เชื่อว่าใครหลายคนที่ชื่นชอบการดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ ย่อมต้องมีเกณฑ์การเลือกหนังสักเรื่องมารับชมให้ถูกใจตนเองอันแตกต่างกันในแต่ละคนอย่างไม่ต้องสงสัย

บ้างก็ให้ความสำคัญกับชื่อของผู้กำกับมากฝีมือที่เคยสร้างผลงานอันน่าประทับใจในครั้งก่อน

บ้างก็คอยสังเกตชื่อนักแสดงในดวงใจที่มอบบทบาทการแสดงอันสุดยอดเป็นอย่างแรก

บ้างก็ใช้รางวัลมากมายที่ประดับหราอยู่บนโปสเตอร์เป็นบรรทัดฐาน

บ้างก็อาศัยคำบอกเล่าและเสียงตอบรับจากคนรอบข้างในการตัดสินใจ

ตัวผมเอง -ในฐานะที่ไม่ค่อยมีเวลามากนัก- มักจะอิงข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่งมาประกอบกัน ซึ่งเท่าที่ผ่านมารู้สึกได้ว่าคำวิจารณ์จากคนใกล้ตัวที่ชื่นชอบหนังลักษณะเดียวกันเป็นสิ่งที่เชื่อถือได้มากที่สุด

เร็ว ๆ นี้ผมเพิ่งได้รับการเชียร์ให้ดูหนังเรื่องหนึ่งที่เข้าข้อกำหนดข้างต้นทุกประการ เพราะมันเเป็นหนังที่เกิดขึ้นจากฝีมือทีมงานชั้นเซียนของฮอลลีวู้ดไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับมากกึ๋นอย่างคริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan), เหล่านักแสดงชั้นนำระดับรางวัลออสการ์ถึง 3 คน ได้แก่ อัล ปาชิโน (Al Pacino), โรบิน วิลเลียมส์ (Robin Williams) และฮิลลารี สแวงค์ (Hilary Swank) นอกจากนี้ยังมีบทหนังอันหนักหน่วง เนื้อเรื่องสุดระทึกใจชวนติดตาม แถมท้ายด้วยข้อคิดดี ๆ ให้เก็บไปคิดในตอนจบ

ดูแล้วรู้สึกประทับใจจนอยากจะมาบอกต่อ

หนังเรื่องนี้ชื่อว่า "Insomnia, เกมเขย่าขั้วอำมหิต"

เหตุการณ์ใน Insomnia เกิดขึ้น ณ เมืองเล็ก ๆ อันเงียบสงบและรายล้อมไปด้วยธรรมชาติที่สวยงามแห่งหนึ่งในช่วงเวลาพิเศษที่พระอาทิตย์ของที่นั่นไม่ยอมลาลับขอบฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้ดินแดนใกล้ขั้วโลกเหนืออย่างอะลาสก้า

การฆาตรกรรมหญิงสาววัย 17 ปีอย่างโหดเหี้ยมนำมาซึ่งความหวาดผวาให้คนในที่แห่งนั้น และด้วยความไม่ชำนิชำนาญกับเรื่องทำนองนี้ของเจ้าพนักงานในท้องที่, นายตำรวจใหญ่จากแอลเอ 2 นายจึงถูกส่งบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาช่วยชี้นำการสืบสวนให้เป็นไปอย่างลุล่วง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการลากคอฆาตรกรรมอำมหิตผู้นั้นออกมารับโทษให้จงได้

 

วิลล์ ดอร์เมอร์ (อัล ปาชิโน) คือเจ้าหน้าที่สืบสวนระดับตำนาน ประสบการณ์มากมายรวมทั้งสัญชาตญาณกัดไม่ปล่อยและวิธีคิดอันแยบยลทำให้มีฆาตรกรน้อยรายนักที่สามารถรอดพ้นเงื้อมมือของเขาและคู่หู "แฮ็ป" (มาร์ติน โดโนแวน) ไปได้

ซึ่งนายตำรวจมืออาชีพทั้ง 2 ก็ไม่ทำให้เพื่อนผู้ด้อยประสบการณ์ของพวกเขาต้องผิดหวัง เพราะทันทีที่เท้าแตะพื้นดินทั้งคู่ก็เริ่มงานได้โดยไม่ต้องรอการปรับตัวให้เสียเวลา และเพียงไม่กี่ชั่วโมงดอร์เมอร์ก็สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวจากจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ตำรวจ "ธรรมดา ๆ" มักจะมองข้าม การสืบสวนคืบหน้าอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด แสงไฟจากพวกเขาค่อย ๆ ทาบทับเงาทมึฬของฆาตรกรโรคจิตผู้นั้นอย่างช้า ๆ หากแต่เต็มไปด้วยความมั่นคง

สุดท้ายนายตำรวจใหญ่ตัดสินใจวางแผนเด็ดเพื่อลวงล่อวายร้ายให้เดินมาสู่กับดักด้วยตนเอง ขณะที่ทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามแผน เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ฆาตรกรไหวตัวทัน มันโต้ตอบเล่ห์กลของตำรวจด้วยปืนพกในมือแล้วหลบหนีหายวับไปกับม่านหมอก นักสืบดอร์เมอร์ติดตามโจรร้ายไปเพียงลำพัง และทันทีสายตาของเขาสามารถจับภาพมนุษย์อันลางเรือนในหมอกหนาทึบเบื้องหน้า, วิลล์ ดอร์เมอร์ก็ประทับปืนขึ้นเล็งแล้วบรรจงยิงโดยไม่ลังเล ร่างนั้นล้มพับลงกับพื้น ลมหายใจรวยริน

นักสืบอาวุโสออกวิ่งไปยังที่อยู่ของฆาตรกร ก่อนที่สีหน้าของเขาจะถอดสี เพราะชายที่กำลังถูกกระสุนปืนของเขาคร่ากุมเอาชีวิตไปหาได้เป็นคนชั่วที่พวกเขาต้องการตัวไม่ หากแต่เป็น "แฮ็ป" คู่หูคนสนิทของเขาที่ทำงานร่วมกันมาอย่างยาวนานนั่นต่างหาก

หลังจากเหตุกาณ์ในวันนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจคนอื่น ๆ ล้วนเข้าใจว่าฆาตรกรที่ฆ่าแฮ็ปกับคนที่ทำให้หญิงสาววัย 17 ปีจนถึงแก่ชีวิต คือคนคนเดียวกัน ดอร์เมอร์ตัดสินใจเล่นไปตามน้ำ เขาเปลี่ยนแปลงหลักฐานมากมายเพื่อให้ตัวเองหลุดรอดและรักษาเกียรติประวัติของตนไม่ให้มีรอยด่างพร้อยในการปฏิบัติหน้าที่ โดยชี้ความผิดทั้งหมดไปยังฆาตรกรที่ยังลอยนวลอยู่

เอลลี่ เบอร์ (ฮิลลารี แสวงค์) ตำรวจประจำท้องที่ผู้เป็นแฟนตัวยงของดอร์เมอร์ เข้ามารับบทบาทเป็นลูกมือของดอร์เมอร์ในเบื้องต้นก่อนที่จะถูกโยกย้ายให้ไปทำคดีของแฮ็ปที่ผู้บังคับบัญชาของเธอเข้าใจว่าเป็นงานเอกสารกระจอก ๆ งานหนึ่งที่ใช้เวลาสั้น ๆ ไปกี่วันก็สามารถปิดคดีลงได้

แต่นักสืบเบอร์กลับทุ่มเทให้กับงานนี้อย่างละเอียดลออทุกอณู ทำตามตำราของดอร์เมอร์ -วีรบุรุษที่เธอศรัทธา- ทุกกระเบียดนิ้วชนิดบรรทัดต่อบรรทัด

นี่เองทำให้สิ่ง "เล็ก ๆ น้อย ๆ" ไม่อาจหลุดรอดสายตาของเธอ จนทำให้ตำรวจหญิงมือใหม่สามารถลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างเป็นเหตุเป็นผล และนำพาตัวเองไปสู่ข้อมูลที่ยากจะเชื่อในที่สุด

วอลเตอร์ ฟินช์ (โรบิ้น วิลเลียมส์) ชายวัยกลางคนที่ฉากหน้าคือนักเขียนนิยายฆาตรกรรมผู้แสนอบอุ่น โอบอ้อมอารี สุขุมและเป็นที่พึ่งพิง แต่ภายในจิตใจแล้วเขาคือผู้ป่วยทางจิตที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ความโกรธพลุ่งพล่านของตัวเองได้เลย...ฟินช์คือคนที่ฆ่าเด็กสาว และเป็นฆาตกรที่คนทั้งเมืองต้องการตัว

แม้การมาที่อะลาสก้าของนักล่าประสบการณ์สูงอย่างดอร์เมอร์จะทำให้ฟินช์อยู่ไม่สุข แต่มันก็มอบโอกาสสำคัญอันใหญ่หลวงให้เขาเช่นกัน เพราะในค่ำคืนที่เขาเกือบถูกจับ, ฆาตรกรผู้นี้ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่แฮ็ปถูกกระสุนปืนของดอร์เมอร์ทะลวงร่างจนสิ้นใจ

นับจากวันนั้นเขาก็เปลี่ยนตัวเองจากผู้ถูกล่าเป็นผู้ไล่ล่าเสียเอง ผันแปรบทบาทจากผู้ถูกวางเหยื่อล่อเป็นผู้วางกับดักลวงบีบนักสืบดอร์เมอร์ให้ตกลงใจช่วยเหลือเขาพ้นจากความผิดที่เคยก่อไว้โดยไม่มีทางเลือกอื่น

แต่ดอร์เมอร์ที่เป็นถึงนายตำรวจใหญ่ก็เขี้ยวพอที่จะไม่ยอมให้ถูกฟินช์เหยียบหน้าเอาได้ง่าย ๆ

ไหนจะการสืบสวนของเบอร์ที่ค่อย ๆ คลายเงื่อนปมทีละเปลาะ ๆ ใกล้ความจริงเข้ามาเรื่อย ๆ

ความต้องการของฟินช์คงจะเป็นไปได้ไม่ง่ายนัก

บทสรุปของคนทั้งสามจะเป็นเช่นไร...โปรดติดตาม

 

ในฐานะภาพยนตร์, "Insomnia" คือหนังทริลเลอร์เรื่องเยี่ยมที่ครบครันในทุก ๆ องค์ประกอบไม่ว่าจะเป็นการวางพล็อตเรื่องให้น่าสนใจ, บทหนังที่เต็มไปด้วยการหักเหลี่ยมเฉือนคม, นักแสดงเก่ง ๆ มากมาย, รวมทั้งสาระสำคัญที่ผู้กำกับต้องการนำเสนอ

ที่ชอบมาก ๆ ก็ตรงที่ตัวหนังหยิบยกเอาความน่ากลัวของการโกหกมาถ่ายทอดได้อย่างเห็นภาพชัดเจน ซึ่งถ้าจะลองนึกย้อนกลับไป, หนัง (การ์ตูน) ต้นแบบที่ใช้เรื่องนี้เป็นประเด็นหลักคงหนีไม่พ้นการผจญภัยของ "พิน็อคคิโอ"

จมูกของตุ๊กตาไม้ที่ยื่นยาวออกเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่เขาพูดโกหก ไม่แตกต่างจากหลุมลึกที่นักสืบดอร์เมอร์สร้างขึ้นพลันที่เขาตัดสินใจปิดบังความเป็นไปที่แท้จริง

ภายใต้ดินแดนพระอาทิตย์เที่ยงคืน, เขากลายเป็นโรคนอนไม่หลับ โซซัดโซเซเหมือนผีดิบเดินได้ ความรู้สึกนึกคิดและสติเริ่มพร่าเลือน

คำโกหกเป็นเหมือนคำสาป เพราะทุกครั้งที่เริ่มต้นจากคำโกหกที่ 1 มันย่อมตามมาด้วยคำที่ 2 ที่ 3 อย่างไม่มีที่สิ้นสุด จมูกของพิน็อคคิโอจะยาวขึ้นเรื่อย ๆ หลุมของนักสืบดอร์เมอร์จะหุบลึกมากขึ้นทุกที ๆ

ซึ่งกว่าที่ใครคนนั้นจะรู้ตัว, หลุมนั้นก็กว้างใหญ่มืดมิดเกินกว่าที่เขาจะปีนป่ายขึ้นมา

และในท้ายที่สุดเขาจะถูกความจริงบีบคั้นจนไม่สามารถเอื้อนเอ่ยคำโกหกใด ๆ ได้อีกต่อไป

ตั้งแต่อดีตกาลจนปัจจุบัน, การที่มนุษย์ -สิ่งมีชีวิตผู้อ่อนแอและปราศจากเขี้ยวเล็บใด ๆ- สามารถก้าวขึ้นครอบครองดาวเคราะห์ที่อุดมสมบูรณ์ใบนี้ได้เหนือกว่าผู้ร่วมโลกเผ่าพันธุ์อื่น ๆ ย่อมไม่ได้เกิดขึ้นจากมันสมองอันชาญฉลาดที่สร้างมนุษย์ให้ดำรงชีวิตโดยปราศจากข้อบกพร่อง

หากแต่เป็นเพราะพวกเราสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองให้เท่าทันกับความเป็นไปของสภาวะรอบข้าง ที่สำคัญคือรู้จักยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ศึกษาสาเหตุที่มาที่ไปอย่างทะลุปรุโปร่ง แล้วนำมาพัฒนาสิ่งต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เหตุกาณ์น่าเศร้าในอดีตได้เกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง

"Human Error" เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เกิดขึ้นบ่อย และหลายครั้งก็อยู่เหนือการควบคุมของปุถุชนคนธรรมดา

ดังนั้นการตีค่าความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครคนนั้นไม่เคยทำผิด แต่อยู่ที่ว่าใครคนนั้นจัดการกับความผิดพลาดที่เกิดจากน้ำมือของตัวเองอย่างไรต่างหาก

เลิกหวาดกลัวความจริงที่น่าหวาดหวั่น เผชิญหน้ากับผลลัพธ์อันเป็นเหตุต่อเนื่องจากการกระทำของตนด้วยความเข้มแข็ง

ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง คนรอบข้าง รวมทั้งประเทศชาติ

มิฉะนั้นบาปแห่งการโกหกจะไม่มีวันเสื่อมสลายและเป็นดั่งชะนักติดหลัง เสมือนดวงอาทิตย์ที่สาดส่องแยงตาอย่างไม่มีวันลาลับ ทำให้คนผู้นั้นไม่สามารถข่มตาหลับได้อย่างสนิทใจ ต้องอยู่บนโลกใบนี้อย่างทรมานไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่

และมิอาจสัมผัสความสุขจากการนอนหลับได้อีกเลย

 

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับ "Insomnia" ในฐานะความผิดปกติของร่างกาย

"Insomnia" (อาการนอนไม่หลับ) เป็นอาการสำคัญที่นำคนไข้จำนวนมากมาพบแพทย์ มีสาเหตุมากมายเป็นได้ทั้งจากโรคทางกายและผลจากจิตใจ อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ หรืออาจเป็นอาการนำของโรคร้ายแรงบางอย่างก็ได้

ซึ่งจำนวนไม่น้อยของผู้ที่นอนหลับยากนั้นเกิดจากผลกระทบทางจิตใจ โดยเฉพาะความเครียดและความกังวล

การนอนหลับแม้จะดูเป็นเรื่องสัญชาตญาณที่ติดตัวมนุษย์ทุกคนมา แต่แท้จริงแล้วต้องอาศัยการทำงานอย่างสอดประสานของระบบประสาทพาราซิมพาเธติก (Parasympathetic) ที่คอยควบคุมร่างกายให้อยู่ในสภาวะที่ผ่อนคลาย ซึ่งความกังวลทั้งหลายที่เกิดขึ้นจะกระตุ้นให้ระบบประสาทซิมพาเธติก (Sympathetic) -ที่คอยต้านฤทธิ์ของพาราซิมพาเธติก- เด่นขึ้นมา ร่างกายจึงไม่ผ่อนคลายมากพอและทำให้นอนไม่หลับ

เมื่อนอนไม่หลับ คนส่วนใหญ่จะยิ่งเกิดความวิตกกังวลมากขึ้น ประสาทซิมพาเธติกจึงทำงานเพิ่มขึ้น กลายเป็น "วัฏโกโลโก" (Vicious Cycle) ทำให้พยายามยังไงก็ไม่หลับ

ทางแก้ไขก็คือเลิกความคิดที่จะบังคับตัวเองให้หลับ เพราะการบังคับเป็นการฝืนกลไกธรรมชาติของการนอนที่อาศัยความสงบ, ให้เข้านอนเมื่อง่วง, ถ้าล้มตัวลงนอนสัก 15 นาทีแล้วยังไม่หลับ ให้ลุกจากเตียงแล้วหากิจกรรมผ่อนคลายสบาย ๆ อย่างอื่นทำสักพัก เช่น ฟังเพลงช้า ๆ หรืออ่านหนังสือ หากรู้สึกง่วงจึงค่อยลองกลับไปนอนใหม่อีกครั้ง

นอกจากนี้การตื่นนอนให้เป็นเวลาเดียวกันทุกวัน, หลีกเลี่ยงการงีบหลับในช่วงกลางวัน, ไม่ใช้เตียงนอนทำสิ่งอื่น ๆ นอกจากนอนหลับและหลับนอน ร่วมกับการจัดสถานที่นอนให้มีบรรยากาศน่านอน ปราศจากเสียงรบกวนก็ช่วยได้เช่นกันครับ

ขอให้ทุกคนได้นอนอย่างมีสุขในทุก ๆ คืนและตื่นเช้าด้วยความสดชื่นในทุก ๆ วันครับ

Comment

Comment:

Tweet

ชอบอัลปาชิโน่มากเลยฮะ

#11 By al (58.9.133.85) on 2011-03-28 17:31

อาร์ท...เห็นด้วยที่แกเขียนทุกประการ มองได้ลึกดีจริง ๆ

ปล. เข้ามาเฉลยว่าคนที่แนะนำหนังเรื่องนี้ให้เราก็คือออออ~~~~Zieghart ผู้นี้นี่เองงงง~~~~~~ ขอบคุณที่ให้ดูหนังดี ๆ เน้อ

#10 By Highwind on 2009-09-06 21:33

จริงอย่างว่า, เมื่อคนเราได้ลองพูดโกหกสักครั้ง ก็คงต้องโกหกซ้ำๆ อยู่ร่ำไป จากหนึ่งเรื่องกลายเป็นสองเรื่องจนกระทั่งต้องโกหกในทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกัน - น่าละอายใจ

ยังไม่เคยดูเรื่องนี้ แต่เท่าที่อ่านชวนให้คิดอยู่ว่า การที่หนังเรื่องนี้เลือกวางฉากในดินแดนพระอาทิตย์เที่ยงคืน กำหนดบทละครให้พูดโกหกจนกระทั่งกลายเป็นโรคนอนไม่หลับนั้น น่าจะมีความเกี่ยวข้องกันอยู่มาก ตรงที่ว่า คนส่วนใหญ่ถือว่าดวงอาทิตย์เป็นตัวแทนของความจริง เพราะคอยให้แสงสว่างแก่หนทางที่หม่นมัว การที่ดวงอาทิตย์ฉายแสงอยู่ตลอดทั้งวันจึงสะท้อนความหมายที่ว่า "ความจริงไม่มีวันตาย" คนที่พูดโกหกนั้นทำตัวหนีห่างจากความเป็นจริง จึงต้องคอยระแวดระวังตนเองไม่ให้ความจริงวิ่งตามได้ทัน ผลจากการตื่นตัวตลอดเวลานี้เองที่ทำให้คนพูดโกหกกลายเป็นคนนอนไม่หลับ สอดรับกับเนื้อเรื่องที่ว่า "ดวงอาทิตย์เที่ยงคืนทำให้เขาเป็นโรคนอนไม่หลับ" นั่นเพราะความจริงไล่ล่าจนเขาไม่อาจข่มตาลงนอนได้เลยนั่นเอง

ช่วงนี้อยากนอน...sad smile

#9 By รัตนาดิศร on 2009-09-03 15:45

ต้องไปหามาดูหน่อยแล้ว big smile

#8 By 'ฟาย..ฟลาย on 2009-09-03 11:47

confused smile

#7 By ขายเกมส์ (222.123.177.179) on 2009-09-03 01:26

หนังเรื่องนี้ สนุกมาก

ที่ดูตอนแรก เพราะชอบหนังของโนแลน ที่เล่นกับจิตวิทยาด้านมืดได้เด็ดดวง แล้วก็เป็นแฟนผลงานของโรบิน วิลเลียมส์...ที่ปกติแกจะเล่นบทฮาๆ บทอบอุ่นๆ หรือบทร้ายแบบน่ารักๆ...มาเล่นเป็นบทตัวโกงตัดเหลี่ยมเฉือนคมแบบนี้ เป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ ^^

สิ่งที่ชอบที่สุดของหนัง คือบรรยากาศที่กดดันตลอดเรื่อง ทั้งระยะเวลาที่บีบคั้น แสงสว่างที่ไม่เคยยอมให้หยุดพักผ่อน หรือวาทะฆาตรกรที่คอยไซโคอยู่ตลอดเวลา...ยิ่งดูยิ่งรู้สึกสิ้นหวังไปกับอัล ปาชิโนสุดๆ


เอาเข้าจริงๆ การนอนไม่หลับนี่ เป็นปัจจัยสำคัญมากๆ ที่ทำให้คนเราถูกบีบให้จนมุมได้ง่ายจริงๆ การคิดอ่านก็ไม่สมบูรณ์ การทำงานก็ไม่เต็มที่ ประสิทธิภาพก็ขาดๆเกินๆ

พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเก็บแรงไว้ใช้งานอย่างเต็มที่ ถือเป็นความจำเป็นที่ยิ่งใหญ่จริงๆ big smile

#6 By Zieghart on 2009-08-29 20:47


โนแลน ชื่อนี้มั่นใจได้ มนุษย์ค้างคาวยังเสร็จเลย big smile

#5 By ทิว แอด ไฟน์ on 2009-08-29 15:00

อารมณ์ประมาณ Memento สินะคะ

ล่าสุดโนแลนปล่อยตัวอย่างเรื่องใหม่ (Inception) มาด้วย ยังกับ Matrix เลย แต่น่าจะเชื่อได้ว่ายังคงสไตล์กดดันได้ดีเหมือนเดิม
ตอนนี้อยู่ในกระบะเซล สุดคุ้ม...
ชอบช่วงที่ วิลล์ คุยกับเจ้าของโรงแรมช่วงท้ายๆ

#3 By wesong on 2009-08-28 22:19

อ๋อ ที่แกเล่าให้ฟังนี่เอง

อ่านแล้วก็น่าสนใจนะเนี่ย หุหุ

#2 By ~*LuCReZiA*~ on 2009-08-28 20:52

โอ้วววววววว

เป็นโลกนอนไม่หลับ

#1 By mini-teddy on 2009-08-28 16:06