ประวัติพระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย (ที่มา ที่นี่, ที่นี่, ที่นี่)

"I don't want you to be only a doctor, But I also want you to be a man"

สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (His Royal Highness Prince Mahidol of Songkla, สมเด็จพระราชบิดาแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน) เป็นโอรสองค์ที่ 69 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า, พระราชสมภพเมื่อวันศุกร์ขึ้น 3 ค่ำ เดือนยี่ ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2434  (ก่อนปี 2484 วันขึ้นปีใหม่ของไทยตรงกับวันที่ 1 เมษายน ดังนั้นเดือนมกราคม พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นเดือนพระราชสมภพยังคงนับตามปฏิทินเก่า เมื่อเทียบกับปฏิทินสากลที่ใช้ในปัจจุบันจึงตรงกับวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2435)

ในเบื้องต้นพระองค์ได้ทรงศึกษาวิชาทหารเรือ ณ ประเทศเยอรมันจนสำเร็จการศึกษาจาก Imperial German Naval College และทรงเข้ารับราชการในกองทัพเรือเยอรมันเป็นเวลา 3 ปี จากนั้นเสด็จกลับเข้ามารับราชการในกองทัพเรือไทย ต่อมาทรงมีอาการประชวรเรื้อรัง ทรงไม่สามารถรับราชการหนักเช่นการทหารเรือได้ ประกอบกับทรงมีพระปรีชาญาณหยั่งการณ์ไกลว่าความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนชาวไทยมีความเกี่ยวโยงอย่างใกล้ชิดกับการแพทย์และการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพสูง

ดังนั้นเมื่อทรงได้รับการชักชวนจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาชัยนาทนเรนทร และหม่อมเจ้าพูนศรีเกษม เกษมศรี ให้มาทรงช่วยงานในโรงพยาบาลศิริราช พระองค์จึงทรงลาออกจากราชการของกองทัพเรือ อีกทั้งทรงวิริยะอุตสาหะเสด็จไปทรงศึกษาวิชาสาธารณสุขศาสตร์และวิชาแพทย์ โดยได้รับปริญญา C.P.H. และปริญญา Doctor of Medicine (M.D.) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ.2460 แล้วทรงอุทิศทั้งพระวรกาย พระปรีชาสามารถและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เข้าช่วยเหลือเพื่อวางรากฐานให้กับกิจการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยทรงมีพระราชกรณียกิจที่สำคัญดังต่อไปนี้

  • พระราชทานทุนส่วนพระองค์และทุนการศึกษาแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับส่งนักศึกษาแพทย์ อาจารย์แพทย์ และพยาบาลไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ
  • ทรงเป็นผู้แทนของรัฐบาลทำการติดต่อมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ให้ช่วยเหลือปรับปรุงการศึกษาแพทย์และพยาบาลให้ได้มาตรฐานสากล
  • ทรงสอนวิชากายวิภาคศาสตร์ของสัตว์มีกระดูกสันหลัง และวิชาประวัติศาสตร์แก่นิสิตเตรียมแพทย์ ที่คณะอักษาและวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างอาคารเรียนและตึกผู้ป่วยในโรงพยาบาลศิริราช รวมทั้งซื้อโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง ซ่อมแซมแล้วพระราชทานแตณะแพทยศาสตร์ ใช้เป็นโรงเรียนพยาบาล
  • พระราชทาน "ทุนพระราชมรดก" จำนวน 500,000 บาท แก่คณะแพทยศาสตร์ เพื่อส่งอาจารย์ไปศึกษาต่อต่างประเทศ ช่วยให้อาจารย์จำนวนมากนำความรู้กลับมาพัฒนากิจการแพทย์ของไทย ซึ่งคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้หาเงินสมทบทุนเพิ่มเติมมาโดยตลอด เพื่อสืบทอดพระราชปณิธาน

แต่เดิมมีพระราชประสงค์จะเข้าเป็นแพทย์ประจำบ้านที่โรงพยาบาลศิริราชแต่ทรงพบปัญหาหลายอย่าง โดยเฉพาะเกี่ยวกับพระฐานันดรศักดิ์ คนส่วนมากไม่ยอมปฏิบัติกับพระองค์เหมือนดั่งคนธรรมดาตามที่มีพระราชประสงค์ จึงเสด็จไปทำหน้าที่แพทย์ที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ.2472 ชาวเมืองเชียงใหม่รู้จักพระองค์ในพระนามของ "หมอเจ้าฟ้า" พระองค์ทรงมีโอกาสปฏิบัติหน้าที่เยี่ยงสามัญชนเพียง 3 สัปดาห์ก็ต้องเสด็จกลับกรุงเทพฯ เพราะทรงพระประชวร ก่อนที่จะสวรรคตเมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2472 รวมพระชนมายุ 37 พรรษา 8 เดือน 23 วัน  

กำเนิดวันมหิดล (ที่มา ที่นี่, ที่นี่ที่นี่)

"True success is not in the learning , but in its application to the benefit of mankind

21 ปี หลังจากที่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกได้เสด็จสวรรคต คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล บรรดาศิษย์เก่าศิริราช ผู้ที่ได้รับทุนของพระองค์ไปศึกษายังต่างประเทศ ผู้ที่เคยได้รับพระมหากรุณาในประการอื่น ๆ ตลอดจนประชาชนผู้สนใจทั่วไป ได้ร่วมใจกันสร้างพระราชานุสาวรีย์ประดิษฐานไว้ ณ โรงพยาบาลศิริราช เพื่อเป็นการร่วมกันน้อมสำนึกพระเมตตาคุณพระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย  โดยมอบให้กรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการสร้าง และมีศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ควบคุมงาน มีนายสนั่น ศิลากรณ์ เป็นประติมากร

วันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2493 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินเปิดพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ และในวันที่ 24 กันยายน ปีเดียวกัน สโมสรนักศึกษาแพทย์ศิริราช (สพศ.) และนักศึกษาพยาบาล ได้จัดพิธีถวายบังคมพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระราชบิดาเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์เป็นครั้งแรก

การถวายบังคมพระราชานุสาวรีย์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2493 นับเป็นพิธีเฉพาะแต่ภายในคณะฯ เท่านั้น ในปีถัดมาคือ พ.ศ. 2494 คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาลจึงได้กำหนดให้วันที่ 24 กันยายน เป็นวันถวายบังคมพระราชานุสาวรีย์ โดยขนานนามวันดังกล่าวว่า "วันมหิดล" และถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมาทุกปีจวบจนปัจจุบัน เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ ผู้ทรงเป็น "องค์บิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย"

พ.ศ.2496 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มาทรงพระราชสักการะและทรงวางพวงมาลาพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบรมราชชนกเป็นครั้งแรก งานวันมหิดลจึงเป็นพิธีหลวงนับจากนั้นมา พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางพวงมาลาเนื่องในวันมหิดลวันที่ 24 กันยายนทุกปีจนกระทั่ง พ.ศ.2520 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์มาทรงวางพวงมาลาเป็นประจำทุกปี

การรับบริจาคธง - กิจกรรมสำคัญวันมหิดล

"