'Ponyo on the Cliff by the Sea' หากคิดจะรัก...
posted on 04 Sep 2009 20:05 by highwind in What-I-Read-and-Watchคงไม่ผิดนักที่ใครคนหนึ่งจะกล่าวว่าการ์ตูนเป็นสิ่งที่คู่ควรกับ "ความเป็นเด็ก" แต่ในขณะเดียวกันไม่ถูกต้องนักหากเราจะปักใจเชื่ออย่างฝังแน่นว่าผู้ใหญ่ไม่เหมาะสมกับความสนุกสนานและจินตนาการที่โลดแล่นอยู่ภายในการ์ตูน
เพราะนอกจาก "ความเป็นเด็ก" จะแทรกซึมอยู่ -มากบ้างน้อยบ้าง- ในตัวเราทุกคนแล้ว, หลายครั้ง "ความเป็นการ์ตูน" ที่เอื้อประโยชน์ให้ผู้สร้างสามารถแทรกสอดแนวความคิดดี ๆ ควบคู่ไปกับภาพเหนือจริงอันงดงามในรูปแบบสื่อประเภทหนึ่งซึ่งเข้าถึงได้ง่าย ก็ทำให้การ์ตูนเป็นมากกว่าความสนุกธรรมดา ๆ
สตูดิโอจิบลิภายใต้การนำของปรมาจารย์นักสร้างการ์ตูนชาวญี่ปุ่นนาม "ฮายาโอะ มิยาซากิ" คือหนึ่งในสถาบันการ์ตูนที่ให้ความสำคัญกับการนำเสนอ "ข้อคิดสำคัญ" นอกเหนือไปจากคุณภาพด้านอนิเมชันอันยอดเยี่ยมมาโดยตลอด
งานการ์ตูนของที่นี่แทบทุกเรื่องนอกจากจะเต็มไปด้วยภาพวาดอันสวยงาม การเคลื่อนไหวที่ละเอียดอ่อนในทุก ๆ ฉาก และเพลงประกอบอันไพเราะ มากมายจนนำพาผู้ชมให้หวนรำลึกถึงวัยเยาว์ที่สดใสแล้ว ยังสามารถมอบความหวังในการมีชีวิต และกระตุ้นเตือนให้พวกเราเห็นความสำคัญของการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติอย่างมีสมดุลอีกด้วย
"Ponyo on the Cliff by the Sea" (อ่านว่า "โปเนียว" นะครับ) ผลงานล่าสุดของสตูดิโอจิบลิที่อาจารย์ฮายาโอะ -ซึ่งเคยคิดวางมือจากการวาดการ์ตูนไปแล้ว- ลงทุนกำกับการสร้างด้วยตัวเอง ก็ยังคงยึดถือเอกลักษณ์ของต้นเอาไว้ได้ไม่เสื่อมคลาย
ในการ์ตูน, "โปเนียว" คือลูกสาวตัวจ้อยแสนซนของราชาเจ้าสมุทร วันหนึ่งขณะที่เธอลอยตุ๊บป่อง ๆ ออกมาเที่ยวเล่นนอกที่พำนักซึ่งตั้งอยู่ใจกลางทะเลลึก โปเนียวก็ได้พบกับ "โซสุเกะ" เด็กชายวัย 5 ขวบที่อาศัยอยู่ในบ้านริมหน้าผาชายทะเล
ความอ่อนโยน จริงใจ และไม่หวาดกลัวสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างจากตนของโซสุเกะได้ทำให้โปเนียวรู้จักกับความรัก และคิดอยากจากท้องทะเลบ้านเกิดกลายมาเป็นมนุษย์เพืออาศัยอยู่กับเด็กน้อยโซสุเกะเพื่อนรักตลอดไป
โปเนียวตัดสินใจนำพา "คลื่น" ซึ่งหมายถึง "โลกแห่งท้องทะเล" ของเธอ ถาโถมเข้าสู่ "โลกมนุษย์" ของโซสุเกะ เปลี่ยนผืนดินที่อยู่อันคุ้นชินของมนุษย์ให้มีสภาวะทุกอย่างเหมาะสมกับการดำรงอยู่ของโปเนียว แต่หาได้เหมาะสำหรับโซสุเกะไม่
"คลื่นที่โหมกระหน่ำ" อันเป็นความสนุกและตื่นเต้นสำหรับโปเนียว กลับทำลายล้างโลกของโซสุเกะอย่างย่อยยับโดยที่เธอไม่รู้ตัว
ซึ่งในตอนท้าย, ทั้งเธอและเขาต่างต้องผ่านบททดสอบสำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อใจ การยอมรับตัวตนของอีกฝ่าย และการปรับตัวเข้าหากันให้ผ่าน...มิฉะนั้นแล้วเขาทั้งคู่จะไม่มีวันได้พบกันอีกเลย
คนทุกคนล้วนกางรัศมีออกมารอบตัวเพื่อสร้างขอบเขตที่มิอาจให้ผู้อื่นย่างกรายเข้ามารวมถึงเป็นที่สำหรับเก็บซ่อนตัวตนบางส่วนเอาไว้ที่เรียกกันว่า "พื้นที่" หรือ "โลก" ส่วนตัวของแต่ละคน
ซึ่งในฐานะที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม -อันหมายถึงมีการอยู่ร่วมและพึ่งพาอาศัยกัน- ย่อมจะต้องมีสักครั้งที่ "โลกของเรา" ทาบทับ "โลกของคนอื่น" โดยมิได้ตั้งใจ
และด้วยความที่คนเราเติบโตมาภายใต้สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน รวมทั้งมีบรรทัดฐาน แนวความคิดและวิธีการตีความสิ่งต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน, หลายครั้งการ "ทาบทับ" ดังกล่าวก็นำมาซึ่งความเข้าใจผิด ๆ ของคนในสังคม จนเกิดผลเสียร้ายแรงอย่างใหญ่หลวง ไม่เว้นแม้กระทั้งคนที่เรารัก
เราทะเลากัน...เพียงเพราะ "ไม่เข้าใจ" ผู้อื่นอย่างแท้จริง
เรานินทากล่าวร้าย...เพียงเพราะ "ไม่เปิดใจ" ให้กว้างมากพอสำหรับความแตกต่าง
สังคมแตกแยก...เพียงเพราะทุกคนต่าง "ตะโกน" ในสิ่งที่คิดโดยไม่ฟังเสียงคนอื่นแม้แต่นิดเดียว
ลองปรับปลี่ยนตัวเองสักนิด เปิดประตูเชื้อเชิญผู้อื่นเข้ามาสู่โลกของเราอย่างเต็มใจ ขณะเดียวกันก็ค่อย ๆ ทำความรู้จักโลกของคนอื่นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ช้า ๆ ไม่เร่งร้อน
มันอาจจะยาก เหนื่อย และบางครั้งก็เจ็บปวดในตอนแรก แต่ถ้าเพื่อการอยู่ร่วมกันได้ในสังคมและความสุขของคนที่เรารัก ถึงต่อให้จะต้อง "บังคับใจ" ยอมรับและเข้าใจใครสักคน (ในตอนแรก) ที่แตกต่างจากเราเหลือเกิน...
มันก็คุ้มค่ามิใช่หรือ?
ส่วนที่ชอบ
1. ภาพวาดสีน้ำฝีมือปลายพู่กันของอาจารย์ฮายาโอะที่งดงาม ประณีตและให้ความสำคัญในทุก ๆ รายละเอียดตั้งแต่ตัวละครไปจนถึงฉากแวดล้อม ไม่เว้นแม้กระทั่งแสงไฟจากท้องถนน อาจจะดูเก่า ๆ และไม่สมจริงเทียบเท่าวิทยาการ 3 มิติอันทันสมัยในปัจจุบัน แต่ความคลาสสิคและแรงในการดึงอารมณ์ร่วมกินขาด
2. ความน่ารักของเด็กน้อยไม่ว่าจะเป็นโปเนียวที่ทั้งสดใสทั้งทะเล้น หรือโซสุเกะที่จิตใจดี เข้มแข็งเป็นผู้ใหญ่เกินตัวและมีสัมมาคารวะ ซึ่งตัวหนังถ่ายทอดได้อย่างน่าเอ็นดู เชื่อว่าภาพลักษณ์ของเด็กทั้งคู่คือลักษณะ "เด็กดี" ในมุมมองของมิยาซากิที่อยากให้คนรุ่นใหม่มีพร้อม
3. วิธีการถ่ายทอดเรื่องราวอันเต็มไปด้วยด้วยจินตนาการเหนือล้ำของมิยาซากิ ฉากต่าง ๆ หลายฉากที่ต้องตื่นตะลึงเพราะรู้สึกว่า "คิดได้ไง"
4. อารมณ์ของหนังแบบมาเรื่อย ๆ เรียบ ๆ ไม่เร่งเร้า แต่แฝงไว้ซึ่งความอบอุ่นชุ่มชื่นหัวใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นฉากการแสดงความรักระหว่างโซสุเกะกับแม่, ฉากการสื่อสารระหว่างคนบนฝั่งกับกัปตับบนเรือ รวมทั้งเสียงประกอบที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ไม่ทำให้เกะกะรำคาญหู
ส่วนที่ไม่ชอบ
1. การพัฒนาของตัวละครยังไม่เด่นชัด รู้สึกว่าตัวเอกทั้งสองยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจถึงการยอมรับความแตกต่างของผู้คนอย่างแท้จริง
2. ปมขัดแย้งในเรื่อง "ง่ายไป" จนไม่ทำให้เกิดความรู้สึก "ลุ้นเอาใจช่วย" ในตอนท้าย
กล่าวโดยสรุป
โปเนียวผลงานล่าสุดของจิบลิ (ออกฉายครั้งแรกที่ญี่ป่นเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 2008) ที่ถึงแม้จะไม่ยอดเยี่ยมเพอร์เฟ็คต์เทียบเท่างานระดับมาสเตอร์พีซอย่าง "Spirited Away" หรือ "Nausicaa of the Valley of Wind" และอาจไม่ได้แฝงข้อคิดอันหนักแน่นแหลมคมเฉกเช่น "Princess Mononoke" แต่ก็จัดได้ว่าเป็นการ์ตูนชั้นดีเรื่องหนึ่งที่เต็มไปด้วยภาพฉายอันงดงามที่พวกเราสามารถสัมผัสได้อย่างง่าย ๆ และจินตนาการเหนือล้ำของอาจารย์ฮายาโอะชนิดเฟรมต่อเฟรม
เรื่องราวความรักความผูกพันธ์ที่ตัวละครทุกตัวในเรื่องต่างมอบให้กันเปรียบเสมือนยาใจชั้นดีที่ทำให้ผู้ชมทุกเพศทุกวัยมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนในหน้า และก้าวเดินออกจากโรงหนังด้วยหัวใจที่เต็มตื้นไปด้วยความสุข
สมควรไปดูผ่านจอหนังใหญ่ ๆ เสียงเซอร์ราวด์รอบทิศในโรงหนังสยามเป็นอย่างยิ่งครับ!!!
ขอบคุณมากค่ะที่มาเม้นต์เรื่องจัดไฟ ไม่มีเคืองค่ะ อิอิ
ดันอ่านชื่อเรื่องว่า ปอนโย ซะงั้นแหนะ แฮะๆ






#1 By ขอบฟ้า on 2009-09-04 20:19