'Spirited Away' เพราะชีวิตคือการเดินทาง
posted on 20 Jun 2009 09:18 by highwind in What-I-Read-and-Watch
from Spirited Away
“ทุก ๆ การเดินทางมีการเรียนรู้, ทุก ๆ การเรียนรู้มีความเปลี่ยนแปลง”
ใครคนหนึ่งเคยกล่าวคำพูดนี้กับผมผู้หลงใหลการเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ พอ ๆ กับหวาดกลัวการจากลาสถานที่และผู้คนอันคุ้นเคยที่เกิดขึ้นเมื่อการเดินทางจบลง
หากจะเปรียบชีวิตเป็นการเดินทาง ชีวิตก็คงจะเป็นการเดินทางที่แสนพิเศษกว่าการเดินทางครั้งไหน ๆ เพราะนอกจากจะประกอบไปด้วยเรื่องราวย่อย ๆ มากมายปะติดปะต่อกัน, มีเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ, รวมทั้งเป็นสิ่งที่คนทุกคนต้องสร้างเส้นทางของตัวขึ้นมาเองแล้ว…
ชีวิตยังไม่มีวันหยุดพัก มันเริ่มต้นตั้งแต่มนุษย์ลืมตาดูโลก ก้าวไปตามจังหวะของเข็มนาฬิกา ตีตั๋วเที่ยวเดียวไม่มีจุดยูเทิร์น และจะสิ้นสุดลงก็ต่อเมื่อคนผู้นั้นได้กลับคืนสู่ผืนดินไปแล้วเท่านั้น
ซึ่งถ้าประโยคข้างต้นแป็นจริง เราทุกคนที่ผ่านการเดินทางมากบ้างน้อยบ้าง, มีกลีบกุหลาบโรยบ้าง ถูกหนามทุเรียนตำหัวแม่เท้าบ้าง คงจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในตัวตนของเราเองไม่มากก็น้อย
หลายครั้งที่ภาพของเราในวัยเยาว์ดูเลือนราง จนเรานึกอยากให้การเดินทางครั้งนี้ช้าลงอีกนิดเพื่อให้มีเวลาได้ซึมซับความงดงามระหว่างทางให้มากขึ้น จดจำอดีตที่ผ่านพ้นให้แนบแน่นอยู่ในความทรงจำ แต่ผู้กำหนดการเดินทางยังคงก้าวเดินอย่างไม่หยุดหย่อน
เราผู้เดินทางกลับต้องเป็นฝ่ายไล่ตามกาลเวลา
และโดยที่เราแทบจะไม่รู้สึกตัว, เวลาค่อย ๆ ทับถมเราด้วยเรื่องราวจากโลกภายนอก เปลี่ยนแปลงความคิดเดิมของคน ๆ นั้นด้วยข้อกำหนดของสังคม ซึ่งหากเพียงหยุดยืนนิ่ง ๆ เพื่อสำรวจความเป็นไป เราก็จะพบว่าตัวเราในขณะนี้แตกต่างจากเดิมมากมายนัก ที่ตรงนี้ได้กลายเป็นโลกใบใหม่ เปลี่ยนเป็นที่ที่เราไม่คุ้นเคย
ตัวเราได้ก้าวพ้นจากวัยเด็กสู่ความเป็นผู้ใหญ่ และก้าวผ่านสู่โลกแห่งความจริงที่ไม่ได้งดงามดั่งฝันไปเสียแล้ว
Miyazaki “I have five young female friends who are about the same age as Hiiragi-san (อายุ 13 ปี ผู้ให้เสียงพากย์ชิฮิโระตัวเอกของเรื่อง), and I spend every summer with them at my mountain cabin. I wanted to make a movie they could enjoy. That is why I started this film, and that is my true purpose.”
“Spirited Away” เปิดเรื่องด้วยฉากการเดินทางไปสู่ที่อยู่ใหม่ของครอบครัวของ “ชิฮิโระ” (Chihiro) เด็กสาววัยสิบปีผู้เพิ่งย่างเข้าสู่วัยรุ่นไม่เข้าใจเหตุผลของการย้ายบ้าน เธอนอนคุดคู้อยู่บนเบาะหลังรถด้วยความเซ็งและรู้สึกเบื่อหน่ายบรรยากาศภายนอกที่เห็นทั้งหมด เธอมองโรงเรียนใหม่ตามคำชวนของพ่อแล้วทำหน้าเหยเก ทรุดตัวลง พร้อมกับกอดช่อดอกไม้-ของขวัญอำลาจากเพื่อนสนิทของเธอ-และเฝ้าคิดถึงบรรยากาศเก่า ๆ ที่โรงเรียนเดิม
เด็กสาวไม่ได้เอะใจเลยแม้แต่น้อยว่าการเดินทางคราวนี้จะเปลี่ยนแปลงตัวเธอไปตลอดกาล
ด้วยความผิดพลาดบางอย่าง, พ่อแม่ลูกทั้งสามได้พบกับเมืองประหลาดที่ประกอบไปด้วยสิ่งปลูกสร้างรูปทรงตะวันตก และแม้จะไร้ร้างผู้คน ที่แห่งนี้กลับเต็มไปด้วยอาหารอันโอชะนานานาชนิดที่ส่งกลิ่นหอมชวนหิว พ่อและแม่ของชิฮิโระต่างลงมือกินอาหารอย่างตะกละตะกรามโดยไม่ฟังคำทัดทานจากลูกสาวเลยแม้แต่น้อย ชิฮิโระจึงตัดสินใจเดินสำรวจเมืองเก่าแห่งนี้เพื่อฆ่าเวลา และทันใดนั้นเองเด็กหนุ่มคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเธอ ผลักไสให้เธอออกไปจากที่นี่ ด้วยความงงงวยผสมความตกใจ ชิฮิโระรีบวิ่งกลับไปหาพ่อแม่ แต่ร่างของผู้ใหญ่ทั้งสองได้หายไปและกลายเป็นหมูอ้วนสองตัวนั่งอยู่แทน
ทองฟ้าที่โปร่งสว่างกลับมืดลงอย่างรวดเร็ว ร้านรวงที่เคยเงียบเหงา ทางเดินที่ปราศจากผู้คน บัดนี้เต็มไปด้วยแสงไฟและความคึกคัก เงาดำแปลกพิลึกที่เคลื่อนไหวประดุจสิ่งมีชีวิต ขณะที่กำลังสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่นั้น เด็กหนุ่มคนเก่าก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง เขาแนะนำตัวเองว่าชื่อ “ฮากุ” (Haku) อธิบายที่มาที่ไปของเรื่องราวทั้งหมด พร้อมกับสัญญาว่าจะหาทางช่วยเธอและครอบครัวกลับสู่โลกแห่งความจริงให้ได้
เพื่อไม่ให้ถูกสาปกลายเป็นหมูไปอีกคน, ชิฮิโระต้องหาทำงานที่โรงอาบน้ำ-สถานที่ที่เหล่าจิตวิญญาณมาชำระล้างร่างกาย-อันแปลกประหลาดให้ได้ เด็กสาวยืนกรานหนักแน่นจนได้ทำงานสมใจ แต่ความลำบากเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น เธอต้องทำงานหนักมากมายโดยที่ไม่เคยทำมาก่อน พยายามเรียนรู้การเข้าสังคม ที่สำคัญชิฮิโระต้องเอาชนะความรู้สึกบีบคั้นทั้งหลายที่คอยกดดันให้เธอยอมแพ้
นับจากนี้การผจญภัยในโลกแห่งวิญญาณและเทพเจ้าของชิฮิโระด้วยตัวคนเดียวก็ได้เริ่มขึ้น
ชิฮิโระจะหาทางออกไปได้หรือไม่ ความลับของโลกนี้คืออะไร?
โปรดติดตาม...
Miyazaki “It's not a story in which the characters grow up, but a story in which they draw on something already inside them, brought out by the particular circumstances.”
นับตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย ชีวิตของผมดูเหมือนจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อนอีกทั้งยังเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
ไม่ว่าจะเป็นครั้งแรกที่ได้ใช้ชีวิตนอกบ้านด้วยตัวคนเดียว ที่ทำให้ตัวเองเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น, ระบบรูมเมทที่สอนการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี, และการสอบอันหนักหน่วงที่ทำให้ผมเรียนรู้การท่องหนังสือเล่มโต ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่งพอเริ่มชินกับสิ่งเหล่านี้ ไม่นานนักผมก็ต้องสวมเสื้อกาวน์ขึ้นไปฝึกปฏิบัติงานบนหอผู้ป่วย ได้รับมอบหมายงานที่มีความรับผิดชอบเพิ่มมากตามปีที่สูงขึ้น มีการอยู่เวรเพื่อรับคนไข้เพิ่มเติมจากเฉพาะช่วงตอนเย็นเป็นทั้งคืน จากทั้งคืนเป็นตลอดเวลา มีเวลานอนน้อยลง พักผ่อนน้อยลง แต่ผมก็ผ่านทั้งหมดมาได้โดยไม่เฉไฉออกนอกเส้นทางไปมากนัก
ล่าสุด, ชีวิตก็เปลี่ยนแปลงอย่างมากอีกครั้ง ผมกลายมาเป็น “Extern” นักศึกษาแพทย์ปีสุดท้ายที่มีบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบไม่แตกต่างจากแพทย์เต็มตัว เดินไปทางไหน ใคร ๆ ก็เรียกว่า “หมอ” ได้ตรวจและสั่งการรักษาคนไข้ด้วยตัวเองตั้งแต่ต้นจนจบ ตลอดจนต้องออกไปฝึกปฏิบัติงานร่วมกับแพทย์ท่านอื่น ๆ ที่โรงพยาบาลร่วมสอนนอกรั้วศิริราชที่คุ้นเคย
พูดได้ว่าทุกวินาทีมีสิ่งกระตุ้นให้ตัวผมต้องปรับตัวอยู่เสมอ
ซึ่งทุก ๆ ครั้งที่สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น, ทุก ๆ ครั้งที่ผมถูกบังคับให้จัดกระเป๋าใบเล็กบ้างใหญ่บ้างเพื่อเตรียมตัวสำหรับออกเดินทาง, จิตใจอันบางเปราะของมนุษย์ที่ขาดกลัวต่อการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนจะส่งสัญญาณเตือนออกมาโดยหยุดไม่ได้
“อาจารย์จะเอ็นดูเรามั้ย คนไข้จะเยอะหรือเปล่า งานจะหนักเกินไปหรือไม่ เราจะวางตัวอย่างไรดี ฯลฯ”
และเมื่อการเดินทางเริ่มต้น, ความไม่คุ้ยเคยกับที่ใหม่ -ที่เสมือนไม่ใช่ที่ของเรา มองไปทางไหนก็มีแต่ผู้คนแปลกหน้าแปลกตา ไม่มีใครที่เราจะสามารถพูดคุยอย่างสนิทใจได้เลยแม้แต่คนเดียว- ได้ส่งผลต่อตัวเราอย่างมาก ถึงขนาดทำให้ใครบางคนเลือกที่จะทิ้ง “ตัวตน” ของตัวเองไป เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นกับชิฮิโระใน Spirited Away
มนต์สะกดของแม่มดได้เปลี่ยนชื่อของเธอใหม่เป็น “เซ็น” (Sen) และเพียงชั่วข้ามคืนที่มายังโลกเวทย์มนต์แห่งนี้ สาวน้อยก็แทบจะลืมเลือนเรื่องราวในอดีต และไม่สามารถจดจำเหตุการณ์ทั้งหมดตลอดจนคำสาปของพ่อแม่เธอไปเสียแล้ว
“ชื่อ” ใน Spirited Away จึงไม่ได้เป็นเพียงวิธีการเรียกขานคนอื่นเท่านั้น แต่ยังบ่งบอกถึงตัวตนของคน ๆ นั้นอีกด้วย
การเปลี่ยนชื่อของใครก็ตามจึงหมายความถึงการที่บุคคลหนึ่งได้เปลี่ยนอัตลักษณ์ จุดยืนและความนึกคิดไปจากเดิมนั่นเอง
Miyazaki “A person with no history, a people who have forgotten their past, will vanish like snow, or be turned into chickens to keep laying eggs until they are eaten.”
จะว่าไปแล้วการเดินทางไปในโลกอันน่าพิศวงของชิฮิโระ ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากการที่เด็กตัวน้อย ๆ คนหนึ่งค่อย ๆ เติบโตขึ้นมาทั้งทางด้านร่างกาย ความคิด และจิตใจตามกาลเวลา จนได้ก้าวเข้ามาสู่โลกของผู้ใหญ่ในที่สุด
ชิฮิโระคือตัวแทนของเด็กยุคใหม่ ภายใต้สังคมบริโภคนิยมที่ขับเคลื่อนด้วยเงินตรา และถูกเลี้ยงดูโดยพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยการปกป้อง ตลอดจนปิดกั้นพวกเขาจากอันตรายทั้งปวง ด้วยความหวังที่จะให้ลูกน้อยเติบโตเป็นผู้ใหญ่โดยการไม่เจอกับสิ่งเลวร้าย หากแต่การกระทำเช่นนั้นได้ทำให้เด็กในวัยนี้ขาดการเรียนรู้ รวมทั้งขลาดกลัวต่อการก้าวไปเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า
ไม่ต่างอะไรกับสำนวนไทยที่ว่า “ไข่ในหิน” ไข่อันบางเปราะที่ถูกล้อมรอบด้วยหินแข็ง เมื่อถึงวันที่หินเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ไข่ใบนั้นก็ยังเป็นไข่ใบเดิมที่ไม่รู้เท่าทันโลก
หลายคนถูกความจริงของโลกเปลี่ยนแปลงตัวเอง จนลืมความใฝ่ฝันในอดีต ก้มหน้าก้มตาใช้ชีวิตในสถานที่นั้นโดยไม่หลงเหลือความเป็นตัวเองเลยแม้แต่น้อย
สุดท้ายก็กลายเป็นเพียงก้อนกรวดที่พัดปลิวไปตามสายลมอย่างไร้จุดหมาย ไม่ก็แตกสลายโดยไม่ได้เติบโตเป็นชีวิตอย่างที่ควรจะเป็น
ขณะที่ความพยายามของสาวน้อยที่ต้องการอยู่ในโรงอาบน้ำโดยไม่ลืมเลือนชื่อเดิมของตน อีกทั้งไม่รังเกียจชื่อใหม่ที่เพื่อนแปลกหน้าเรียกขาน คงไม่ต่างจากผู้ใหญ่ที่ยังรักษาความเป็นตัวของตัวเอง จริงใจกับทุกคนที่ได้พบเจอ ขณะเดียวกันก็โอนอ่อนไปตามวัฒนธรรมใหม่ ๆ นำเข้ามาปรับใช้กับอุปนิสัยของตัวเองได้อย่างไม่ขัดแย้ง จนผู้คนให้การยอมรับ สามารถมุ่งไปข้างหน้าโดยไม่หวาดกลัว และประสบความสำเร็จตามใจหวัง
เธอไม่ได้เปลี่ยนตัวเอง หากแต่ค่อย ๆ ดึงเอาพลังแฝงอยู่ในตัวออกมา (ซึ่งมีอยู่ในเด็กทุกคน) ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับความเป็นไปของสิ่งรอบข้างได้อย่างลงตัว จนกลายมาเป็นพลังในการดำรงชีวิต
ในที่สุดเธอจึงสามารถอยู่บนโลกด้วยความจริง และกล้าพอที่จะตัดสินใจทำสิ่งต่าง ๆ ตามความคิดตัวเอง
เมื่อนั้นท้องฟ้าที่เคยมืดทึบจึงกลับดูสดใส สถานที่กลับดูคุ้นตา เต็มไปด้วยผู้คนที่คุ้นเคยอยู่เคียงข้างมากมาย
และเราจะไม่มีวันหวาดกลัวการเดินทางแห่งชีวิตอีกต่อไป
Miyazaki “If we let children have more of their own time and have their own way, they'll become more lively in a year or so.”
หากจะดูเอาอารมณ์สนุก การได้รับรางวัลรวมถึงคำชมจากนักวิจารณ์มากมาย ก่อนที่จะไปผงาดครองตำแหน่ง “ภาพยนตร์อนิเมชันยอดเยี่ยม” (Best Animated Feature Film) ในออสการ์ครั้งที่ 75 เมื่อ 23 มีนาคม ค.ศ.2003 ของ Spirited Away-ผลงานกำกับของอาจารย์ฮายาโอะ มิยาซากิ ออกฉายครั้งแรกที่ญี่ปุ่นวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ.2001-ก็แทบจะเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่บ่งบอกถึงความสนุกสนานและความยอดเยี่ยมของภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
ภาพทุกภาพล้วนเป็นฝีมือการใช้พู่กันสีน้ำของอาจารย์ฮายาโอะ ฉากรถไฟแล่นสู่สถานีปลายทางอันยาวไกล เหล่าปุยเมฆขาวที่กลายเป็นสีทองเมื่อรวมกับแสงอาทิตย์ยามเย็นตัดกับท้องฟ้าสีครามช่างสวยงามไร้ที่ติ นอกจากนี้ได้มีการใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกทำให้แสงและเงาดูสมจริงมากขึ้น เพลงประกอบที่คลอไปตลอด 2 ชั่วโมงก็ไพเราะมาก
หรือถ้าจะดูเอาสาระ, Spirited Away ก็แฝงข้อคิดให้ผู้ชมอย่างเต็มเปี่ยม โลกที่ชิฮิโระหลุดเข้าไปเป็นกระจกสะท้อนอย่างดีถึงความจริงที่ว่าคนทุกคนบนโลกล้วนทำตามความเชื่อของตัวเอง ไม่มีใครเลวทั้งหมดหรือดีทั้งหมด, การทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินโดยไม่สนใจผลลัพธ์ของเหล่าผู้ดูแลโรงอาบน้ำแสดงถึงระบอบทุนนิยมที่กลืนกินทุกอย่างจนก่อให้เกิดปัญหานานัปการเฉกเช่นในปัจจุบัน, ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการทิ้งขยะลงแม่น้ำส่งผลให้เทพแห่งแม่น้ำเปรอะเปื้อนไปด้วยสิ่งโสโครก, การเอารัดเอาเปรียบในสังคมที่มีแต่นำพาซึ่งความเสื่อมถอย, รวมถึงปัญหาเยาวชนที่เกิดจากผู้ใหญ่ที่ผิดรูป ที่แทรกใส่มาอย่างละเล็กอย่างละน้อยตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งนอกจากจะไม่ติดขัดแล้วยังทำได้อย่างมีศิลปะและเต็มไปด้วยจินตนาการอีกด้วย
Spirited Away จึงไม่ใช่เพียงการ์ตูนดีที่คออนิเมไม่ควรพลาด หากเป็นหนังสือบอกเล่าเรื่องราวชีวิตเล่มโตที่แฝงอะไรไว้อย่างมากมาย และควรค่าแก่การให้บุคคลทุกเพศทุกวัยได้รับชม
ดูแล้วรู้สึกมีพลังขึ้นจมเลยล่ะครับ







#1 By chubby on 2009-06-20 09:36