พูดถึงการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ใครหลายคนคงจะคุ้นเคยกับการเดินทางไปโรงพยาบาลปีละครั้งเพื่อตรวจสุขภาพประจำปีและเจาะเลือดส่งแล็ปชุดใหญ่ แต่ในความเป็นจริงสิ่งดังกล่าวไม่ได้เป็นทั้งหมดของการป้องกันโรค เพราะหากพิจารณาถึงจุดมุ่งหมายและระยะเวลาที่วิธีการนั้น ๆ เข้ามามีบทบาทแล้ว...ในทางการแพทย์จะสามารถแบ่งวิธีป้องกันโรคออกเป็น 3 แบบด้วยกัน อันได้แก่

การป้องกันระดับปฐมภูมิ (Primary prevention) เป็นวิธีการพยายามลดอุบัติการณ์ของโรคโดยอาศัยการเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ การฉีดวัคซีนต่าง ๆ หลีกเลี่ยงเหล้า-บุหรี่ เป็นต้น จัดเป็นการป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด

การป้องกันระดับทุติยภูมิ (Secondary prevention) คือการค้นหาบุคคลผู้มีความเสี่ยงหรือป่วยเป็นโรคแต่ยังไมมีอาการชัดเจน เพื่อการรักษาในระยะแรก ๆ (Early diagnosis, early treatment) หวังผลรักษาจนหายขาด ซึ่งนี่ก็คือ "การตรวจร่างกายประจำปี" ที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกันดีนั่นเอง

การป้องกันระดับตติยภูมิ (Tertiary prevention) เมื่อโรคดำเนินลุกลามไปไกลเกินกว่าวิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบันจะเอาชนะได้...อาจจะด้วยเป็นโรคที่รุนแรงหรือตรวจพบช้าเกินไป...ก็มิได้หมายความว่าผู้ป่วยคนนั้นหมดหนทางที่จะมีความสุข การป้องกันในระดับนี้มีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การลดความพิการและภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ หลีกเลี่ยงการรักษาที่สร้างความทุกข์ทรมานแก่คนไข้โดยไม่จำเป็น เพื่อให้ผู้ป่วยได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในบั้นปลาย

  

มะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer) จัดเป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดของหญิงไทย ประมาณการณ์กันว่าทุก ๆ ปีจะมีผู้หญิง 5-6 พันคนต้องเสียชีวิตลงเพราะมะเร็งชนิดนี้ นำมาซึ่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาลอันมหาศาล รวมทั้งการสูญเสียบุคคลากรมนุษย์ผู้เป็นทั้งคู่ชีวิต มารดา ตลอดจนคนสำคัญของใครหลายคนอีกด้วย

และเนื่องจากมะเร็งปากมดลูกพบบ่อยในประเทศกำลังพัฒนา เช่น ประเทศแถบละตินอเมริกา เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา ที่ไม่ได้มีกำลังทรัพยากรมากพอที่จะรับมือกับโรคได้เป็นอย่างดี, องค์การอนามัยโลกและอารยประเทศทั้งหลายจึงพยายามให้การช่วยเหลือด้วยการคิดค้นหาหนทางลดอุบัติการณ์การเกิดโรคลงให้น้อยที่สุด มากกว่าการมุ่งเน้นพัฒนาวิธีรักษาใหม่ ๆ

เพราะอย่างที่ผมกล่าวไว้ข้างต้น...การป้องกันตั้งแต่ยังไม่เกิดโรคเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

ไม่นานมานี้, การศึกษาของโปรเฟสเซอร์ "เฮอราวด์ เซอ เฮาเซ่น" (Herald zur Hausen) "นักไวรัสวิทยาชาวเยอรมัน เจ้าของรางวัลโนเบลไพรซ์สาขา Physiology or Medicine ปี 2008" ที่เริ่มต้นจากการตั้งคำถามที่ว่า "เพราะเหตุใดผู้หญิงหากินกลางคืนมีอุบัติการณ์การเป็นมะเร็งปากมดสูงสูงกว่าแม่ชีอย่างมาก" จนนำไปสู่คำตอบแห่งสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกว่าไม่ได้เป็นเพราะพันธุกรรมหากแต่เกิดขึ้นจากการติดเชื่อไวรัสหูดหงอนไก่ (HPV - Human Papilloma Virus) และก่อให้เกิดการพัฒนาวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเจ้าไวรัสวายร้ายตัวนี้ที่สามารถใช้ได้ปลอดภัยในมนุษย์อีกทั้งมีประสิทธิภาพดีจนสำเร็จในปี ค.ศ.2008

ซึ่งถือได้ว่าเป็นการพลิกโฉมหน้าการรักษามะเร็งปากมดลูกอย่างใหญ่หลวงเลยทีเดียว

 

อย่างไรก็ดี, วัคซีน HPV ในปัจจุบันยังมีราคาแพงอยู่มาก กล่าวคือต้องฉีด 3 เข็ม ราคาประมาณสองพันบาทต่อเข็ม รวมแล้วครบคอร์สสาว ๆ ต้องจ่ายเงินถึงหกพันบาทเพื่อสร้างภูมิให้สูงมากพอ

ที่สำคัญ...วัคซีนราคาแพงดังกล่าวมิได้ป้องกันการติดเชื้อหูดหงอนไก่ได้ 100% เพราะชนิดของเอชพีวีไวรัสมีมากมายมากกว่า 100 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่วัคซีนปริมาณน้อยนิดจะสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ต้านทานได้ทั้งหมด

ผู้ผลิตวัคซีนจึงเลือกสร้างวัคซีนที่สามารถสร้างแอนติบอดี้เจาะจง HPV virus type 16,18 อันเป็นสาเหตุถึง 70% ของมะเร็งปากมดลูกที่เกิดขึ้นทั้งหมดในผู้หญิง

ด้วยเหตุนี้ HPV Vaccine จึงยังไม่ได้เป็นพระเอกขี่ม้าขาวอย่างแท้จริงจนสามารถทดแทนวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่ทั้งราคาถูก ทำได้ง่าย และมีประสิทธิภาพซึ่งทำกันมาหลายปีที่เรียกกันว่าการตรวจ "แป๊ป" ได้แต่อย่างใด

 

"Pap Smear" (แป๊ปสเมียร์) มาจากชื่อเต็มว่า "Papanicolaou Smear" ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อให้เกียรติแก่พยาธิแพทย์ชาวกรีกนาม "Georgios Papanicolaou" (จอร์เจียส ปาปานิโคเลา, 1883-1962) ผู้คิดค้นวิธีการย้อมสีพิเศษเพื่อแยกความแตกต่างระหว่างเซลล์ปกติกับเซลล์ไม่ปกติโดยเฉพาะเซลล์มะเร็งในระบบสืบพันธุ์สตรี ทำให้การวินิจฉัยมะเร็งในระยะแรก ๆ ทำได้ง่ายมากขึ้น สามารถช่วยรักษาชีวิตผู้หญิงนับล้าน ๆ คนไม่ให้เสียชีวิตจากโรคร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีการตรวจแป๊ป หรือถ้าจะพูดให้ครอบคลุมก็คือการตรวจภายใน (Pelvic Examination) จะเริ่มจากการซักประวัติอาการทั่ว ๆ ไปและสอบถามปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก (เช่น มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย, การมีคู่นอนหลายคน, เคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บ่อย ๆ, สูบบุหรี่, มีเลือดออกกะปริดกะปรอยทางช่องคลอด) เพื่อประเมินพื้นฐานสุขภาพและสร้างความผ่อนคลายให้แก่ผู้รับการตรวจเสียก่อน

จากนั้นแพทย์จะเชิญให้ผู้ป่วยนอนบนเตียงเพื่อตรวจภายใน (อาศัยการดู คลำ และใช้เครื่องมือแพทย์ถ่างขยายช่องคลอด) และเก็บสารคัดหลั่งบริเวณปากมดลูกไปดูเซลล์ว่ามีความผิดปกติหรือไม่

สุดท้ายผู้ตรวจจะนำข้อมูลทั้งจากประวัติ การตรวจภายใน (เช่น พบตกขาวผิดปกติ มีก้อนหน้าตาคล้ายมะเร็งที่ปากช่องคลอด หรือคลำพบก้อนที่รังไข่ด้านใดด้านหนึ่ง) และผลแป๊ปสเมียร์มาประมวลเข้าด้วยกัน เพื่อวินิจฉัยโรคทางสูติ-นรีเวชได้อย่างถูกต้องและวางแผนการรักษาได้อย่างทันท่วงที

ส่วนหญิงท่านใดที่ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งน้อยแถมยังตรวจไม่พบความปกติใด ๆ ก็สบายใจได้ รักษาสุขภาพให้ดี รอมาตรวจครั้งถัดในอีก 1 ปีข้างหน้าด้วยจิตใจเป็นสุข

ปัจจุบันการตรวจแป๊ปสเมียร์มีการแนะนำให้เริ่มตั้งแต่อายุ 21 ปีในผู้หญิงที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ หรือไม่ควรเกิน 3 ปีหลังจากเพศสัมพันธ์ครั้งแรก และตรวจไปจนสาว (เหลือ) น้อยมีอายุ 70 ปีก็เพียงพอครับ

นอกจากนี้หากใครตรวจต่อเนื่อง 3 ครั้งผลปกติมาโดยตลอด ครั้งหน้าจะมาหาคุณหมอห่างขึ้นเป็นทุก ๆ 5 ปีก็ไม่เป็นปัญหาเพราะมะเร็งปากมดลูกไม่ได้เป็นเนื้อร้ายเจริญลุกลามรวดเร็วมากนัก และอัตราการเกิดผลลบลวง (หมายความว่าเป็นมะเร็งแต่ตรวจไม่พบ) ของแป๊ปสเมียร์นั้นต่ำมาก ๆ (ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์) คิดแล้วโอกาสที่จะเกิดผลลบลวงสำหรับ 3 ครั้งนั้นอยู่ที่ 0.2 x 0.2 x 0.2 ซึ่งเท่ากับ 0.8 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง

อ้อ...การตรวจภายในแต่ละครั้ง ถ้าทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและคุณผู้หญิงให้ความร่วมมืออย่างดี ได้แก่ งดเพศสัมพันธ์ และไม่สวนล้างหรือเหน็บยาในช่องคลอดภายในระยะเวลา 24-48 ชั่วโมงก่อนตรวจ รวมทั้ง 'กล้า' สอบถามข้อสงสัยกับแพทย์ก่อนตัดสินใจมาตรวจจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ไม่เกร็ง...แพทย์จะตรวจได้ง่าย คนไข้ไม่เจ็บและกินเวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้นครับ

แหม ๆ การตรวจสุขภาพที่ทำได้ง่าย ราคาถูก ใช้เวลาไม่นาน แถมยังได้ผลน่าเชื่อถือเช่นนี้ ช่างตรงกับความรู้สึกของผมที่ว่า "แป๊ป(ที)เดียว ไม่ต้องเสียว(ไปอีก)นาน"

เขียนมาซะยาวก็เพราะหวังให้สาว ๆ ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง สร้างความสวยงามใหโลกใบนี้ไปนาน ๆ นะครับ 

ข้อมูลเพิ่มติม

siamhealth.net 

thailabonline.com 

wikipedia

Comment

Comment:

Tweet

Excellent & remarkable post!
I have been visiting various blogs for my term papers writing Research. I have found your blog to be quite useful. Keep updating your blog with valuable information....... Regards

#7 By Term Papers Writing (119.157.154.176) on 2010-09-30 18:32

หุหุ

ขนาดเรารู้ว่ามันจำเป็นต้องทำ ถ้าเราจะต้องถูกทำยัง..เลย เหอ ๆ

#6 By ~*LuCReZiA*~ on 2009-12-13 21:54



สาระ หนักแน่น ดี big smile

#5 By ทิว แอด ไฟน์ on 2009-12-08 16:04

ยังไม่ลืมกันหรอกค่ะ

สารภาพตามตรงว่าสามสิบกว่ายังไม่เคยตรวจเลย แฮ่ะๆ
เพื่อนที่เป็นหมอสูติพยายามจับตัวไปตรวจอยู่ แต่อายจัง
ปกติฝ่ายเภสัชกรรมของโรงพยาบาลอำเภอจะเป็นคนสั่งซื้อเจ้าปากถ่าง
เคยตรวจรับแล้วแบบว่า มันอันใหญ่นะนั่น เบอร์เล็กสุดก็น่ากลัว
เป็นเหตุผลผ่าซากในการไม่ไปตรวจจนถึงปัจจุบัน

เนี่ย คนข้างตัวก็พยายามเข็นให้ไป
ที่เค้ารู้เพราะไปนั่งรอดิฉันทำฟันแล้วไปอ่านเจอในหนังสือผู้หญิงๆต่างๆ
พยายามบอกว่าไม่ต้องหรอก ดิฉันคงไม่เป็น
เค้าบอกว่าทำฟันท่าทางน่ากลัวกว่าตั้งเยอะ ทำไมถึงไปทำได้
ล่าสุดเพิ่งติดสินบนว่าจะพาไปตรวจโรงพยาบาลเอกชนหรูๆ
พร้อมออกเงินให้ไปกินบุพเฟ่โรงแรม

แต่ก็ยังกลัวด้วย อายด้วย
เพื่อนหมอสูติเคยถามว่าอายอะไร ก็ไม่รู้หล่ะ มันน่าอายออกชิมิ
เพื่อนเลยบอกว่า หมอเค้าเห็นกันจนเบื่อ
ไม่มีใครไปสนใจหรอกว่ามันเหมือนกันต่างกัน
ตอนยี่สิบกว่า ก็บอกเพื่อนหมอสูติว่ารอชั้นสามสิบ
พอสามสิบพยายามจะบอกว่ารอสามสิบห้า ถึงค่อยตรวจ
ยังตัดสินใจไม่ได้ แต่ก็ อ่านะ รอไปมันก็เท่านั้น

เดี๋ยวปีหน้าไปตรวจ เอิ๊กๆ

หายไปนานเลยนะครับ

#3 By ขอบฟ้า on 2009-12-07 16:49

ข้อมูลเข้มข้นconfused smile

#2 By wesong on 2009-12-06 22:12

ห่างหายกันไปนาน

เจอช่วงยุ่งติด ๆ กันหลายเดือนน่ะครับ

หวังว่าคงยังไม่ลืมกันนะ

#1 By Highwind on 2009-12-06 20:09