'Hidden' รู้เท่าทันความคิดและอารมณ์
posted on 29 Jul 2009 22:35 by highwind in What-I-Read-and-Watch
ผมเป็นคนชอบดูหนังมาตั้งแต่เด็ก แต่จำนวนผู้กำกับหนังที่ตัวเองรู้จักชื่อมีอยู่เพียงไม่กี่คน
ถ้าไม่นับยอดฝีมือผลงานขึ้นหิ้งที่ถึงต่อให้เอ่ยชื่อกับคนนอกวงการก็ต้องร้องอ๋ออย่างจอร์จ ลูคัส, สตีเฟ่น สปิลเบิร์ก หรือเจมส์ คาเมร่อน ผมแทบจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับผู้สร้างหนังคนอื่น ๆ ที่อยู่เบื้องหลังความบันเทิงที่ตนเองสัมผัสอยู่บ่อย ๆ เลยแม้แต่น้อย
เพราะลึก ๆ แล้วผมเชื่อว่าภาพยนตร์จะดีหรือไม่ขึ้นกับองค์ประกอบอื่น ๆ อีกมากมายนอกเหนือไปจากความสามารถของผู้กำกับ (ซึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้เมื่อโตขึ้นว่าผมคิดผิด)
อย่างไรก็ดี, ผู้กำกับหนังอย่างสองพี่น้องวาชอฟสกี้กับเดอะแมทริกซ์, คริสโตเฟอร์ โนแลนกับเดอะดาร์คไนท์ หรือฮายาโอะ มิยาซากิกับการ์ตูนของจิบลิ คือตัวอย่างที่ดีของบุคคลผู้มีแนวทางการสร้างภาพยนตร์อันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองอย่างชัดเจน เท่านั้นยังไม่พอ, พวกเขายังสอดแทรกแนวคิดอันละเอียดอ่อนลงไประหว่างเฟรมต่อเฟรม สร้างเครื่องหมายคำถามเชื้อเชิญให้ขบคิดต่อ อีกทั้งสามารถส่งสารอันมีความหมายทิ้งค้างอยู่ภายในใจผู้ชมภายหลังหนังจบคู่ขนานไปกับความบันเทิงอันเป็นพื้นฐานที่ควรมีของภาพยนตร์ทุกเรื่องได้เป็นอย่างดี
จนทำให้หลายครั้งที่ผมรู้สึกว่าภาพยนตร์เป็นมากกว่าความสนุกสนาน หากแต่เป็นสื่ออันมีคุณค่าไม่แตกต่างจากหนังสือดี ๆ เล่มหนึ่ง และพยายามจดจำชื่อของผู้กำกับหนังทั้งหลายที่สร้างสรรค์ผลงานได้ถูกจริตของผมเหล่านั้นเอาไว้ให้มากขึ้น
ล่าสุดผมเพิ่งได้มีโอกาสรับชมภาพยนตร์เรื่อง "Hidden" หนังทริลเลอร์ฝีมือการกำกับของ "ไมเคิล ฮาเนเก้" (Michael Haneke) ซึ่งแม้ว่าหนังเรื่องนี้คือหนังเรื่องแรกของผู้กำกับหนังชาวออสเตรียผู้นี้ที่ผมได้สัมผัส แต่ทันทีที่หนังจบลง, จิตใจของผมก็สามารถจดจำชื่อของไมเคิล ฮาเนเก้ไว้ในใจไปตลอดกาลได้โดยไม่ยากเย็นนัก
และตั้งปณิธานกับตัวเองจะต้องหาหนังเรื่องอื่นของผู้กำกับท่านนี้มาดูอีกให้จงได้
คำเตือน:
- บทความต่อไปนี้อาจทำให้ผู้อ่านสูญเสียอรรถรสในการชมภาพยนตร์
- หากจะเปรียบเดอะแทริกซ์เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างสาระและความบันเทิง, หนังเรื่องนี้ก็สุดโต่งไปในทิศของสาระแอบแฝงที่อาจมอบความสับสนให้เกิดขึ้นในห้วงความคิดของผู้ชมมากกว่าความสนุกสนานเพลิดเพลิน
Hidden เป็นหนังที่นำเสนอเรื่องราวของครอบครัวชนชั้นกลางชาวฝรั่งเศสครอบครัวหนึ่งซึ่งประกอบไปด้วยจอชหัวหน้าครอบครัวซึ่งมีอาชีพเป็นนักจัดรายการโทรทัศน์ลักษณะเสวนาปัญญาชนผู้มีชื่อเสียงทั้งประเทศ, แอนน์ภรรยาที่มีอาชีพเป็นนักเขียนอยู่ในแวดวงวรรณกรรม และลูกชายปิเอโรต์ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นที่กำลังไปได้ดีกับการเรียนในชั้นมัธยมและกีฬาว่ายน้ำที่ตนเองถนัด ทั้งหมดอาศัยอยู่ในบ้านสุดหรู แวดล้อมด้วยบรรยากาศอันเงียบสงบ เป็นระเบียบ อีกทั้งเต็มไปด้วยเพื่อนสนิทที่ดูสมน้ำสมเนื้อทั้งฐานะ หน้าที่การงานและความคิด
ทุกอย่างกำลังเข้าที่เข้าทางจนกระทั่งเทปปริศนาที่บันทึกเรื่องราวความเป็นไปของคนในบ้านถูกส่งมาหาพวกเขา, ความสับสน ความรู้สึกแปลกแยกไม่ปลอดภัยในชีวิตค่อย ๆ เกาะกุมทุกคนในบ้าน และกร่อนสายสัมพันธ์ที่เคยมีอยู่ให้เบาบางลงไป
จอร์จพยายามทุกวิถีทางตามหาที่มาที่ไปของวิดีโอลึกลับดังกล่าวเพื่อไล่ล่าจรชนและทวงสิทธิส่วนตัวของครอบครัวกลับคืนมา...
จากเรื่องย่อข้างต้น, ใครหลายคนคงจินตนาการไปถึงภาพยนตร์แอคชันไล่ล่าสุดมันส์ หรือไม่ก็หนังที่เต็มไปด้วยการสืบสวนที่ตื่นเต้นเร้าใจ มีจอชและแอนน์เป็นเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายของบรรดาเดนมนุษย์ที่มีวิธีการเล่นสนุกกับชีวิตของผู้อื่นด้วยวิธีการอันแยบยล ก่อนที่จะจบเรื่องด้วยความพ่ายแพ้ของผู้ร้ายตามด้วยการถูกลงโทษอย่างสาหัส สาสมกับความชั่วที่พวกมันได้ก่อขึ้น
ซึ่งถ้าใครคิดเช่นนั้น ผมขอบอกเลยว่าคุณคิดผิดถนัด...
เพราะ Hidden นั้นดำเนินเรื่องไปด้วยความเนิบช้า ปราศจากฉากไล่ล่าใด ๆ แต่เชื่อหรือไม่ว่าการนำเสนอดังกล่าวกลับทำให้ตัวหนังเสมือนจริงมากขึ้นและสามารถดึงตัวตนของผู้ชมเข้าไปในหนังได้โดยไม่รู้ตัว
และที่มัน "ลักลั่นย้อนแย้ง" ไปมากกว่านั้นก็คือเมื่อรับชมไปเรื่อย ๆ หัวใจของผมหาได้เกิดความรู้สึกอยากเอาใจช่วยครอบครัวของจอชเช่นในตอนแรกไม่ หากแต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนหลังกลับเป็นความรังเกียจขยะแขยงคนอย่างจอช และเฝ้าพรรณนาให้ตัวเอกหยุดการกระทำ "บ้า ๆ" ของเขาลงเสียที
ใน Hidden วิดีโอที่คุกคามความสงบสุขของครบครัวจอชอย่างหนักแท้จริงแล้วเป็นเพียงวิดีโอกระจอก ๆ ม้วนหนึ่ง ซึ่งถูกห่อมาด้วยกระดาษที่วาดการ์ตูนตลก ๆ เรื่องราวภายในเทปม้วนนั้นเป็นเพียงภาพหน้าบ้านของจอช ไม่ได้โฟกัสหรือซูมไปที่ใครเป็นพิเศษ มันตั้งแช่อยู่อย่างนั้นตลอดทั้งวัน ไม่ได้จำเพาะกับช่วงเวลาใด ไม่มีการละเมิดสถานที่ส่วนตัวและดูไม่มีพิษมีภัยอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว
ดังนั้นสิ่งที่สั่นคลอนจิตใจของจอชจึงไม่ใช่ตัววิดีโอโดยตรง หากแต่เป็นเพราะวิดีโอปริศนากำลังกระตุ้นให้จอชหวนระลึกถึงอดีตบางอย่างที่เขาพยายามปล่อยให้พวกมันลบเลือนไปตามกาลเวลา
วิดีโอห่วย ๆ เพียงไม่กี่ม้วน ทำให้จอชแทบจะเป็นบ้า ตัวตนแท้จริงอันกราดเกรี้ยวที่อยู่เบื้องหลังภาพลักษณ์นักจัดรายการผู้มีความสุขุมถูกปลดปล่อยออกมาใส่ผู้คนรอบข้างของเขา ไม่ว่าจะเป็นกับคนแปลกหน้า เพื่อนสนิท หรือแม้แต่กับภรรยาตัวเอง
เขาฝันซ้ำ ๆ ถึงวัยเด็ก -จุดหักเหครั้งสำคัญในชีวิต- คิดวนเวียนไปถึง "มาณิช" บุคคลผู้หนึ่งที่เป็นหอกข้างแคร่ของเขามาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย
หลักฐานอันไม่ปะติดปะต่อ, วิดีโอที่ไม่มีที่มาที่ไป, ผนวกเข้ากับภาพอดีตที่ฉายซ้ำ เกิดเป็นการตีความอันเต็มไปด้วยอคติ จอชเชื่อย่างสนิทใจว่ามาณิชเป็นตัวการและลงมือทำในสิ่งที่เขาคิดว่าถูกต้องเพื่อทวงสิทธิเสรีภาพอันชอบธรรมของตนเองกลับคืน จนนำมาซึ่งเหตุการณ์อันน่าสลด (และช็อคหัวใจคนดู) อย่างยิ่ง
ตัวหนังจบลงอย่างดื้อ ๆ ไม่มีบทสรุปชัดเจน ไม่มีเสียงโห่ร้องแสดงความยินดี มีเพียงฉากเงียบ ๆ เหงา ๆ ของตัวเอกที่กินยานอนหลับเพื่อให้ตัวเองล้มตัวลงนอนลืมความทุกข์ทั้งหมดที่ได้รับ กับอารมณ์คุกรุ่นของความสับสนและความโกรธขึงทิ้งค้างอยู่ในใจของผู้ชม
ผมบอกกับตัวเอง...คนอย่างจอช ชนชั้นกลางที่ดูถูกคนอื่น และยึดติดกับความเชื่อของตัวเองอย่างฝังแน่น...คือคนที่น่ารังเกียจอย่างแท้จริง
หนังเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงวิธีการเยียวยาผู้มีปัญหาทางจิตแบบหนึ่งของวิชาจิตเวชที่เรียกว่า "Cognitive Behavioral Therapy" (CBT) ซึ่งอธิบายสาเหตุความแตกต่างของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี
CBT มีหลักการว่า "ความคิด" (Cognition) "อารมณ์" (Mood) และ "พฤติกรรม" (Behavior) เป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันอย่างแยกจากกันไม่ได้ การที่คนเราจะมีความรู้สึกและแสดงออกเป็นพฤติกรรมที่แตกต่างกันในสถานการณ์เดียวกันเป็นเพราะความไม่เหมือนกันในลักษณะความคิดและการตีความที่มีต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ อันเป็นผลมาจากประสบการณ์ในอดีตที่แตกต่างกันนั่นเอง
ซึ่งความรู้สึกด้านลบและพฤติกรรมแปลก ๆ ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น ความเศร้า ความโกรธ การนินทาว่าร้ายผู้อื่น ล้วนแล้วแต่เกิดจากปฏิกิริยาความคิดที่คลาดเคลื่อนหรือที่เรียกว่า "Cognitive Error" แทบทั้งสิ้น
ยกตัวอย่างเช่น เวลาออกไปพูดหน้าชั้นเรียนแล้วเพื่อนนิ่งเงียบ บางคนอาจจะตีความว่าเพื่อน ๆ ไม่ชอบสิ่งที่เราพูด ความคิดดังกล่าวส่งผลให้เราขาดความมั่นใจ เกิดความรู้สึกตื่นเต้น สุดท้ายก็ลืมในสิ่งที่เราเตรียมมาแล้วแสดงเป็นพฤติกรรมออกมาซึ่งก็คือการพูดไม่ได้
ความน่ากลัวของ Cognitive Error ก็คือเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า สมองจะเริ่มชาชินกับวิธีคิดดังกล่าว ความคลาดเคลื่อนทางความคิดจะค่อย ๆ ฝังแน่นเข้าไปในหัวสมองเกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่า "ความคิดอัตโนมัติ" (Automatic Though) ด้านลบจนเกิดเป็นอุปนิสัยแย่ ๆ ที่แก้ไขได้ยากในที่สุด
CBT มุ่งเน้นให้กระบวนการคิดและการตีความผิด ๆ ได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องเพื่อยกระดับอารมณ์ความรู้สึก รวมทั้งเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไม่เหมาะสมให้มาอยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง ซึ่งประโยชน์ของ CBT มีมากมายไล่ตั้งแต่นำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน ไปจนถึงรักษาโรคทางจิตเวชเช่นโรควิตกกังวล (Anxiety disorder) และโรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder)
ใครที่ไม่อยากเป็นอย่างจอช...ลองเริ่มง่าย ๆ จากการเพ่งมองอารมณ์ด้านลบที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในแต่ละวันของตนเอง แล้วมองย้อนกลับไปว่ามีความคิดอัตโนมัติอะไรบ้างที่ผุดขึ้นมา จากนั้นลองตรวจสอบดูว่าความคิดอัตโนมัติในแง่ลบนั้นเป็นจริงหรือไม่ มีทางเป็นอย่างอื่นได้หรือไม่ ซึ่งถ้ามีและเราเชื่ออย่างนั้นจะทำให้รู้สึกดีขึ้น
เช่น หากเราออกมาพูดหน้าชั้นแล้วเพื่อน ๆ ทุกคนเงียบ แทนที่จะคิดว่าเพื่อน ๆ ไม่ชอบในสิ่งที่เราพูด ก็ให้ลองคิดว่าเพื่อน ๆ กำลังตั้งใจฟังและให้เกียรติเราอยู่ (ซึ่งดูสมเหตุสมผลกว่าการที่เพื่อนไม่ชอบการพูดของเรา...จริงไหม) เท่านี้เราก็จะรู้สึกมั่นใจ สามารถพูดได้ด้วยดี
ลองฝึกบ่อย ๆ สมองของเราจะเริ่มจดจำวิธีได้และเมื่อความคิดอัตโนมัติด้านบวกเกิดขึ้นกับตัวเรามาก ๆ เราก็จะกลายเป็นคนที่ร่าเริงแจ่มใสและมีเสน่ห์ต่อคนทั่วไปได้โดยไม่รู้ตัว
อย่าลืมนะครับ, อารมณ์และพฤติกรรมล้วนเกิดขึ้นจากความคิดภายในของเราทั้งสิ้น การรู้จักมองโลกในแง่ดี เชื่อว่าทุกปัญหามีทางออกมากกว่าหนึ่งทาง ไม่ด่วนสรุปจากเหตุการณ์เดียว ปรับมุมมองให้ยืดหยุ่นมากขึ้นจะทำให้เราอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างมีความสุข
ขอให้ทุกคนมีสุขภาพจิตที่สมบูรณ์แข็งแรงทุกคน
และหวังว่าสังคมเล็ก ๆ ใบนี้จะน่าอยู่ขึ้นครับ
ว่าแล้วก็มองโลกในแง่บวกกันดีกว่าเนอะ






#1 By alienboon on 2009-07-29 22:39