'Taken สู้ไม่รู้จักตาย' สังคมที่น่าหวาดหวั่น + แนวทางป้องกันตัว
posted on 27 Jun 2009 21:12 by highwind in What-I-Read-and-Watch
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีข้อจำกัดในการดำรงชีวิตอยู่พอสมควร
เราไม่ได้มีร่างกายที่แข็งแกร่งหรือเขี้ยวเล็บที่แหลมคม,
ต้องอาศัยอยู่ภายใต้ภูมิอากาศที่คาดเดาได้ยากและแข่งขันกับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นเพื่อแย่งชิงทรัพยากรแวดล้อมอันจำกัดอยู่ตลอดเวลา
การที่พวกเราเรียนรู้ที่จะมาอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล แลกเปลี่ยนวิทยาต่าง ๆ รวมทั้งนำข้อดีของแต่ละคนออกมาใช้ถือเป็นกระบวนการพัฒนาทางสังคมที่ช่วยให้ มนุษย์สามารถเอาชนะธรรมชาติและก้าวขึ้นมาครอบครองโลกใบนี้ได้อย่างเต็มตัว
แต่ธรรมชาติก็ไม่ได้สร้างให้มนุษย์เป็นคนที่ดีพร้อมทั้งหมด บางคนเติบโตท่ามกลางการภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมจนกลายเป็นผู้ใหญ่ที่แหว่งวิ่น บางคนพ่ายแพ้ให้กระแสสังคมจนหมดสิ้นหนทางในการดำรงชีพอย่างสุจริต ตัดสินใจเลือกทางเดินแห่งมิจฉาชีพในการเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว
ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงได้มีการกำหนดสิ่งที่เป็นดั่งกฎระเบียบอันเป็นที่ยอมรับของ คนทุกคน กฎที่ร่างขึ้นจากจารีตประเพณีที่พึงปฏิบัติกันมา โดยมีเจตนาที่ดี -เพื่อความสงบสุขของสังคม- เป็นพื้นฐาน หรือที่เรียกกันว่า “กฏหมาย”
โดยมี “ตำรวจ” ทำหน้าที่ดูแลตรวจสอบให้ประชาชนในสังคมปฏิบัติตามระเบียบ และปราบปรามผู้ที่ฝ่าฝืนกฏนั้น ๆ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
ตำรวจจึงมีบทบาทอย่างมากในการกำหนดทิศทางแห่งการสร้างสรรค์สังคมอุดมคติที่ทุกคนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความปกติสุข
อย่างไรก็ตาม, แม้จะได้รับการปลูกฝังเรื่องสำนึกผิดถูกชั่วดีมาตลอด บรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งหลายโดยพื้นฐานแล้วก็ไม่ต่างจากคนธรรมดาในสังคม ที่มีทั้งคนดีคนไม่ดีปะปนคละเคล้ากันไป
การมีอยู่ของตำรวจเลว ๆ -ที่ใช้อำนาจในมือทำทุกวิถีทางเพื่อความสุขส่วนตน- นอกจากจะเป็นการบ่อนทำลายภาพลักษณ์ดี ๆ ของผู้นำความยุติธรรมกลับคืนสู่ประชาชนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบแล้ว มันยังสร้างรอยร้าวลึกเสมือนกำแพงกั้นที่มองไม่เห็นระหว่างคนในสังคมกับตำรวจผู้บังคับใช้กฎหมายอีกด้วย
จนหลายครั้งที่ความอยุติธรรมอุบัติขึ้นบนโลก แทนที่ผู้เสียหายจะหันหน้าไปพึ่งพิงความช่วยเหลือของตำรวจผู้มีหน้าที่รับ ผิดชอบเต็มที่เขาเหล่านั้นกลับเลือกที่จะทำสิ่งที่ใครหลายคนเรียกมันว่า “ศาลเตี้ย” เพื่อนำความถูกต้องกลับมาในทิศทางที่มันควรจะเป็น
ด้วยตัวของเขาเอง
“Taken” เป็นหนังแนวแอคชันทริลเลอร์ ที่บอกเล่าเรื่องราวของไบรอัน (Liam Neeson) อดีตเจ้าหน้าที่พิเศษ-ผู้เก่งกาจทุกยุทธวิธีในการสู้รบด้วยมือเปล่า ชำนาญการใช้อาวุธทุกประเภท รวมทั้งเชี่ยวชาญทุกเทคนิคการสะกดรอย-ของรัฐบาล ที่มีชีวิตหลังลาออกจากงานอันไม่ค่อยสู้ดีนัก เขาต้องแยกทางกับภรรยาและลูก ๆ เพราะไม่มีเวลาให้กับพวกเธอ และหาเงินด้วยการรับจ้างเป็นบอดี้การ์ดแบบชั่วครั้งชั่วคราวกับเพื่อนเก่า ที่เคยทำงานด้วยกันมาก่อน สิ่งเดียวที่ทำให้อดีตซีไอเอฝีมือดีผู้นี้ยังรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่านั้นก็ คือคิม (Meggie Grace) -ลูกสาวคนเดียวของเขา- ที่กำลังย่างเข้าสู่ช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตในวัย 17 ปี
ไบรอันคือชายวัยกลางคนผู้เป็นทั้งบอดี้การ์ดมากฝีมือการต่อสู้และเป็นทั้งคุณพ่อที่เต็มไปด้วยความรัก ความห่วง และความหวงต่อลูกสาวแสนสวยอย่างมาก
และเมื่อคิมกับเพื่อนสาวอีกคนหนึ่งต้องการจะเดินทางไปเที่ยวปารีส สัญชาตญาณอันตรายของผู้เป็นพ่อก็บอกเขาว่าไม่ควรอณุญาตให้เธอไปเพราะยุโรปไม่ใช่ที่ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กสาวตัวเล็ก ๆ สองคนมากนัก
แต่เมื่อต้องชั่งน้ำหนักกับความเป็นพ่อที่ต้องรู้จักปล่อยให้ลูกสาวได้เติบโต เขาเลือกที่จะทำอย่างหลัง ซึ่งไบรอันก็ไม่วายที่จะวางกฎหยุมหยิมน่ารำคาญให้คิมปฏิบัติตาม
และเหมือนกับหมอลักษณ์ฟันธง, ลางสังหรณ์ของไบรอันได้เกิดขึ้นจริง สองสาวถูกลักพาตัวโดยแก๊งค้าเนื้อสดที่ใช้วิธีล่อลวงอย่างแยบยลอีกทั้งเป็นมืออาชีพ เขามีเวลาเพียง 96 ชั่วโมงก่อนที่พวกมันจะอันตรธานหายไปในเงามืดเพื่อตามหาลูกสาวอันเป็นสุดที่รักโดยมีเพียงเสียง “Good Luck” ของวายร้ายสุดชั่ว-ที่พูดกลับมาด้วยความเย็นชาและไม่เกรงกลัวต่อคำขู่ของไบรอันผ่านทางโทรศัพท์-เป็นเบาะแสเพียงชิ้นเดียวที่เขามีอยู่ในมือ
ผลที่เกิดจากของเหตุการณ์ดังกล่าวก็คือ หนังแอคชันสุดระทึกขวัญที่เต็มไปด้วยการตามไล่ล่าจองล้างจองผลาญพวกคนเลว -ที่มองชีวิตมนุษย์ผู้หญิงเป็นเพียงเครื่องสนองตัญหาและบำบัดอารมณ์-อย่าง ชาญฉลาด แยบยล เหี้ยมโหดและสะใจต่อมใต้สมองคนดูยิ่งกว่าที่พวกคนร้ายทุกคนบนโลกคาดคิดว่าจะ ได้พบเจอ
ซึ่งทั้งหมดเกิดจากฝีมือของไบรอันเพียงผู้เดียว
สำหรับผมแล้ว, หนังที่เป็นผลงานสร้างและการเขียนบทของ “ลุค เบซอง” (Luc Besson) เรื่องนี้ เป็นหนังที่ดูสนุก เต็มไปด้วยความตื่นเต้นระทึกตลอดเวลาชนิดคัตชนคัตจนแทบไม่มีช่วงให้หยุดหายใจ
“เลียม นีสัน” (ประทับใจมาตั้งแต่เล่นเป็นไควกอนจิน) ที่อาจจะดูโรยราไปบ้างแต่ก็ถือว่าแสดงได้สมบาทบาททั้งบทคุณพ่อขี้หวงและบท นักสะกดรอยสุดเหี้ยม, หรือการปูพื้นเรื่องความรักระหว่างพ่อลูกที่สร้างน้ำหนักให้เรื่องได้พอ สมควร, ส่วนที่ประทับใจมาก ๆ ก็คือความเก่งที่พระเอกงัดออกมาใช้ไล่ล่าแก้แค้นเหล่าคนโกงได้ถึงกึ๋นและสาสมกับความชั่วร้ายของพวกมันอย่างถึงที่สุด
อย่างไรก็ดี, เฉกเช่นเดียวกับขนบหนังแอคชันทั่ว ๆ ไป เนื่องจากการจองล้างจองผลาญทั้งหมดทั้งปวงในหนังเรื่องนี้เกิดขึ้นด้วยความ สามารถของไบรอันล้วน ๆ โดยที่ไม่มีตำรวจหรือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองให้การช่วยเหลือเลยแม้แต่น้อย มันทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า…เพราะเหตุใดตำรวจในหนังต่าง ๆ จึงไม่ค่อยได้รับบทฝ่ายดีสักเท่าไหร่ ถ้าไม่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมชั่ว ๆ เสียเอง ก็เป็นฝ่ายกลาง ๆ ที่นอกจากจะไม่ค่อยกล้าทำอะไร ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใด ๆ แล้วยังอาจทำหน้าที่ขัดแข้งขัดขาพระเอกเสียของเราด้วยซ้ำ
หรือถ้าจะมองว่าภาพยนตร์ที่เราเสพกัน เป็นสื่อสะท้อนภาพรวมของสังคมที่ดีอย่างหนึ่ง ผมก็อยากถามว่าทำไมภาพของตำรวจในมุมมองของคนส่วนใหญ่จึงไม่สามารถเป็นที่ พึ่งหรือคนคอยให้การช่วยเหลือแก่บุคคลในบ้านเมืองที่รู้สึกว่าตนเองกำลังถูก ภัยคุมคามได้ดีเท่าที่ควร?
อาจเป็นเพราะปัจจัยภายนอกที่คนทำชั่วกันมากขึ้น งานของตำรวจจึงเยอะขึ้นและยากที่จะสะสางได้หมด
หรือเกิดจากปัจจัยภายในของตำรวจเอง, ที่เป็นทั้งผู้ที่มีอำนาจในมือและผู้ี่บังคับใช้กฎหมาย ซึ่งอาจนำพาให้พวกเขาเหล่านั้นสามารถหาประโยชน์ใส่ตนได้โดยไม่ยากนักกันแน่?
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ ตาม -ณ ปัจจุบัน- ผมยังเชื่ออยู่ลึก ๆ ว่าตำรวจดี ๆ ที่ทำหน้าที่ด้วยความตงฉินและอยู่บนพื้นฐานความถูกต้องตลอดจนเพื่อประโยชน์ ของคนในสังคมยังมีจำนวนมากกว่าปริมาณตำรวจเลว ๆ ที่คอยหาโอกาสอาศัยอำนาจที่มืออยู่ในมือตนเองเพื่อเสริมสร้างความสุขส่วนตัว
สิ่งที่ผมทำได้ในตอนนี้สำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลกยุคปัจจุบัน นอกจากจะต้องดูแลความปลอดภัยของตัวเองด้วยตัวเองแล้ว ผมอยากขอเป็นกำลังใจให้ตำรวจที่ดีเหล่านั้นได้ยืนหยัดทำดีต่อไปโดยไม่หวั่นเกรง รวมทั้งจะเฝ้าภาวนาให้พวกเขาปลอดภัยจากความชั่วทั้งปวงและสามารถรักษาความดี ที่มีอยู่เดิมไว้ได้โดยไม่คลอนแคลน
เพราะสังคมในหนังแอคชันฮอลลีวู้ด -ที่ตำรวจซึ่งมีกำลังในการแก้ไขความยุติธรรมทั้งหลายกลับเฝ้ามองขบวนการทำชั่วด้วยสายตาเพิกเฉยนิ่งนอนใจ หรือแม้กระทั่งลงมือเข้าร่วมเสียเองเพราะถือเป็นหนทางสำหรับหารายได้พิเศษ- มันเป็นสังคมที่น่าขยะแขยง น่าหวาดหวั่น และไม่ใช่ที่อยู่สำหรับคนธรรมดาอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ที่ไม่มีอะไรไปต่อกรกับคนเลวเลยแม้แต่น้อย
ขออย่าให้โลกแห่งความเป็นจริงมันตกต่ำจนถึงขนาดนั้นเลยนะครับ…คุณตำรวจ
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากหนัง
ดูหนังเรื่องนี้แล้วอดกลัวเวลาไปไหนมาไหนคนเดียวไม่ได้ เลยเอา “แนวทางป้องกันตัว” ที่ได้จากฟอร์เวิร์ดเมล + แต่งเพิ่มตามความรู้สึกต่อหนังเรื่องนี้มาฝากครับ
1. “คบคนให้ดูหน้าซื้อผ้าให้ดูเนื้อ” เป็นสำนวนไทยที่อาจจะตกสมัยและใช้ไม่ได้ในโลกยุคนี้ที่วายร้ายจำนวนมากไม่จำ เป็นต้องแต่งตัวมอมแมนและกักขฬะเสมอไป ดังนั้นอย่าไว้ใจคนแปลกหน้าจะดีที่สุด
2. ผู้ชายที่น่าไว้ใจและหวังดีต่อเรามากที่สุดในโลกคือพ่อบังเกิดเกล้าของเรา ท่านเห็นอะไรมาก่อนและรักเราอย่างสุดขั้วหัวใจ เพราะฉะนั้นจงเชื่อฟังพ่อของท่าน
3. ห้ามเผลอบอกเรื่องที่ต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง ให้กับคนแปลกหน้าที่เพิ่งพบกันเพียงประเดี๋ยวประด๋าวรู้เป้นอันขาด เพราะท่านอาจกำลังเชื้อเชิญอันตรายให้มาเยือน
4. ข้อศอกเป็นจุดที่แข็งแกร่งที่สุดของร่างกาย หากถูกทำร้ายหรือกำลังจะถูกทำร้ายและคุณอยู่ในระยะที่ใกล้พอ จงใช้ข้อศอกให้เป็นประโยชน์
5. หากถูกโจรจี้และขอกระเป๋าถือหรือกระเป๋าสตางค์ให้เขวี้ยงกระเป๋าไปไกล ๆ
เพราะเป็นไปได้ว่าเจ้าโจรนั่นอาจสนใจเงินหรือข้าวของในกระเป๋ามากกว่าตัวคุณ
มันจะวิ่งไปคว้ากระเป๋าที่คุณโยนออกไป
ทีนี้ก็จงวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตไปในทิศทางตรงกันข้าม
6. ถ้าถูกจับขังในในท้ายรถ ให้พยายามทุบที่ไฟท้ายรถจนหลุดออก จากนั้นยื่นแขนออกมาจากรูโหว่แล้วโบกสุดฤทธิ์ คนขับจะมองไม่เห็นคุณ แต่รับรองชาวบ้านเห็นแน่ ๆ
7. หลังจากเสร็จภารกิจช้อปปิ้ง กินข้าว เลิกงาน ฯลฯ
ไม่ควรนั่งแช่ทำอะไรต่อมิอะไรกระจุกกระจิก เป็นต้นว่า ดูสมุดบัญชี
จดลิสต์รายการข้าวของหรือเรื่องที่จะต้องทำ เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้คนร้าย
ได้ก้าวขึ้นมานั่งในที่นั่งข้าง ๆ คุณ เอาปืนจี้แล้วสั่งให้พาไปไหนต่อไหน
เพราะฉะนั้นก้าวขึ้นนั่งในรถเมื่อไรให้รีบล็อคประตูแล้วออกรถทันที
8. ถ้าต้องเดินไปยังรถที่จอดในลานจอดรถ โรงจอดรถ หรืออาคารที่จอดรถ
-
ประสาทตื่นตัว หมั่นสำรวจรอบตัว มองข้างในรถ ทั้งที่นั่งข้างคนขับ พื้นรถรวมถึงเบาะหลังด้วย
-
ถ้ารถคุณจอดอยู่ข้างรถตู้คันใหญ่ แนะนำให้ขึ้นรถด้านประตูผู้โดยสาร ผู้ร้ายส่วนใหญ่มักฉวยโอกาสจังหวะที่เหยื่อกำลังเปิดประตูรถ ลากตัวเหยื่อขึ้นรถตู้
-
ดูรถที่จอดอยู่ข้างรถคุณ ทั้งฝั่งซ้ายและขวาหากมีผู้ชายนั่งอยู่คนเดียวตรงเบาะด้านที่ใกล้รถคุณ ควรหลีกเลี่ยงด้วยการเดินกลับเข้าไปในห้างหรือที่ทำงาน แล้วขอให้เจ้าหน้าที่ห้างหรือ รปภ. หรือเพื่อนชายเดินกลับมาส่งที่รถ
9. ควรใช้ลิฟต์แทนการขึ้นลงทางบันได บันไดเป็นจุดที่น่ากลัวที่สุดถ้าอยู่คนเดียว รวมทั้งเป็นจุดที่เกิดอาชญากรรมได้ดีที่สุด
10. หากผู้ร้ายมีปืน และคุณยังไม่ได้ถูกจี้ สิ่งเดียวที่คุณต้องทำคือวิ่งหนี โอกาสที่มันจะยิงโดนคุณมีเพียง 4 ใน 100 ครั้งเท่านั้น (เป้าเคลื่อนที่) และถึงจะยิงโดนก็เป็นไปได้มากว่าจะไม่ถูกอวัยวะสำคัญ
11. ผู้หญิงมักใจอ่อน ขี้สงสารและเห็นอกเห็นใจ ซึ่งอาจนำไปสู่การทำร้ายร่างกาย ข่มขืน หรือฆาตกรรมได้ กรณีนี้มีตัวอย่างมาแล้ว ฆาตกรต่อเนื่องรายหนึ่งในอเมริกาชื่อ “เท็ด เบินดี้ม” เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี มีการศึกษา มักใช้กลวิธีเรียกร้องความสงสารจากเหยื่อเพศหญิงซึ่ง ไม่ได้เกิดความสงสัยสักนิดด้วยการเดินโดยอาศัยไม้เท้า หรือแสร้งทำขากะเผลก จากนั้นจะขอ “ความช่วยเหลือ” จากเหยื่อให้ช่วยพยุงขึ้นรถ แล้วฉวยจังหวะนั้นลักพาตัวเหยื่อไป
ขอให้ทุกคนมีชีวิตที่ปลอดภัยครับ ^ ^
)






หนังเร็วดีครับ สมเป็นฝรั่งเศสๆดี
#1 By Rock Addict on 2009-06-27 21:24