่าง, ชาวเผ่าอินเดียนที่พยายามปกปักษ์ดินแดนของตน, และภูมิประเทศอันหนาวเหน็บที่ไม่เคยอ่อนข้อให้สิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอ

แต่ศัตรูที่ร้ายกาจกว่านั้นกลับเป็นศัตรูภายในใจของเขาเอง

ทุกครั้งที่เพื่อนของเขาถูกคร่ากุมไปทีละคน ทุักครั้งที่เบน เว้ดพยายามยั่วยวนให้หันหลังกลับ แดนต้องชั่งใจระหว่างทางเลือกการหาเงินที่ง่ายและสบาย กับการยึดมั่นในหน้าที่ที่ดูเหมือนไร้ประโยชน์

ซึ่งถ้าจุดมุ่งหมายของแดนอยู่ที่การได้เงินก้อนโต เขาคงพ่ายแพ้ให้ศัตรูภายในไปตั้งแต่ต้น ยอมรับข้อเสนอของเบน เว้ดกลายเป็นคนร่ำรวย มีชีวิตความเป็นอยู่ที่สบายไปตลอดชีวิตที่เหลือ

แต่มันจะมีประโยชน์อะไรหากศักด์ศรีความเป็นมนุษย์ได้ถูกทำลายจนย่อยยับไปเสียแล้ว

แดน อีแวนส์ที่อาจเป็นตัวแทนของความบ้องตื้น ยึดถือหลักการจนตนเองเดือดร้อนในสายตายคนอื่น

แต่สำหรับครอบครัวของเขาหรือแม้กระทั่งเบน เว้ดเองที่ได้เรียนรู้ความ 'แมน' ของชายผู้นี้ระหว่างการเดินทาง แดนคือชายธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่พยายามทุกวิถีทางเพื่อปกป้องครอบครัว เสียสละแม้กระทั่งชีวิตของตัวเองเพื่อให้ลูก ๆ มีชีวิตอยู่ได้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

ที่สำคัญ, เขาคือบุคคลที่ควรค่าแก่การยอมรับยกย่อง อีกทั้งยังหาได้ยากไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยไหน ๆ

ปัจจุบันที่เส้นแบ่งขั้นระหว่างความดี-เลวช่างพร่าเลือน ทุกสิ่งอย่างล้วนเป็นสีเทา ความชั่วทำได้ง่ายแค่เพียงนิ่งดูดายไม่ห้ามปราม คนในสังคมมองกฎระเบียบเป็นเพียงเสือกระดาษ คุณธรรมและความซื่อตรงกลับกลายเป็นอุปสรรคของความเจริญรุ่งเรือง

ราวกับว่าโลกของเรากำลังดำเนินไปสู่ยุคมืดของศีลธรรม

ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะมองคุณค่าของความดีเสียใหม่ และให้ความสำคัญกับตัวการกระทำมากกว่าผลลัพธ์ของการทำดี เพราะในความเป็นจริงโชคก็ไม่ได้เข้าข้างเรา คำพูดที่ว่าทำดีย่อมได้ดีอาจไม่เห็นผลชัดเจนเสมอไป

แต่อย่างน้อย, การมีอยู่ของสิ่งที่เรียกว่า 'ความดี' -ที่เราสามารถเลือกได้ว่าจะทำหรือไม่- ก็เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่อยู่เหนือกว่าความสุขสบายภายนอกจอมปลอม

มันอาจจะดูยากเย็นและเหน็ดเหนื่อย แต่ความภาคภูมิใจของตัวเองและความครัว ที่ได้ทำดีและช่วยพยุงระดับสังคมไม่ให้ตกต่ำลงไปจากการกระทำของคนชั่วแม้เพียงชั่วงสั้น ๆ ที่ชีวิตของใครคนหนึ่งจะทำไหว มันก็เป็นสิ่งที่คุ้มค่า...

และไม่ควรเสียเวลาแม้เพียงเสี้ยววินาทีที่จะถามหาเหตุผลในการทำความดี

(เข้าใจรึยังยัยเซลฟ์เอ๊ย)

Comment

Comment:

Tweet

ลากผ่านๆครับ เพราะกลัวเจอสปอยล์

ผมมองว่าเรื่องนี้ต้องมองแง่บวก และเหมาะกับคนที่ถือคำว่า "ยอมหักไม่ยอมงอ" มากกว่าครับ
แต่แน่ล่ะว่าสิ่งที่แลกมาซึ่งความถูกต้อง มันเป้นอะไรที่แพงมากสำหรับชีวิตคน ซึ่งก็นั่นแหละ...ถ้าไม่ใช่คนที่รักความยุติธรรมถึงขีดสุด ก็คงอยากจะยอมแพ้แทนที่จะเอาชีวิตไปทิ้ง
ภาพสะท้อนของหนังดูหดหู่ (เหมือนประเทศเรา) แต่ผมคิดว่าประเทศและคนที่ถูกรังแกจะอยู่ได้ ก็ต้องพึ่งพาคนที่ "เหมือนจะโง่" อย่างแดนนั่นแหละครับ big smile

#11 By Evan Yzac -- The Crow on 2010-02-02 11:41

ทั้งนี้มันอยู่ที่ความพอดี

และความอะลุ่มอล่วยในจังหสะที่ถูกที่ควรครับ

อ่านเรื่องของเพื่อนกับอ่านเรื่องของหนังแล้วพอจะเข้าใจครับ

ยังไงถ้าเราหวังดีกับใครซักคนแล้วจงทำต่อไปครับ(ยกเว้นคนที่เราหวังดีย้อนทำลายเรา)

#10 By k_i on 2010-02-01 01:56

ขอบคุณสำหรับ comment คร้าบผม

ในอีกมุมมองของผมนั้น

ความรู้มากมายที่ดูพัฒนาขึ้นมาก
ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยี ข้าวของเครื่องใช้ การสื่อสาร
แม้ว่าจะทำให้มนุษย์ดูสะดวกสบายไม่ต่างจากเทวดาเท่าไร

แต่โบโบ้คิดว่าความรู้เหล่านี้
เปรียบเสมือนกับกระบี่หรือดาบ
ที่มีความคม แต่กลับไม่มีปลอกหุ้ม

ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่า
มนุษย์นั่นแหละจะต้องบาดเจ็บล้มตาย
จากคมจากกระบี่หรือดาบที่ตนสร้างขึ้นนั่นเองbig smile

บางคน มีความสุข
แม้ตัวเอง จะเป็น ดวงอาทิตย์
ที่แผดเผา จากศูนย์กลางจักรวาล

จนเหลือ แต่ศูนย์

-

หนังน่าดูครับ big smile

#8 By ทิว แอด ไฟน์ on 2010-01-27 20:16

ขอโทษนะคะ อิอิ... แอบขำความเห็นที่ 4 ค่ะ sad smile

#7 By newyork on 2010-01-27 13:03

ส่วนตัวชอบหนังคาวบอยนะครับ

อยากแนะนำเรื่อง The quick and the dead มีทั้งแอคชั่น และ ดราม่า ฉากดวลปืนเด็ดมาก ว่าด้วยความดีกับความชั่วเหมือนกัน

ดาราคับคั่งมากครับ ทั้ง Russell Crowe , Leonardo DiCaprio , Sharon Stone, Gene Hackman

#6 By นกไซเบอร์ on 2010-01-27 10:24

น่าเบื่อจริงๆ

เดี๋ยวนี้คนจะทำดี ก็ต่อเมื่อตัวเองได้ประโยชน์ด้วยเท่านั้น


เฮ้อ.........


ถ้าเอาหนังเรื่องนี้ให้ ยัยเซลฟ์ดู.....ชีจะรู้เรื่องเหรอ


เฮ้อ............

#4 By ตัวดี (202.28.180.220) on 2010-01-25 21:08

ยังไม่เคยดู แต่ขอเสนอความคิดจากการอ่านเอ็นทรี่ย์นี้

สิ่งที่หนังกำลังบอก (telling) ให้เรารู้ คือเรื่องราวความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของเจ้าหน้าที่รัฐคนหนึ่งที่หาญกล้าต่อสู้กับเหล่าร้ายนับสิบ เพื่อปกป้องหลักการที่ถูกต้อง ปกป้องกฏหมายบ้านเมือง โดยไม่สนใจว่าคนร้ายจะยื่นข้อเสนอใดให้ แม้ว่าข้อเสนอนั้นจะน่าฟังดูคุ้มค่าเพียงไรก็ตาม

แต่ในขณะเดียวกัน หนังเรื่องนี้กลับแสดง (showing) ให้เราได้เห็นถึงความล้มเหลวของสังคมตะวันตกซึ่งเป็นตัวแทนของโลกทุนนิยมเสรี กฎหมายบ้านเมืองไม่มีค่ามากพอให้ปฏิบัติตาม ด้วยการสร้างภาพผู้ร้ายให้มีอำนาจในการต่อสู้ สามารถล้มเจ้าหน้าที่รัฐนับกว่าสิบรายได้โดยไม่ยาก สะท้อนความอ่อนหัดของกฎระเบียบที่ได้แต่โอนอ่อนตามอำนาจ ไม่มีหลักการที่แน่นอน ไม่ว่าใครมีอำนาจก็ลู่ไปตามลมอย่างนั้น

ข้อเสนอที่ผู้ร้ายยื่นให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ คือตัวแทนของโลกทุนนิยมเสรีโดยแท้จริง ทั้งเงินทอง ความฟุ้งเฟ้อ ความสุขสบายในชีวิต โดยไม่สนใจว่าสิ่งเหล่านั้นต้องแลกมาด้วยชีวิตของคนอื่นๆ ก็ตาม ส่วนการที่ตัวเอกปฎิเสธไม่รับข้อเสนอนั้น มองผิวเผินแล้วดูเหมือนน่าชื่นชม แต่เมื่อให้ชัดแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับการผลิตซ้ำวาทกรรม "ฮีโร่" ที่ต่อสู้เพื่อความโดดเด่นของตนเอง โดยสรุป ต่างคนก็ต่างต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของตนเอง ท่ามกลางความล้มเหลวของระบบสังคมทุนนิยมเสรี มันก็เท่านั้น

เครียดมั้ยล่ะ ?? sad smile

#3 By รัตนาดิศร on 2010-01-11 12:09

น่าดูๆๆ

#2 By wesong on 2010-01-10 00:07

ไปดูดาวกันไหม

#1 By ขอบฟ้า on 2010-01-09 22:22