'24 กันยาวันมหิดล' ระลึกคุณพระบิดาแห่งการแพทย์ไทย
posted on 24 Sep 2009 23:48 by highwind in What-I-Live-and-Feel
ประวัติพระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย (ที่มา ที่นี่, ที่นี่, ที่นี่)
"I don't want you to be only a doctor, But I also want you to be a man"
สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (His Royal Highness Prince Mahidol of Songkla, สมเด็จพระราชบิดาแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน) เป็นโอรสองค์ที่ 69 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า, พระราชสมภพเมื่อวันศุกร์ขึ้น 3 ค่ำ เดือนยี่ ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2434 (ก่อนปี 2484 วันขึ้นปีใหม่ของไทยตรงกับวันที่ 1 เมษายน ดังนั้นเดือนมกราคม พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นเดือนพระราชสมภพยังคงนับตามปฏิทินเก่า เมื่อเทียบกับปฏิทินสากลที่ใช้ในปัจจุบันจึงตรงกับวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2435)
ในเบื้องต้นพระองค์ได้ทรงศึกษาวิชาทหารเรือ ณ ประเทศเยอรมันจนสำเร็จการศึกษาจาก Imperial German Naval College และทรงเข้ารับราชการในกองทัพเรือเยอรมันเป็นเวลา 3 ปี จากนั้นเสด็จกลับเข้ามารับราชการในกองทัพเรือไทย ต่อมาทรงมีอาการประชวรเรื้อรัง ทรงไม่สามารถรับราชการหนักเช่นการทหารเรือได้ ประกอบกับทรงมีพระปรีชาญาณหยั่งการณ์ไกลว่าความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนชาวไทยมีความเกี่ยวโยงอย่างใกล้ชิดกับการแพทย์และการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพสูง
ดังนั้นเมื่อทรงได้รับการชักชวนจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาชัยนาทนเรนทร และหม่อมเจ้าพูนศรีเกษม เกษมศรี ให้มาทรงช่วยงานในโรงพยาบาลศิริราช พระองค์จึงทรงลาออกจากราชการของกองทัพเรือ อีกทั้งทรงวิริยะอุตสาหะเสด็จไปทรงศึกษาวิชาสาธารณสุขศาสตร์และวิชาแพทย์ โดยได้รับปริญญา C.P.H. และปริญญา Doctor of Medicine (M.D.) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ.2460 แล้วทรงอุทิศทั้งพระวรกาย พระปรีชาสามารถและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เข้าช่วยเหลือเพื่อวางรากฐานให้กับกิจการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยทรงมีพระราชกรณียกิจที่สำคัญดังต่อไปนี้
- พระราชทานทุนส่วนพระองค์และทุนการศึกษาแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับส่งนักศึกษาแพทย์ อาจารย์แพทย์ และพยาบาลไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ
-
ทรงเป็นผู้แทนของรัฐบาลทำการติดต่อมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ให้ช่วยเหลือปรับปรุงการศึกษาแพทย์และพยาบาลให้ได้มาตรฐานสากล
-
ทรงสอนวิชากายวิภาคศาสตร์ของสัตว์มีกระดูกสันหลัง และวิชาประวัติศาสตร์แก่นิสิตเตรียมแพทย์ ที่คณะอักษาและวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
-
พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างอาคารเรียนและตึกผู้ป่วยในโรงพยาบาลศิริราช รวมทั้งซื้อโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง ซ่อมแซมแล้วพระราชทานแตณะแพทยศาสตร์ ใช้เป็นโรงเรียนพยาบาล
-
พระราชทาน "ทุนพระราชมรดก" จำนวน 500,000 บาท แก่คณะแพทยศาสตร์ เพื่อส่งอาจารย์ไปศึกษาต่อต่างประเทศ ช่วยให้อาจารย์จำนวนมากนำความรู้กลับมาพัฒนากิจการแพทย์ของไทย ซึ่งคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้หาเงินสมทบทุนเพิ่มเติมมาโดยตลอด เพื่อสืบทอดพระราชปณิธาน
แต่เดิมมีพระราชประสงค์จะเข้าเป็นแพทย์ประจำบ้านที่โรงพยาบาลศิริราชแต่ทรงพบปัญหาหลายอย่าง โดยเฉพาะเกี่ยวกับพระฐานันดรศักดิ์ คนส่วนมากไม่ยอมปฏิบัติกับพระองค์เหมือนดั่งคนธรรมดาตามที่มีพระราชประสงค์ จึงเสด็จไปทำหน้าที่แพทย์ที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ.2472 ชาวเมืองเชียงใหม่รู้จักพระองค์ในพระนามของ "หมอเจ้าฟ้า" พระองค์ทรงมีโอกาสปฏิบัติหน้าที่เยี่ยงสามัญชนเพียง 3 สัปดาห์ก็ต้องเสด็จกลับกรุงเทพฯ เพราะทรงพระประชวร ก่อนที่จะสวรรคตเมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2472 รวมพระชนมายุ 37 พรรษา 8 เดือน 23 วัน
กำเนิดวันมหิดล (ที่มา ที่นี่, ที่นี่, ที่นี่)
"True success is not in the learning , but in its application to the benefit of mankind"
21 ปี หลังจากที่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกได้เสด็จสวรรคต คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล บรรดาศิษย์เก่าศิริราช ผู้ที่ได้รับทุนของพระองค์ไปศึกษายังต่างประเทศ ผู้ที่เคยได้รับพระมหากรุณาในประการอื่น ๆ ตลอดจนประชาชนผู้สนใจทั่วไป ได้ร่วมใจกันสร้างพระราชานุสาวรีย์ประดิษฐานไว้ ณ โรงพยาบาลศิริราช เพื่อเป็นการร่วมกันน้อมสำนึกพระเมตตาคุณพระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย โดยมอบให้กรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการสร้าง และมีศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ควบคุมงาน มีนายสนั่น ศิลากรณ์ เป็นประติมากร
วันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2493 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินเปิดพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ และในวันที่ 24 กันยายน ปีเดียวกัน สโมสรนักศึกษาแพทย์ศิริราช (สพศ.) และนักศึกษาพยาบาล ได้จัดพิธีถวายบังคมพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระราชบิดาเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์เป็นครั้งแรก
การถวายบังคมพระราชานุสาวรีย์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2493 นับเป็นพิธีเฉพาะแต่ภายในคณะฯ เท่านั้น ในปีถัดมาคือ พ.ศ. 2494 คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาลจึงได้กำหนดให้วันที่ 24 กันยายน เป็นวันถวายบังคมพระราชานุสาวรีย์ โดยขนานนามวันดังกล่าวว่า "วันมหิดล" และถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมาทุกปีจวบจนปัจจุบัน เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ ผู้ทรงเป็น "องค์บิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย"
พ.ศ.2496 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มาทรงพระราชสักการะและทรงวางพวงมาลาพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบรมราชชนกเป็นครั้งแรก งานวันมหิดลจึงเป็นพิธีหลวงนับจากนั้นมา พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางพวงมาลาเนื่องในวันมหิดลวันที่ 24 กันยายนทุกปีจนกระทั่ง พ.ศ.2520 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์มาทรงวางพวงมาลาเป็นประจำทุกปี
การรับบริจาคธง - กิจกรรมสำคัญวันมหิดล
"ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง
ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศจะตกแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์"
วันมหิดลนอกจากจะเป้นวันที่ประชาชนทุกหมู่เหล่ามีการถวายบังคมสักการะพระราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระราชบิดาแล้ว ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมที่แม้ไม่ได้กำเนิดขึ้นในวันมหิดลคราวแรก แต่ก็ถือได้ว่ามีความสำคัญและเป็นเอกลักษณ์ที่ขาดไม่ได้เลย นั่นก็คือการออก "รับบริจาคธง" ของนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตบางกอกน้อย (อันประกอบไปด้วยคณะแพทย์, พยาบาล, แพทย์แผนไทย, เทคนิคการแพทย์)
การออกรับบริจาคธงครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อประมาณเกือบ ๆ ครึ่งศตวรรษก่อนในวันมหิดลปีพ.ศ. 2503 จากความคิดริเริ่มของศ.นพ.กษาณ จาติกวนิช ผอ.ร.พ.ศิริราชในขณะนั้น ได้เสนอให้ศิริราชมีการจำหน่ายธง "วันมหิดล" เพื่อให้ประชาชนทุกเศรษฐานะมีส่วนเกื้อกูลผู้ป่วยยากไร้ของ ร.พ.ศิริราช ในปีแรกมีการจำหน่ายธงขนาดกลาง ราคา 10 บาท และธงเล็กทำด้วยริบบิ้น ราคา 1 บาท โดยนักศึกษาในวิทยาเขตศิริราชได้ช่วยกันออกไปจำหน่าย ซึ่งรายได้ทั้งหมดนำไปจัดซื้ออุปกรณ์ การรักษาพยาบาล และเครื่องอำนวยความสุขแก่ผู้ป่วยยากไร้
ธงวันมหิดลปีนั้นเป็นรูปสามเหลี่ยมพื้นขาว ก่อนที่ปีต่อ ๆ มาจะมีการเปลี่ยนสีธงไปตามสีประจำวันของวันมหิดลในแต่ละปี
พูดถึงเรื่องการบริจาคธงแล้วอยากจะบอกเพื่อน ๆ ว่าการ "บริจาคธง" ไม่ใช่การ "ขายธง" อย่างที่ใครหลายคนเข้าใจกัน จริงอยู่ที่อาจมีการกำหนดว่าบริจาคเท่าใดจึงได้ธงรูปแบบใด (บริจาค 500 บาทขึ้นไป รับธงวันมหิดลพร้อมเสาเป็นที่ระลึก, 20 บาท ขึ้นไป รับธงวันมหิดลเป็นที่ระลึก, น้อยกว่า 20 บาท รับสติ๊กเกอร์วันมหิดลเป็นที่ระลึก) แต่ก็หาได้มีความสลักสำคัญอันใดนอกเหนือไปจากของที่ระลึกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ชาวศิริราชต้องการมอบให้บุคคลผู้มีจิตใจเมตตาแทนคำขอบคุณเท่านั้นเอง
นอกจากนี้การรับบริจาคธงยังมีรายละเอียดปลีกย่อยมากไปกว่าการออกไปเรี่ยไรเงินบริจาค เพราะถือเป็นงานใหญ่ที่ช่วยส่งเสริมความสามัคคีในหมู่คณะ สอนการรู้จักอดทนและเสียสละ รวมทั้งช่วยยกระดับจิตใจของผู้เข้าร่วมทุกคนได้อีกด้วย
ภาพบรรยากาศการทำธงจากกลุ่มอาสา
ธงทุกผืนล้วนเกิดจากการร่วมแรงร่วมใจกันของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดลทุกวิทยาเขต -ไม่ว่าจะเป็นเฟรชชีหน้าใหม่ไปจนถึงศิษย์เก่าลายคราม ไม่ว่าจะฝีมือศิลปะมือหนึ่งหรือวาดเขียนไม่กระดิก ไม่ว่าจะเรียนแพทย์หรือวิศวะ- ทุกคนต่างมีความมุ่งมั่นเดียวกันที่จะ "ทำธง" ให้มากพสำหรับการออกรับบริจาคในวันมหิดลนั่นเอง
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าโรงงานนรกที่อื่นเป็นอย่างไร แต่ "โรงงานทำธงนรก" แห่งนี้ที่เนรมิตรเอามุมหนึ่งของศิริราชเป็นที่ตั้งในทุก ๆ บ่ายวันพูธและค่ำคืนวันศุกร์สุดสัปดาห์ ช่างอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุข ความรัก และไมตรีจิตแห่งการเสียสละเพื่อผู้อื่นโดยแท้จริง
วันมหิดลในมุมมองชาวมหิดล ลูกศิริราช
"อาชีพแพทย์นั้นมีเกียรติ แพทย์ที่ดีจะไม่ร่ำรวยแต่ไม่อดตาย
ถ้าใครอยากร่ำรวยก็ควรเป็นอย่างอื่นไม่ใช่แพทย์
อาชีพแพทย์นั้นจำเป็นต้องยึดมั่นในอุดมคติ เมตตากรุณาคุณ"
ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ความรู้สึกของผมคงไม่ได้แตกต่างจากราษฎรคนอื่น ๆ เท่าใดนัก นั่นก็คือมีความตื้นตันและสำนึกในพระมหาการุณาธิคุณของพระราชบิดาที่ได้ทรงวางรากฐานการแพทย์ของประเทศไทยให้มั่นคงในเบื้องต้น
จนทำให้ประเทศเล็ก ๆ อย่างไทยที่แม้จะตามหลังอารยดินแดน ณ ทวีปตะวันตกในหลาย ๆ เรื่อง, แต่อย่างน้อยวิทยาการทางการแพทย์ของเราก็ก้าวหน้ามากพอที่จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของผู้คนด้วยเหตุผลอันไม่สมควร ส่งเสริมสุขภาพคนในชาติให้มีอายุยืนยาวและเต็มไปด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี รวมทั้งสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ และผลิตบุคคลากรทางสาธารณสุขอันมีคุณภาพเพื่อรับหน้าที่ดูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บของคนไทยต่อไปในอนาคต
ยิ่งเมื่อได้ก้าวเข้ามาเป็นบุคคลากรในวงการสาธารณสุขโดยตรง มีโอกาสเห็นหลายชีวิตได้รับการช่วยเหลือจากความรู้ที่ตนเองได้ร่ำเรียนมา ก็ยิ่งตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์เป็นทวีคูณ
และถึงแม้ว่าพระบรมราชชนกจะทรงสถิตย์อยู่ ณ สรวงสวรรค์ครรลาลัย แต่พระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์ที่ประดิษฐานอยู่ใจกลางศิริราช -โรงพยาบาลของแผ่นดิน- แห่งนี้ก็ยังคงเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้กับประชาชนทุกคน โดยเฉพาะบรรดานักศึกษาแพทย์ผู้ที่กำลังจะจบไปเป็นแพทย์เต็มตัวในอนาคตอันใกล้
ทุกเช้าผมจะออกเดินจากหอพักไปสู่วอร์ดผู้ป่วยในเส้นทางเดิม ก่อนที่จะหยุดยืนนิ่ง ๆ สักพัก สูดอากาศสดชื่นบริเวณนั้นเข้าเต็มปอด แล้วยกมือไหว้พระราชานุสาวรีย์ตรงหน้า ตั้งคำอธิฐานภายในใจอยู่ 2 ข้อ
หนึ่ง...ขอพระองค์ทรงเป็นกำลังใจให้ผมสำหรับการทำงานในวันนี้
สอง...ขอให้ผู้ป่วยทุกคนที่ผมดูแลประสพแต่สิ่งดี ๆ และแข็งแรงขึ้นทุก ๆ วัน
เท่านี้ผมก็มีแรงเหลือเฟือไปรักษาคนไข้ได้ทั้งวันแล้วล่ะครับ






#1 By Nagi on 2009-09-25 00:13