ประวัติพระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย (ที่มา ที่นี่, ที่นี่, ที่นี่)

"I don't want you to be only a doctor, But I also want you to be a man"

สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (His Royal Highness Prince Mahidol of Songkla, สมเด็จพระราชบิดาแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน) เป็นโอรสองค์ที่ 69 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า, พระราชสมภพเมื่อวันศุกร์ขึ้น 3 ค่ำ เดือนยี่ ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2434  (ก่อนปี 2484 วันขึ้นปีใหม่ของไทยตรงกับวันที่ 1 เมษายน ดังนั้นเดือนมกราคม พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นเดือนพระราชสมภพยังคงนับตามปฏิทินเก่า เมื่อเทียบกับปฏิทินสากลที่ใช้ในปัจจุบันจึงตรงกับวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2435)

ในเบื้องต้นพระองค์ได้ทรงศึกษาวิชาทหารเรือ ณ ประเทศเยอรมันจนสำเร็จการศึกษาจาก Imperial German Naval College และทรงเข้ารับราชการในกองทัพเรือเยอรมันเป็นเวลา 3 ปี จากนั้นเสด็จกลับเข้ามารับราชการในกองทัพเรือไทย ต่อมาทรงมีอาการประชวรเรื้อรัง ทรงไม่สามารถรับราชการหนักเช่นการทหารเรือได้ ประกอบกับทรงมีพระปรีชาญาณหยั่งการณ์ไกลว่าความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนชาวไทยมีความเกี่ยวโยงอย่างใกล้ชิดกับการแพทย์และการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพสูง

ดังนั้นเมื่อทรงได้รับการชักชวนจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาชัยนาทนเรนทร และหม่อมเจ้าพูนศรีเกษม เกษมศรี ให้มาทรงช่วยงานในโรงพยาบาลศิริราช พระองค์จึงทรงลาออกจากราชการของกองทัพเรือ อีกทั้งทรงวิริยะอุตสาหะเสด็จไปทรงศึกษาวิชาสาธารณสุขศาสตร์และวิชาแพทย์ โดยได้รับปริญญา C.P.H. และปริญญา Doctor of Medicine (M.D.) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ.2460 แล้วทรงอุทิศทั้งพระวรกาย พระปรีชาสามารถและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เข้าช่วยเหลือเพื่อวางรากฐานให้กับกิจการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยทรงมีพระราชกรณียกิจที่สำคัญดังต่อไปนี้

  • พระราชทานทุนส่วนพระองค์และทุนการศึกษาแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับส่งนักศึกษาแพทย์ อาจารย์แพทย์ และพยาบาลไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ
  • ทรงเป็นผู้แทนของรัฐบาลทำการติดต่อมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ให้ช่วยเหลือปรับปรุงการศึกษาแพทย์และพยาบาลให้ได้มาตรฐานสากล
  • ทรงสอนวิชากายวิภาคศาสตร์ของสัตว์มีกระดูกสันหลัง และวิชาประวัติศาสตร์แก่นิสิตเตรียมแพทย์ ที่คณะอักษาและวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างอาคารเรียนและตึกผู้ป่วยในโรงพยาบาลศิริราช รวมทั้งซื้อโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง ซ่อมแซมแล้วพระราชทานแตณะแพทยศาสตร์ ใช้เป็นโรงเรียนพยาบาล
  • พระราชทาน "ทุนพระราชมรดก" จำนวน 500,000 บาท แก่คณะแพทยศาสตร์ เพื่อส่งอาจารย์ไปศึกษาต่อต่างประเทศ ช่วยให้อาจารย์จำนวนมากนำความรู้กลับมาพัฒนากิจการแพทย์ของไทย ซึ่งคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้หาเงินสมทบทุนเพิ่มเติมมาโดยตลอด เพื่อสืบทอดพระราชปณิธาน

แต่เดิมมีพระราชประสงค์จะเข้าเป็นแพทย์ประจำบ้านที่โรงพยาบาลศิริราชแต่ทรงพบปัญหาหลายอย่าง โดยเฉพาะเกี่ยวกับพระฐานันดรศักดิ์ คนส่วนมากไม่ยอมปฏิบัติกับพระองค์เหมือนดั่งคนธรรมดาตามที่มีพระราชประสงค์ จึงเสด็จไปทำหน้าที่แพทย์ที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ.2472 ชาวเมืองเชียงใหม่รู้จักพระองค์ในพระนามของ "หมอเจ้าฟ้า" พระองค์ทรงมีโอกาสปฏิบัติหน้าที่เยี่ยงสามัญชนเพียง 3 สัปดาห์ก็ต้องเสด็จกลับกรุงเทพฯ เพราะทรงพระประชวร ก่อนที่จะสวรรคตเมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2472 รวมพระชนมายุ 37 พรรษา 8 เดือน 23 วัน  

กำเนิดวันมหิดล (ที่มา ที่นี่, ที่นี่ที่นี่)

"True success is not in the learning , but in its application to the benefit of mankind

21 ปี หลังจากที่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกได้เสด็จสวรรคต คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล บรรดาศิษย์เก่าศิริราช ผู้ที่ได้รับทุนของพระองค์ไปศึกษายังต่างประเทศ ผู้ที่เคยได้รับพระมหากรุณาในประการอื่น ๆ ตลอดจนประชาชนผู้สนใจทั่วไป ได้ร่วมใจกันสร้างพระราชานุสาวรีย์ประดิษฐานไว้ ณ โรงพยาบาลศิริราช เพื่อเป็นการร่วมกันน้อมสำนึกพระเมตตาคุณพระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย  โดยมอบให้กรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการสร้าง และมีศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ควบคุมงาน มีนายสนั่น ศิลากรณ์ เป็นประติมากร

วันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2493 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินเปิดพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ และในวันที่ 24 กันยายน ปีเดียวกัน สโมสรนักศึกษาแพทย์ศิริราช (สพศ.) และนักศึกษาพยาบาล ได้จัดพิธีถวายบังคมพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระราชบิดาเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์เป็นครั้งแรก

การถวายบังคมพระราชานุสาวรีย์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2493 นับเป็นพิธีเฉพาะแต่ภายในคณะฯ เท่านั้น ในปีถัดมาคือ พ.ศ. 2494 คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาลจึงได้กำหนดให้วันที่ 24 กันยายน เป็นวันถวายบังคมพระราชานุสาวรีย์ โดยขนานนามวันดังกล่าวว่า "วันมหิดล" และถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมาทุกปีจวบจนปัจจุบัน เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ ผู้ทรงเป็น "องค์บิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย"

พ.ศ.2496 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มาทรงพระราชสักการะและทรงวางพวงมาลาพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบรมราชชนกเป็นครั้งแรก งานวันมหิดลจึงเป็นพิธีหลวงนับจากนั้นมา พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางพวงมาลาเนื่องในวันมหิดลวันที่ 24 กันยายนทุกปีจนกระทั่ง พ.ศ.2520 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์มาทรงวางพวงมาลาเป็นประจำทุกปี

การรับบริจาคธง - กิจกรรมสำคัญวันมหิดล

"ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง

ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศจะตกแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์"

วันมหิดลนอกจากจะเป้นวันที่ประชาชนทุกหมู่เหล่ามีการถวายบังคมสักการะพระราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระราชบิดาแล้ว ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมที่แม้ไม่ได้กำเนิดขึ้นในวันมหิดลคราวแรก แต่ก็ถือได้ว่ามีความสำคัญและเป็นเอกลักษณ์ที่ขาดไม่ได้เลย นั่นก็คือการออก "รับบริจาคธง" ของนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตบางกอกน้อย (อันประกอบไปด้วยคณะแพทย์, พยาบาล, แพทย์แผนไทย, เทคนิคการแพทย์)

การออกรับบริจาคธงครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อประมาณเกือบ ๆ ครึ่งศตวรรษก่อนในวันมหิดลปีพ.ศ. 2503 จากความคิดริเริ่มของศ.นพ.กษาณ จาติกวนิช ผอ.ร.พ.ศิริราชในขณะนั้น ได้เสนอให้ศิริราชมีการจำหน่ายธง "วันมหิดล" เพื่อให้ประชาชนทุกเศรษฐานะมีส่วนเกื้อกูลผู้ป่วยยากไร้ของ ร.พ.ศิริราช ในปีแรกมีการจำหน่ายธงขนาดกลาง ราคา 10 บาท และธงเล็กทำด้วยริบบิ้น ราคา 1 บาท โดยนักศึกษาในวิทยาเขตศิริราชได้ช่วยกันออกไปจำหน่าย ซึ่งรายได้ทั้งหมดนำไปจัดซื้ออุปกรณ์ การรักษาพยาบาล และเครื่องอำนวยความสุขแก่ผู้ป่วยยากไร้

ธงวันมหิดลปีนั้นเป็นรูปสามเหลี่ยมพื้นขาว ก่อนที่ปีต่อ ๆ มาจะมีการเปลี่ยนสีธงไปตามสีประจำวันของวันมหิดลในแต่ละปี

พูดถึงเรื่องการบริจาคธงแล้วอยากจะบอกเพื่อน ๆ ว่าการ "บริจาคธง" ไม่ใช่การ "ขายธง" อย่างที่ใครหลายคนเข้าใจกัน จริงอยู่ที่อาจมีการกำหนดว่าบริจาคเท่าใดจึงได้ธงรูปแบบใด (บริจาค 500 บาทขึ้นไป รับธงวันมหิดลพร้อมเสาเป็นที่ระลึก, 20 บาท ขึ้นไป รับธงวันมหิดลเป็นที่ระลึก, น้อยกว่า 20 บาท รับสติ๊กเกอร์วันมหิดลเป็นที่ระลึก) แต่ก็หาได้มีความสลักสำคัญอันใดนอกเหนือไปจากของที่ระลึกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ชาวศิริราชต้องการมอบให้บุคคลผู้มีจิตใจเมตตาแทนคำขอบคุณเท่านั้นเอง

นอกจากนี้การรับบริจาคธงยังมีรายละเอียดปลีกย่อยมากไปกว่าการออกไปเรี่ยไรเงินบริจาค เพราะถือเป็นงานใหญ่ที่ช่วยส่งเสริมความสามัคคีในหมู่คณะ สอนการรู้จักอดทนและเสียสละ รวมทั้งช่วยยกระดับจิตใจของผู้เข้าร่วมทุกคนได้อีกด้วย

ภาพบรรยากาศการทำธงจากกลุ่มอาสา 

ธงทุกผืนล้วนเกิดจากการร่วมแรงร่วมใจกันของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดลทุกวิทยาเขต -ไม่ว่าจะเป็นเฟรชชีหน้าใหม่ไปจนถึงศิษย์เก่าลายคราม ไม่ว่าจะฝีมือศิลปะมือหนึ่งหรือวาดเขียนไม่กระดิก ไม่ว่าจะเรียนแพทย์หรือวิศวะ- ทุกคนต่างมีความมุ่งมั่นเดียวกันที่จะ "ทำธง" ให้มากพสำหรับการออกรับบริจาคในวันมหิดลนั่นเอง

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าโรงงานนรกที่อื่นเป็นอย่างไร แต่ "โรงงานทำธงนรก" แห่งนี้ที่เนรมิตรเอามุมหนึ่งของศิริราชเป็นที่ตั้งในทุก ๆ บ่ายวันพูธและค่ำคืนวันศุกร์สุดสัปดาห์ ช่างอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุข ความรัก และไมตรีจิตแห่งการเสียสละเพื่อผู้อื่นโดยแท้จริง

วันมหิดลในมุมมองชาวมหิดล ลูกศิริราช

"อาชีพแพทย์นั้นมีเกียรติ แพทย์ที่ดีจะไม่ร่ำรวยแต่ไม่อดตาย

ถ้าใครอยากร่ำรวยก็ควรเป็นอย่างอื่นไม่ใช่แพทย์

อาชีพแพทย์นั้นจำเป็นต้องยึดมั่นในอุดมคติ เมตตากรุณาคุณ"

ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ความรู้สึกของผมคงไม่ได้แตกต่างจากราษฎรคนอื่น ๆ เท่าใดนัก นั่นก็คือมีความตื้นตันและสำนึกในพระมหาการุณาธิคุณของพระราชบิดาที่ได้ทรงวางรากฐานการแพทย์ของประเทศไทยให้มั่นคงในเบื้องต้น

จนทำให้ประเทศเล็ก ๆ อย่างไทยที่แม้จะตามหลังอารยดินแดน ณ ทวีปตะวันตกในหลาย ๆ เรื่อง, แต่อย่างน้อยวิทยาการทางการแพทย์ของเราก็ก้าวหน้ามากพอที่จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของผู้คนด้วยเหตุผลอันไม่สมควร ส่งเสริมสุขภาพคนในชาติให้มีอายุยืนยาวและเต็มไปด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี รวมทั้งสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ และผลิตบุคคลากรทางสาธารณสุขอันมีคุณภาพเพื่อรับหน้าที่ดูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บของคนไทยต่อไปในอนาคต

ยิ่งเมื่อได้ก้าวเข้ามาเป็นบุคคลากรในวงการสาธารณสุขโดยตรง มีโอกาสเห็นหลายชีวิตได้รับการช่วยเหลือจากความรู้ที่ตนเองได้ร่ำเรียนมา ก็ยิ่งตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์เป็นทวีคูณ

และถึงแม้ว่าพระบรมราชชนกจะทรงสถิตย์อยู่ ณ สรวงสวรรค์ครรลาลัย แต่พระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์ที่ประดิษฐานอยู่ใจกลางศิริราช -โรงพยาบาลของแผ่นดิน- แห่งนี้ก็ยังคงเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้กับประชาชนทุกคน โดยเฉพาะบรรดานักศึกษาแพทย์ผู้ที่กำลังจะจบไปเป็นแพทย์เต็มตัวในอนาคตอันใกล้

ทุกเช้าผมจะออกเดินจากหอพักไปสู่วอร์ดผู้ป่วยในเส้นทางเดิม ก่อนที่จะหยุดยืนนิ่ง ๆ สักพัก สูดอากาศสดชื่นบริเวณนั้นเข้าเต็มปอด แล้วยกมือไหว้พระราชานุสาวรีย์ตรงหน้า ตั้งคำอธิฐานภายในใจอยู่ 2 ข้อ

หนึ่ง...ขอพระองค์ทรงเป็นกำลังใจให้ผมสำหรับการทำงานในวันนี้

สอง...ขอให้ผู้ป่วยทุกคนที่ผมดูแลประสพแต่สิ่งดี ๆ และแข็งแรงขึ้นทุก ๆ วัน 

เท่านี้ผมก็มีแรงเหลือเฟือไปรักษาคนไข้ได้ทั้งวันแล้วล่ะครับ

Comment

Comment:

Tweet

ละเอียดมากครับ

ฮารูปคนทำธงเนี่ย ท่าหลับได้ใจจริงๆ

#10 By k_i on 2009-10-08 23:38

เช้าวันที่ 24 เดือนกันยา ที่ผ่านมา
เป็นวันที่เราตื่นเช้าที่สุดในรอบเดือน
และไปคณะเช้ามาก
เพื่อเตรียมตัวไปวางพวงมาลากับคณาจารย์
ภูมิใจที่ปีนี้เราได้ร่วมงานเหมือนเช่นปีที่ผ่านมา
และคงเป็นปีสุดท้ายของการเป็นเด็กมหิดล ซีเนียร์แร้วว
ตอนแรกกะว่าจะไปที่ศิริราช แต่งานรุมเร้า เลยไปได้ไปไหน
บล๊อกก็ไม่ได้อัพ
ขอบคุณมากนะคะที่อัพเรื่องนี้ รู้สึกดีbig smile

#9 By porpang on 2009-09-26 17:13

ร่วมสร้างสรรค์เนื้อความเพิ่มเติมอีกหน่อยนะครับ...

พระดำรัสภาษาอังกฤษที่ Highwind อัญเชิญมานั้น อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์เคยแปลความไว้ในบทกวี "รับขวัญแพทย์ศิริราช" ซึ่งท่านได้ประพันธ์ให้กับสโมสรนักศึกษาแพทย์ศิริราช (ส.พ.ศ.) สำหรับพิธีรับน้องข้ามฟาก เมื่อ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ความดังนี้ครับ

I don't want you to be only a doctor, But I also want you to be a man
"...ฉันใช่้สอนให้เห็น เธอเป็นหมอสำคัญตน
แต่เธอต้องเป็นคน..." คือดำรัสที่ทรงเตือน

True success is not in the learning , but in its application to the benefit of mankind
ดำริพระบิดา ดำรัสมาดั่งคำขวัญ
"...ศึกษาที่สำคัญ มิใช่อยู่ที่รู้ล้น
หากอยู่ที่รู้ใช้ นำรู้ไปให้เกิดผล
ประโยชน์แก่ผู้คน และสังคมตามสมควร..."

#8 By รัตนาดิศร on 2009-09-26 00:36

Hot!

หลายคนไม่เคยรู้เลยว่า ธงที่ระลึกนับกว่าแสนผืนต่อปี เป็นฝีมือของนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลทั้งหมด แม้จะดูว่าเป็นงานที่เหนื่อยเพียงไร แต่หากใครได้เดินมาเห็นบรรยากาศการทำธง ได้สัมผัสความรู้สึกขณะทำธงกันจริงๆ แล้ว คำว่า "โรงงานนรก" จะเปลี่ยนเป็น "โรงงานสวรรค์" ขึ้นมาทันที นี่คือเหตุผลที่นักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลทุกวิทยาเขต ทุกชั้นปี พอใจสละเวลาอันมีค่าลงมาช่วยทำธงอยู่เสมอ แม้จะมากน้อยแตกต่างกันไปบ้าง แต่ความรู้สึกในใจไม่ต่างกัน

ประโยชน์อย่างหนึ่งของการทำธง นอกจากจะเป็นการประดิษฐ์สิ่งของที่ระลึกด้วยน้ำพักน้ำแรงของนักศึกษาแล้ว ยังเป็นโอกาสให้เพื่อนได้พบเพื่อน โดยเฉพาะนักศึกษาร่วมมหาวิทยาลัยแต่เรียนต่างคณะกัน หรือเป็นโอกาสให้น้องได้พบพี่ ซักถามปัญหา ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในด้านต่างๆ ฝ่ายชมรมอาสามหาวิทยาลัยมหิดลซึ่งเป็นแม่งานก็ช่วยดูแลเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างดี ใบหน้าของผู้ร่วมงานจึงยิ้มแย้ม มีเสียงหัวเราะและความสุขอบอวลอยู่ตลอดเวลา

ว่ากันตามจริง แม้จะเป็นอดีตนักศึกษาที่เรียนจบมานานแล้ว บางคนกลับมาเรียนต่อเป็นแพทย์ประจำบ้าน หรือหลายคนเป็นอาจารย์แพทย์ อาจารย์ทันตแพทย์ หรือคณะอื่นๆ เมื่อถึงเทศกาลทำธงก็ยังอดไม่ได้ที่จะแวะมาช่วยเหลือน้องๆ อยู่เสมอ นั่นเพราะความคุ้นเคยและบรรยากาศที่เป็นกันเองของคนทำงาน ไม่เกี่ยงว่าใครจะเป็นนักศึกษา เป็นแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร เป็นศิษย์หรืออาจารย์ เมื่อร่วมงานกันในที่นี้ ทุกคนเป็นพี่น้อง เป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีต่อกัน

ที่เล่ามานี้ หลายคนอาจรู้สึกว่า "เหลือเชื่อ" ผมคงไม่บังคับให้เชื่อ แต่อยากให้ได้ลองสัมผัสด้วยตัวเอง แล้วลองมาคุยกันอีกทีว่า ความรู้สึกของคุณเหมือนกับที่ผมได้รับมาตลอด ๖ ปีหรือไม่ อย่างไร

#7 By รัตนาดิศร on 2009-09-26 00:24

Hot! Hot!

#6 By wesong on 2009-09-25 17:22

อยากจะบอกว่าหลาย ๆ ภาพไม่ใช่ภาพบรรยากาศงานมหิดลปีนี้ซะทีเดียวนะ

เพราะมีเวลาออกไปถ่ายรูปน้อยกว่าปีก่อน ๆ เลยเอารูปสวย ๆ จากปีที่ผ่านมามาแซมบ้าง

แล้วก็รูปการทำธงนั้น ผมถ่ายเองก็จริง แต่ถ่ายมาจากโปสเตอร์นิทรรศการอีกต่อหนึ่งครับ sad smile

#5 By Highwind on 2009-09-25 17:18

ภาพที่ทำธง ถ่ายสวยดี

เสียดาย ช่วงวันมหิดลปีนี้ไม่ได้แวะไปแถวศิริราชเลย อยู่โรงบาลข้างนอกตลอด ได้แต่อ่าน+ดูข่าวเอา แอบเศร้านิดๆ ^^"

...อ่านเอนทรีแล้วคิดถึงสมัยก่อน ที่แวะไปทำธงโต้รุ่งข้ามวันข้ามคืน ออกไปรับบริจาคธงตามโรงเรียน ตามตลาด หรือตามสถานที่ราชการ...สนุก และได้ความสุขมากๆ
confused smile

Hot!

#4 By Zieghart on 2009-09-25 11:29

อย่างไว
วันนี้ไปเดินเก็บภาพมาบ้างเหมือนกัน
คนเยอะทีเดียวค่ะ

#3 By gibz on 2009-09-25 03:07

Hot!


/en

#2 By ll ZAYA ll on 2009-09-25 01:49

Hot!

#1 By Nagi on 2009-09-25 00:13