'H1N1 FAQ' โดยแพทย์ศิริราช
posted on 27 Jul 2009 17:57 by highwind in What-I-Learn-and-Knowช่วงนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก "ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009"
การระบาดของมันนำมาซึ่งปรากฏการณ์อะไรหลาย ๆ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการขาดตลาดของหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือ (ต่างจังหวัดขายหน้ากากกันอันละร้อย, เจลล้างมือบนวอร์ดผู้ป่วยถูกใครไม่รู้ขโมยไปหน้าตาเฉย), การกลับมาเป็นที่นิยมของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ รวมไปถึงการเพิ่มขึ้นของจำนวนคนไข้ในโรงพยาบาลต่าง ๆ
สาเหตุสำคัญผมคิดว่าเกิดจากการที่คนไทยยังทีความรู้ไม่ถูกต้องเท่าใดนักเกี่ยวกับตัวโรค แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อกลุ่มคนที่มีเสียงดังในสังคม -เช่นสื่อมวลชน- กลับเน้นนำเสนอข่าวให้ดูน่าตื่นตาเพื่อขายของมากกว่าแจกแจงข้อเท็จจริงให้คนทั่วไปรับรู้
จะรับข่าวอะไรเลือกแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้นิดนึงละกันครับ
พอดีผมไปเจอ "คำถาม-คำตอบสำหรับไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุใหม่ 2009 ในสถานการณ์ปัจจุบัน" โดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลที่เป็นการนำเอาคำถามที่ถูกถามบ่อย ๆ เกี่ยวกับไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่มารวบรวมแล้วตอบในเชิงวิชาการที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย เป็นเหตุเป็นผลและตรงประเด็น
ผมเห็นว่ามีประโยชน์มาก ๆ เพราะนอกจากจะได้ความรู้และสามารถตอบข้อสงสัยทั้งหลายที่เชื่อว่าติดค้างอยู่ในใจของหลายคนได้แล้ว ยังส่งเสริมความเข้าใจที่ดีระหว่างแพทย์กับประชาชนที่มารับบริการได้อีกด้วย จึงเอามาฝากกันครับ
คำถาม-คำตอบสำหรับไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุใหม่ 2009 ในสถานการณ์ปัจจุบัน
1. จากข่าวที่พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ แสดงว่าเป็นโรคที่อันตรายมากใช่หรือไม่
จากรายงานขององค์การอนามัยโลก พบผู้เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ร้อยละ 0.4 สำหรับในประเทศไทย (ข้อมูลถึงวันที่ 22 กรกฎาคม 2552) มีผู้เสียชีวิต 44 รายจากจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นโรคกว่า 6,776 ราย อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบัน จำนวนผู้ป่วยส่วนที่ไม่ได้รับการยืนยัน (และหายเองจากโรคแล้ว) มีมากกว่า 6,776 ราย และเป็นไปได้ว่าอาจมีมากกว่าถึง 10 เท่า
นั่นหมายถึงจำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิต 44 รายนั้นเกิดในผู้ป่วยที่เป็นโรค 67,000 ราย ซึ่งยิ่งบ่งชี้ว่าอัตราตายจากโรคนี้ต่ำ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ที่เสียชีวิตเกือบทั้งหมดเป็นผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังอยู่เดิม หรือมีปัญหาสุขภาพด้านอื่น
[อยากจะเตือนว่าอัตราตายต่ำ แต่ถ้าระบาดในกลุ่มคนหมู่มากแพทย์ก็ทำงานไม่ทันอีกทั้งยังกลายพันธุ์ง่าย เพราะฉะนั้นห้ามประมาทหรือทำตัวเพิกเฉย]
2. ทำไมช่วงแรกทางโทรทัศน์ถึงออกข่าวเหมือนเป็นไข้หวัดร้ายแรง มีการตรวจคัดกรองคนที่กลับจากต่างประเทศทุกคน แต่ปัจจุบันกลับบอกว่าโรคนี้ไม่รุนแรงและให้การรักษาเหมือนไข้หวัดตามฤดูกาลและเมื่อไปโรงพยาบาลก็ไม่มีการตรวจ
เนื่องจากในช่วงแรกยังไม่มีการแพร่ระบาดในเมืองไทย กระทรวงสาธารณสุขจึงจำเป็นต้องทำการคัดกรองผู้ที่เดินทางระหว่างประเทศ เพื่อหาทางสกัดกั้นไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดในวงกว้างให้ได้นานที่สุด แต่จากสถานการณ์ปัจจุบัน ได้มีการระบาดของโรคเกิดขึ้นภายในประเทศแล้ว จึงต้องมีการปรับกลยุทธ์ในการควบคุมการระบาดเป็นการดูแลและรักษาผู้ป่วยที่มีอาการหนักและอาจเสี่ยงอันตรายต่อชีวิต ดังนั้นจึงปรับเปลี่ยนแนวทางการคัดกรองและรักษาจึงเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์
[ช่วงแรกตรวจเข้มเพื่อยื้อไม่ให้มาระบาด แต่พอระบาดแล้วต้องเลือกตรวจในรายที่จำเป็น เพราะทรัพยากรมีจำกัด]
3. วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่โฆษณาตามโรงพยาบาลต่างๆ สามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุใหม่ได้จริงหรือไม่
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ฉีดตามโรงพยาบาลนั้น เป็นวัคซีนสำหรับป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลซึ่งยังไม่มีหลักฐานว่าใช้ป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ได้ และในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ได้โดยตรง
[ไข้หวัดใหญ่เป็นไวรัสที่มีการเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรมทุกปี ใครฉีดแล้วอย่าลืมฉีดกระตุ้นปีต่อปี]
4. ทำไมจึงแนะนำให้ผู้ป่วยและญาติรวมทั้งประชาชนทั่วไปสวมหน้ากากอนามัย แต่แพทย์/พยาบาลให้สวมหน้ากากอนามัยชนิดพิเศษเวลาเข้าไปดูแลผู้ป่วย
เนื่องจากผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลนั้นเป็นผู้ที่มีอาการรุนแรง ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดเป็นเวลานาน และมีกิจกรรมการตรวจรักษาบางอย่างที่อาจมีการแพร่กระจายของเชื้อได้มากและง่ายขึ้น ดังนั้นบุคลากรทางการแพทย์จึงจำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยชนิดพิเศษ
อย่างไรก็ตามหน้ากากอนามัยที่ให้ประชาชนทั่วไปสวมใส่นั้นสามารถลดการแพร่กระจายเชื้อที่ติดมากับละอองฝอยได้ดีถึงร้อยละ 80 (จากการวิจัยขององค์การอนามัยโลก) หน้ากากอนามัยจึงเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่สามารถป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ได้เป็นอย่างดี
[หน้ากากอนามัยชนิดพิเศษ "N95" สามารถป้องกันการแพร่ระบาดได้ดีกว่าก็จริง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและความไม่สะดวกในการปฏิบัติงาน ซึ่งถึงจะเป็นหน้ากากธรรมดาก็สามารถลดการกระจายของโรคได้ดี และแน่นอน...ดีกว่าไม่สวมอะไรเลย]
5. คนกลุ่มไหนบ้างที่เมื่อติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุใหม่แล้ว มีโอกาสเกิดอาการรุนแรงมากขึ้น
ผู้ป่วยที่ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน ได้แก่ ผู้ที่เป็นโรคปอด หอบหืด โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ โรคอ้วน ผู้สูงอายุ (มากกว่า 65 ปี ) เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี หญิงมีครรภ์และผู้มีโรคเรื้อรังอื่น ๆ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์หากมีอาการของโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจ
[ใครรู้ตัวว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงพยายามสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรงเข้าไว้ ถ้ามีอาการไม่สบายให้รีบไปหาหมอทันที]
6. หากพบมีคนในสถาบันการศึกษาป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุใหม่ จำเป็นต้องปิดสถาบันการศึกษานั้นหรือไม่
ในสถานการณ์ปัจจุบันไม่จำเป็นต้องปิดสถาบันการศึกษา แต่ควรเน้นให้ผู้ป่วยหรือผู้ที่มีอาการของไข้หวัดใหญ่พักรักษาตัวอยู่ที่บ้านจนหายป่วย (ประมาณ 3-7 วัน ) และเน้นให้ทุกคนล้างมือและทำความสะอาดบริเวณหรือสิ่งแวดล้อมที่มือไปสัมผัสบ่อย ๆ
[ตอนนี้เมืองไทยเป็นแหล่งระบาดแล้ว ปิดโรงเรียนไปไม่มีประโยชน์]
7. การล้างมือช่วยป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้อย่างไร
เชื้อไข้หวัดใหญ่สามารถติดต่อได้โดยตรงจากน้ำมูก น้ำลายหรือเสมหะของผู้ป่วยที่ไอหรือจาม หรือจากมือที่ไปจับต้องสิ่งของเครื่องใช้ที่มีน้ำมูก น้ำลายหรือเสมหะของผู้ป่วยปนเปื้อนอยู่ เช่น ราวบันได ลูกบิดประตู โทรศัพท์ แก้วน้ำ และเชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ขณะที่มือไปสัมผัสบริเวณเยื่อบุจมูก ปากและตา
[ฝึกล้างมือให้เป็นนิสัย แล้วจะลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้อีกมาก ไม่เว้นแม้แต่ไข้หวัดใหญ่ครับ]
คำแนะนำสำหรับผู้ที่ป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุใหม่
ผู้ป่วยที่มีสุขภาพแข็งแรงเมื่อติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ จะมีอาการเหมือนไข้หวัดใหญ่ที่พบตามปกติ เช่น ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ไอ เจ็บคอ แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ร้อยละ 95 มีอาการไม่รุนแรง สามารถหายป่วยได้เอง โดยมีการดูแลตนเอง ดังนี้
1. การดูแลรักษาตนเองที่บ้าน
-
การปฏิบัติตัว
-
พักผ่อนให้เพียงพอ ( คืนละ 6-8 ชั่วโมง ) ไม่นอนดึก
-
ดื่มน้ำมาก ๆ
-
รับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ และยาลดน้ำมูกหากมีอาการคัดจมูกและมีน้ำมูก
-
ห้ามกินยาแอสไพริน
-
-
สังเกตอาการตนเองและให้มาพบแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้
-
อาการดังกล่าวไม่ดีขึ้นภายใน 3 วัน
-
ไข้สูง ซึม นอนซม
-
อาเจียนมาก รับประทานอาหารไม่ได้
-
ไอมาก
-
รู้สึกเหนื่อย หายใจลำบาก หอบ
-
เจ็บหน้าอกเวลาไอหรือหายใจทุกครั้ง
-
หมายเหตุ อาการต่างๆ เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าอาจเกิดปอดบวมขึ้น ซึ่งเป็นโรคแทรกซ้อนที่พบได้ในผู้ที่เป็นไข้หวัดใหญ่ (ทั้งไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ไข้หวัดนก และไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่) จำเป็นต้องได้รับการประเมินโดยแพทย์ใหม่อีกครั้ง
2. การป้องกันการติดเชื้อสำหรับสมาชิกในครอบครัวและผู้อื่น
-
ผู้ป่วยใส่หน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น
-
ล้างมือด้วยน้ำและสบู่หรือใช้แอลกอฮอล์เจลถูมือบ่อย ๆ
-
หยุดเรียนหรือหยุดทำงาน และพักอยู่ที่บ้านจนหายป่วย (ประมาณ 3-7 วัน)
-
ใช้กระดาษทิชชู่ปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ไอหรือจาม และทิ้งในถังขยะที่มีฝาปิด
3 วิธีการใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง
-
ล้างมือก่อนใส่และหลังถอดหน้ากากอนามัยทุกครั้ง
-
สวมหน้ากากอนามัยให้คลุมทั้งจมูกและปาก โดย
-
เอาด้านที่มีขอบลวดอยู่ด้านบน
-
เอาด้านที่มีสีเข้ม (หรือมีลักษณะมันวาวและลื่น) ออกด้านนอก
-
เมื่อสวมเสร็จให้กดแกนลวดด้านบนแนบกับดั้งจมูกและใบหน้
-
กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ถือหน้ากากอนามัย (ให้คนที่ไอจามใส่)
แหล่งความรู้เรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 (รวมทั้งบทความสุขภาพอื่น ๆ)
หวังว่าเอนทรี้คงมีประโยชน์กับหลาย ๆ คนนะครับ
ขอให้ทุกคนมีสุขภาพที่แข็งแรง







จัดดาวไปให้โลกรู้
#1 By Variety-Phet on 2009-07-27 18:01