ย้อนกลับไปเมื่อ 10-20 ปีก่อน หากพวกเราไม่เด็กเกินไปจนดูโทรทัศน์ไม่รู้เรื่อง หรือโตเป็นผู้ใหญ่ที่เกลียดการดูการ์ตูนไปแล้ว, ใครคนนั้นคงเคยได้มีโอกาสรับชมผลงานการ์ตูนจากค่ายหนังวอล์ทดิสนีย์อยู่บ้าง และคงจะอดไม่ได้ที่จะปล่อยอารมณ์ไปตามเรื่องราวการผจญภัยต่าง ๆ อันสนุกสนาน และถ่ายทอดออกมาได้อย่างดี จนต้องเก็บสิ่งเหล่านั้นไว้เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่แสนประทับใจ

ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวถือได้ว่าเป็นยุคที่การ์ตูนสองมิติของดิสนีย์กำลังโด่งดังได้รับความนิยมไปทั่วด้วยเนื้อเรื่องที่สนุกแฝงข้อคิด และรับชมได้ง่ายเข้าถึงผู้คนทุกวัย ขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยภาพสวย ๆ ที่วาดด้วยความประณิต มีเพลงประกอบที่มีเนื้อหางดงามและดนตรีไพเราะเข้ากับยุคสมัย

เรียกได้ว่าผลงานของดิสนีย์ในตอนนั้นอันได้แก่เรื่อง เงือกน้อย “The Little Mermaid”, “The Rescuers Down Under”, โฉมงามกับอสูร “Beauty and the Beast”, อะลาดินกับตะเกียงวิเศษ “Aladdin”, สิงโตเจ้าป่า “The Lion King”, โพคาฮอนธัส “Pocahontas”, คนค่อมแห่งนอตเตอร์ดาม “The Hunchback of Notre Dame”, เฮอร์คิวลิส  “Hercules”, มู่หลาน “Mulan” และ ทาร์ซาน “Tarzan” ฯลฯ มีการผสานกันระว่างเอกลักษณ์ดั้งเดิมกับวิทยาการการสร้างการ์ตูนสมัยใหม่เอาไว้ได้อย่างลงตัว

จนมีการขนานนามช่วงเวลา 10 ปีแห่งความสำเร็จของดิสนีย์ในปี ค.ศ. 1989-1999 ขณะนั้นว่า “Disney Renaissance

 

Before the Renaissance

วอล์ท ดิสนีย์ (Walter Elias Disney) เกิดเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 1901 เติบโตขึ้นมาในยุคสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เคยรับใช้ชาติในฐานะพลขับรถพยาบาล จนกระทั่งในปีค.ศ.1920 เขาได้มีโอกาสทำงานเกี่ยวกับการ์ตูนที่ “Kansas City Film Ad Company” บริษัททำภาพยนตร์โฆษณาเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในเมืองแคนซัสซิตี้ และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของความคิดที่จะเป็นนักสร้างการ์ตูนของคนผู้นี้

เขาค่อย ๆ เริ่มต้นทดลองทำภาพยนตร์การ์ตูนด้วยตัวเองที่บ้านจากกล้องวิดีโอที่หยิบยืมมาจากที่ทำงานและเริ่มดำเนินธุรกิจสตูดิโอการ์ตูนร่วมกับนายเอ๊บ ไอร์เวิร์ค (Ubbe Iwerk) -นักเขียนการ์ตูน- สร้างภาพยนตร์การ์ตูนชุด “Laugh-O-Grams” กับอีกชุดเป็นเทพนิยายยาว 7 นาที เรื่อง “Alice in Cartoonland” ทั้งสองเรื่องได้รับความนิยมในท้องถิ่นแคนซัสซิตี้เป็นอย่างดี แต่ก่อนที่จะไปได้ไกลกว่านี้, ดิสนีย์ก็ถูกผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ในนิวยอร์กฉ้อโกงไปเสียก่อน 

ทั้งคู่จึงเดินทางสู่ลอส แองเจอลิส เริ่มธุรกิจใหม่อีกครั้งโดยมีรอย ดิสนีย์ -พี่ชายแท้ ๆ ของวอลท์- นั่งเก้าอี้ผู้จัดการ โครงการหนังการ์ตูน Alice in Cartoonland ถูกสานต่อ พร้อมการแจ้งเกิดของตัวการ์ตูนตัวใหม่กระต่ายออสวอลด์ Oswald the Lucky Rabbit” ที่ทำรายได้ถึงตอนละ 1,500 เหรียญสหรัฐ (ซึ่งยามนั้นนับว่ามหาศาล) จนดิสนีย์มีเงินทุนมากพอสำหรับการจ้างพนักงานเพิ่มและนำพาบริษัทเข้าสู่ฮอลลีวู้ดในที่สุด

วันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ.1923 เป็นวันก่อตั้งบริษัทที่เปลี่ยนชื่อเดิมจาก “ดิสนีย์ บราเธอร์ส การ์ตูนสตูดิโอ” เป็น “วอลต์ ดิสนีย์สตูดิโอ

แต่แล้วในปี 1927 วอลท์ ดิสนีย์ ถูกบริษัทจัดจำหน่ายคิดไม่ซื่ออีกครั้งด้วยการทำสัญญาว่าจ้างนักเขียนการ์ตูนของวอลท์ ดิสนีย์ให้มาสร้างการ์ตูนออสวอลด์ขึ้นมาเองโดยไม่ผ่านดิสนีย์

ดิสนีย์พยายามต่อสู้ทวงสิทธิ์ของตนอย่างหนัก แต่สุดท้ายก็ต้องสูญเสียการ์ตูนตัวเด่นอย่างเจ้ากระต่ายออสวอลด์ไป (ดิสนีย์เพิ่งได้ลิขสิทธิ์เจ้ากระต่ายออสวอลด์คืนในปีค.ศ.2006) 

อย่างไรก็ตาม, วอล์ท ดิสนีย์และไอร์เวิร์คก็ได้ร่วมกันสร้างตัวละครใหม่ที่ชื่อว่ามิคกี้เมาส์ขึ้นมาจนสำเร็จในปีค.ศ.1928 โดยเจ้าหนูที่มีอุปนิสัยตามความคิดของดิสนีย์ภายใต้รูปลักษณ์ภายยนอกที่ออกแบบโดยไอร์เวิร์คก็ได้คะแนนนิยมเป็นที่รักของผู้ชมทั่วโลก, นำรางวัล Acedemy award แรกมาสู่ตัวเขาและถือเป็นก้าวแรกของรางวัลมากมายของดิสนีย์และบริษัทแห่งนี้อย่างแท้จริง

หลังจากนั้นความสำเร็จของดิสนีย์ก็หลั่งใหลมาโดยไม่หยุด ไล่ตั้งแต่ ซิลลี ชิมโฟนี (1929) การ์ตูนสีตลอดเรื่องเรื่องแรกของโลก ได้รับรางวัลชนะเลิศจากงานประกวดการ์ตูนหลายเวที รวมไปถึงโดนัลด์ดั๊ก (1934) เจ้าเป็ดตัวกวนที่ยังคงอมตะมาจนถึงทุกวันนี้

ต่อมาความคิดอยากทำการ์ตูนเรื่องยาวของดิสนีย์ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในปีค.ศ.1937 ด้วยการมาของการ์ตูนสุดคลาสสิคที่ใช้เวลาสร้างยาวนานถึง 3 ปี อย่าง  “Snow White and the Seven Dwarf” ตามมาด้วยการตะลุยสร้างสรรค์ผลงานที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงมากมายเช่น “Pinocchio” (1940) บอกเล่าการผจญภัยแสนตื่นเต้นของตุ๊กตาไม้และแอบแฝงข้อคิดอย่างแยบคาย, “Dumbo” (1941) ช้างหูยาวบินได้ , “Cinderella” (1950) การ์ตูนที่มอบความหวังให้สาวใช้ทุกคน ตลอดจน “Sleeping Beauty” (1959) เจ้าหญิงนิทราที่รอคอยจูบจากเจ้าชาย  ขณะเดียวกันก็ยังคงมีการ์ตูนซีรีส์ดั้งเดิมอย่าง Mickey Mouse, Donald Duck, Goofy ออกมาสู่หน้าจออยู่เรื่อย ๆ

ด้วยความสำเร็จอย่างสูงของบริษัทในยุคนั้น, ดิสนีย์จึงเริ่มขยายธุรกิจออกไปสู่ live-action features, ซีรีส์ทางโทรทัศน์ รวมทั้งการสร้างสวนสนุกขนาดใหญ่ (สวนสนุกดิสนีย์แลนด์แห่งแรกของโลกเปิดเมื่อวันที่ 17 กรกฏาคม ค.ศ.1955

ในช่วงเวลาดังกล่าวดูเหมือนว่าไม่มีอะไรมาฉุดรั้งวอล์ท ดิสนีย์และสตูดิโอของเขาให้หยุดก้าวไปข้างหน้าได้เลยแม้แต่น้อยจนกระทั่งการจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับของวอล์ท ดิสนีย์ด้วยโรคมะเร็งปอดในวันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ.1966 มีรอย ดิสนีย์ เป็นผู้สืบต่อก่อนจะจากไปในปี 1971

บริษัทแห่งนี้จึงต้องประสบกับภาวะไม่มั่นคงและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

จนกระทั่งในปีค.ศ.1973, Eric Larson หนึ่งในผู้สร้างการ์ตูนรุ่นเก๋าของดิสนีย์สตูดิโอได้เกิดไอเดียแหวกแนว คิดวางแผนระยะยาวให้บริษัทด้วยการคัดเลือกนักทำอมิเมชันรุ่นใหม่ ๆ เข้ามา มอบความหวังให้คนหนุ่มเหล่านี้เป็นคลื่นลูกหลังที่จะช่วยพลิกฟื้นสถานะของบริษัทให้กลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้งหนึ่ง

และแล้ว, ภายหลังการบ่มเพาะฝีมือและสั่งส่มประสบการณ์อันยาวนาน ผลของมันก็คือขบวนพาเหรดการ์ตูนสองมิติที่เรียกได้ว่า...

ประสบความสำเร็จสูงสุดตลอดกาลในวงการอนิเมชันของโลกเลยทีเดียว

The Renaissance era

ประกอบไปด้วยหนังการ์ตูนทั้งหมด 10 เรื่องที่ถูกสร้างขึ้นภายในช่วงเวลา 10 ปี 

1. The Little Mermaid (17/11/1989) 

  • Rotten Tomatoes Review: 88%
  • Worldwide Box Office: $222,300,000

2. The Rescuers Down Under (16/11/1990)

  • Rotten Tomatoes Review: 77%
  • Worldwide Box Office: $47,431,461
 

3. Beauty and the Beast (13/11/1991) 

  • Rotten Tomatoes Review: 93%
  • Worldwide Box Office: $377,350,553

4. Aladdin (25/11/1992) 

  • Rotten Tomatoes Review: 91%
  • Worldwide Box Office: $504,050,219

5. The Lion King (15/06/1994) 

  • Rotten Tomatoes Review: 92%
  • Worldwide Box Office: $783,841,776

6. Pocahontas (23/06/1995)

  • Rotten Tomatoes Review: 56%
  • Worldwide Box Office: $346,079,773

7. The Hunchback of Notre Dame (21/06/1996) 

  • Rotten Tomatoes Review: 73%
  • Worldwide Box Office: $325,338,851

8. Hercules (27/06/1997)

  • Rotten Tomatoes Review: 89%
  • Worldwide Box Office: $252,712,101

9. Mulan (19/06/1998)

  • Rotten Tomatoes Review: 87%
  • Worldwide Box Office: $304,320,254

10. Tarzan (18/06/1999) 

  • Rotten Tomatoes Review: 87%
  • Worldwide Box Office: $448,191,819

Post-Renaissance era 

ทุกสิ่งบนโลกมีขึ้นสู่จุดสูงสุดก็ย่อมมีโอกาสตกต่ำ ไม่พ้นแม้แต่สตูดิโอแห่งนี้

การมาของคอมพิวเตอร์กราฟฟิคทำให้ต้นทุนการผลิตการ์ตูน 3D สิ้นเปลืองทรัพยากรน้อยลงแต่มีลูกเล่นใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น, เศรษฐกิจที่ตกต่ำและวิถีชีวิตคนที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ความนิยมการ์ตูนสำหรับเด็กค่อย ๆ เสื่อมถอย รวมไปถึงปัจจัยภายในของดิสนีย์ที่ต้องการสร้างแนวทางใหม่ให้การ์ตูนตัวเองจากเดิมที่ไม่ค่อยเน้นย้ำความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว และขาดการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา เปลี่ยนเป็นมีการกล่าวถึงเรื่องราวเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น

ปี 1995 ดิสนีย์ได้ร่วมมือกับพิกซาร์ (Pixar) สร้าง Toy Story การ์ตูน 3 มิติเรื่องแรกของโลกที่เกิดขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์ทั้งหมด จัดเป็นหนึ่งในการ์ตูนที่ได้รับความนิยมอย่างมาก (จนต้องมีภาค 2 และ 3 ตามมา) และเป็นต้นแบบของอนิเมชัน CGI ในเวลาต่อ ๆ มา

ด้วยเหตุนี้ในปีค.ศ.2000 ยุคทอง (ครั้งที่สอง) ของดิสนีย์จึงได้เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดไปโดยปริยาย โดยหลังจากนี้ดิสนีย์ก็ยังคงมีผลงานการ์ตูนที่ทั้งประสบความสำเร็จเล็กน้อยบ้าง (Dinosaur, Atlantis: The Lost Empire, Lilo & Stitch, Brother Bear) และขาดทุนบ้าง (Treasure Planet, Home on the Range) สลับกันไปอยู่ออกมาเรื่อย ๆ ก่อนที่จะหันไปจับงาน 3D อย่างจริง ๆ จัง ๆ ด้วยการดึงเอาบริษัทสร้างหนังที่มีอนาคตไกลอย่างพิกซาร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความยิ่งใหญ่ของตน

[Timeline of The Walt Disney Studio]

บทส่งท้าย 

ทุกวันนี้แม้โปรเจคต์ที่คลาสสิคและชวนให้โหยหาวัยเยาว์อย่างการ์ตูนสองมิติจะดูล้าสมัยเกินไปจนถูกดิสนีย์พับเก็บใส่ลิ้นชักอย่างเงียบ ๆ เอาไว้เป็นความภาคภูมิใจในอดีตของบริษัทเท่านั้น

แต่ความยิ่งใหญ่ของดิสนีย์ก็ไม่ได้ดูด้อยค่าลงไปเลย

กลุ่มคนที่นั่นยังคงทำงานไปตามแนวทางที่วอล์ท ดิสนีย์วางในตอนแรก ด้วยจุดประสงค์ที่ว่านอกจากคนเหล่านั้นจะได้ทำในสิ่งที่ตนเองรักแล้ว...ผู้คนที่ได้สัมผัสผลงานของสตูดิโอแห่งนี้จะต้องอมยิ้มอย่างมีความสุข หัวใจพองโตและเต็มไปด้วยกำลังใจในการดำรงชีวิตต่อ

ตัวละครทุกตัวที่ออกมาโลดแล่น บทเพลงทุกท่วงทำนองที่ได้บรรเลง และทุกเรื่องราวที่ได้ถ่ายทอดออกมาผ่านภาพยนตร์การ์ตูนต่าง ๆ ของดิสนีย์ล้วนมีบทบาท เต็มไปด้วยความหมาย แทรกซึมอยู่ในความทรงจำส่วนลึก และเติบโตไปพร้อม ๆ กับพวกเราทุกคนตั้งแต่เล็กจนโต

แด่ดิสนีย์ สถานบันการ์ตูนที่ยิ่งใหญ่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

แด่ทุก ๆ ความฝันและเสียงหัวเราะที่ผมเคยได้รับ

ผมรักและชอบดูการ์ตูนของที่นี่เสมอ

และยังคงเชื่ออยู่เต็มหัวใจว่าหากดิสนีย์ยังทำการ์ตูนต่อไปเรื่อย ๆ

จะต้องมี Disney Renaissance ครั้งถัด ๆ ไปเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ชอบทุกเรื่องเลย แต่ตอนนี้ชอบ UP อ่ะ question

#1 By Paa orKant on 2009-06-15 17:10

ดิสนีย์ใหม่ๆอย่างพิกซาร์เนื้อหามันก็สนุกดีนะ
แต่มันขาดเสน่ห์ มนต์ขลัง แบบ การ์ตูนสองมิติไป
หรืออาจะเพราะเราโตมากับการ์ตูนเจ้าหญิงทั้งหลายก็ไม่รู้
ยังไงๆ ก็ชอบดิสนีย์แบบเก่าๆ มากกว่าอยู่ดี

#2 By chenlee on 2009-06-15 17:22

เห็นด้วยกับพี่ chanlee อย่างแรงค่ะbig smile

หนูโตมากับดิสนีย์จริงๆ ไม่มีการ์ตูนเรื่องไหนที่ติดตราตรึงใจเท่า ไลออนคิง มู่หลาน โพคาฮอนทัส อีกแล้ว

ดูทีไร นึกถึงวัยเด็กทุกที(เหมือนจะแก่เลยนะเรา)sad smile

อย่างไรก็ตาม คารวะในอุดมการณ์ของ"ดิสนีย์"ทุกๆรุ่นมากๆค่ะconfused smile

#3 By olive on 2009-06-15 19:48

ไม่ว่าเมื่อไหร่ ดิสนีย์ก็มีมนต์ขลังสำหรับผมเสมอ ^^

#4 By [Joey]I'm the tutor home Reborn on 2009-06-15 21:53

ความงดงามของการ์ตูนวอลท์ ดิสนีย์ ไม่ใช่เพียงภาพวาดที่สวยงามเท่านั้น หากยังแฝงด้วยเนื้อหาที่ลึกซึ้งกินใจ แม้แต่เรื่องที่ดูเข้าใจง่ายก็ยังแฝงคุณค่าทางจิตใจเอาไว้อย่างแยบยล จนอาจกล่าวได้ว่าวัยรุ่นตอนปลายและผู้ใหญ่ตอนต้นในสังคมอเมริกัน, หรืออาจหมายถึงสังคมเกือบค่อนโลก, เติบโตมาพร้อมๆ กับคุณค่าวัฒนธรรมที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวซึ่งวอลท์ ดิสนีย์บรรจงสร้างสรรค์เอาไว้ - และยังเป็นเสน่ห์เย้ายวนใจเสมอมา

แด่ความฝันและรอยยิ้มของเด็กอเมริกัน รวมถึงเด็กเกือบค่อนโลกครับ

#5 By รัตนาดิศร on 2009-06-15 21:55

รัก ดิสนีย์เสมอ Hot!

#6 By a u d y on 2009-06-15 22:29

ชอบการ์ตูนของดีสนีด้วยค่ะ โดยเฉพาะเรื่องที่กล่าวถึงสิบเรื่องข้างต้นนั้น
ส่วนเรื่องใหม่ที่ประทับใจที่สุด เห็นจะเป็นการ์ตูนกึ่งคนแสดงที่ชื่อว่า Enchanted ค่ะ และก็ชอบเพลง So close ในเรื่องนี้ด้วยค่ะ

#7 By newyork on 2009-06-15 22:31

Hot! Hot! Hot!

พูดได้ว่าแอบดูพีน็อคคีโอตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ผ่านรูสะดือออกมาเลยทีเดียว
เพราะแม่เราชอบดูการ์ตูน :]

โตมาพร้อมกับclassical 2D animation จริงๆนะคะ

#8 By กิ้งก่าปอม on 2009-06-15 22:35

ยุคบุกเบิก มุ่งมั่นด้วยพลัง+ใจ
ผมว่าดิสนีย์ ยุคหลังๆ ยึดติดกับสูตรที่เคยสำเร็จมากไปหน่อย
พิกซาร์กล้าเล่นกับบทที่ท้าทายมากกว่าconfused smile

#9 By wesong on 2009-06-15 23:35

Hot! Hot! Hot!
ชอบเอนทรี่นี้มากค่ะ รู้สึกย้อนรอยดี รอวันที่ดิสนีย์คลาสสิคกลับมารุ่งอีกทีค่ะ ตอนนี้ฝากใจไว้ที่ปริ้นเซส ฟรอก ว่าจะออกมาดีมั้ย

#10 By gallantfoal on 2009-06-15 23:48

เรื่อง Rescuers down under นี่ไม่เคยดูเลยแฮะ

เสน่ห์ของดิสนีย์ในสายตาคนทั่วไป ค่อยๆจางหายไปพร้อมๆกับยุคสมัยสามมิติที่เข้ามาแทนที่...จริงๆแล้วเนี่ย ถ้าพูดถึงอนิเมชัน 2D แล้ว ทางตะวันออกอย่างเราๆ ก็ยังคงนิยมกันมากอยู่ (ลองดูตลาดของญี่ปุ่น ที่เป็นหัวหอกด้านอนิเมชันของโลก ก็ยังเลือกที่จะไปต่อ กับหนัง 2D)

แต่ก็อย่างว่า ถ้าพูดถึงภาพรวมในตลาดโลก และจริตในการดูหนังของคนส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบันแล้ว...หนังสามมิติ ก็ต้องดูทันสมัย ไม่เชย และหวือหวามากกว่า

แต่ตัวเราเอง ชอบหนังสองมิติมากกว่าเยอะ เพราะมันมีความละเอียดอ่อน และให้อารมณ์ที่ซอฟท์ ในแบบที่หนัง 3D ไม่มีทางให้ได้...ในมุมมองของเรา จึงคิดว่า ดิสนีย์ยุคคลาสสิคนี่ล่ะ ที่เข้าถึงง่าย และถ่ายทอดบรรยากาศได้อย่างดี
(จนถึงยุคขาลง อย่าง Atlantis นี่ เราก็ยังชอบมากๆเลย ทั้งภาพ และเนื้อเรื่อง)

แต่ถึงจะเสียดาย ก็ยังคิดอยู่นะ ว่าหนัง 3D ทั้งหลายแหล่ของ Pixar และดิสนีย์เอง (ตั้งแต่ Toy story Bug life Nemo Wall-E และอื่นๆเอง ก็ยังคงมีเสน่ห์ในด้านเนื้อเรื่อง เพลงประกอบ และข้อคิดไม่ด้อยลงไปเลย...จะไม่ปลื้ม ก็แค่อารมณ์ทื่อๆของสามมิติอย่างที่ว่าไป...

เอาเป็นว่า ถึงกระแสจะซา ถึงความนิยมจะลดหย่อนไปตามยุคสมัย แต่ก็ยังเชื่อมั่นในคุณภาพและความตั้งใจของดิสนีย์ (และ Pixar) อยู่ และจะตามดูต่อๆไปแน่นอน big smile

Hot!

#11 By Zieghart on 2009-06-16 22:33

มีใครสังเกตไหมว่าเพลงที่เอามาลงส่วนใหญ่ (ถ้าเลือกได้) จะเป็นเพลงภาษาไทย

สมัยก่อนรู้สึกว่ามันเสี่ยวแล้วไม่เท่เอาซะเลยที่จะต้องดูอนิเมภากษ์ไทย แต่ตอนนี้กลับอยากฟังเวอร์ชันไทยมาก ๆ

คิดถึง

#14 By Highwind on 2009-06-18 16:15

เชื่อไหมว่า ดู Beauty and the beast แล้วน้ำตาซึม

และฟังซาวด์แทร็กจนจำได้ ที่เริ่มต้นว่า "Once upon the time..."

เจริญธรรม ฯ

Hot!

#15 By Dhammasarokikku on 2009-06-18 21:42

คิดถึงเมอร์เมด กับเจ้าหญิง...

#16 By ~*LuCReZiA*~ on 2009-06-19 21:14

Hot! Hot!

โดนใจค่ะ

เดี๋ยวนี้ การ์ตูนใหม่ๆ มันไม่แตะใจcry

#17 By Variety-Phet on 2009-06-20 03:32

วันก่อนเพิ่งมีโอกาสได้ดู"ซิลลี่ซิมโฟนี่"ค่ะ

ที่จริงแล้วค่อนข้างจะชอบอนิเมชั่นสมัยก่อนแบบนี้มากค่ะ เพราะส่วนมากมันจะไม่มีบทพูดอะไรเลย มีแต่ภาพกับเสียงเพลงที่ช่วยสร้างอารมณ์ ซึ่งตรงนี้ต้องยอมรับว่าดิสนีย์สมัยก่อนทำได้ดีมาก (อีกอันที่แน่มากคงเป็นพิงค์แพนเธอร์ ธีมเดียวใช้มันทั้งเรื่อง) ข้าพเจ้าคิดว่าดิสนีย์นี่แหละค่ะที่ทำให้คนดูคุ้นหูกับเพลงคลาสสิคหลายๆเพลง ถึงคนฟังจะไม่รู้ว่ามันคือเพลงอะไรก็เถอะsad smile

#18 By ohohoh on 2009-06-20 09:06

Favourites