เรียนแพทย์มาเกือบจะครบ 6 ปี, ผมต้องเรียนรู้โครงสร้างตลอดจนการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ของคนเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการรักษาคนไข้ให้เป็นไปด้วยความราบรื่น

ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่มีอวัยวะใดที่ทำให้ผมรู้สึกตื่นตาตื่นใจทุกครั้งที่ได้มีโอกาสเปิดรับความรู้ใหม่ ๆ ของมันได้เท่ากับก้อนเนื้อมัน ๆ “ที่มีน้ำหนักเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว หากแต่ต้องการเลือดถึง 15 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณเลือดที่หัวใจบีบตัวออกมาในแต่ละครั้ง, ซึมซับออกซิเจนเป็นจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ที่ปอดนำมาจากอากาศภายนอก และใช้น้ำตาลกลูโคสเป็นพลังงานถึงหนึ่งในสี่ของร่างกายทั้งหมด (ใครเป็นคนคิดมากจึงไม่ค่อยอ้วนยังไงล่ะครับ…แต่อาจหน้าเหี่ยวแทน)” ซึ่งเป็นศูนย์กลางความเป็นมนุษย์ที่เรียกว่า “สมอง” (Brain) เลยแม้แต่น้อย

เท่าที่ผมทราบ, สมองมีหน้าที่ต่าง ๆ มากมาย ไล่ตั้งแต่ควบคุมการทำงานของอวัยวะพื้นฐานต่าง ๆ เช่น ระบบการหายใจ การเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต การขับถ่ายให้เป็นปกติ, ทำให้พวกเราเคลื่อนไหวด้วยความคล่องแคล่วไม่เคอะเขิน,

ตลอดจนสามารถรับรู้และตอบสนองต่อสิ่งรอบข้างออกมาเป็นพฤติกรรม

นอกจากนี้สมองยังสร้างสิ่งที่ทำให้คนเป็นมนุษย์ ซึ่งก็คือการเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวอย่าง น่าทึ่ง (และน่ากลัวในบางครั้ง) มีการรับรู้และตีค่าความเป็นไปของสิ่งต่าง ๆ เป็นอารมณ์และความรู้สึก

มนุษย์จึงแตกต่างจากสิ่งอื่น ๆ ตรงที่รู้จักการใช้เหตุผลในการตัดสินใจ มีจินตนาการ และมิได้หวังพึ่งเพียงสัญชาตญาณในการมีชีวิตอยู่

ที่สำคัญ, อวัยวะที่มีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าลูกบาสเก็ตบอลเช่นนี้ ยังคอยเก็บบันทึกข้อมูลที่ผ่านเข้ามาสู่ภายในได้มากมายและเต็มไปด้วยความมี ระเบียบชนิดที่ไม่มีซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ใด ๆ ในยุคปัจจุบันจะเทียบเท่าได้ อีกทั้งยังสามารถคัดเลือกเรียงลำดับความสำคัญ สร้างเป็นความทรงจำถาวรที่ง่ายต่อการหยิบมาใช้ได้อย่างรวดเร็วในเวลาเพียง ชั่ววินาที

อย่างไรก็ตาม, บางครั้งสมองก็เหิมเกริมในอำนาจของตนเองจนเผลอทำตัวยิ่งใหญ่เกินกว่าเจ้าของ ของมัน โดยการจัดเก็บเอาความทรงจำบางอย่างที่มันเชื่อว่าเป็นสิ่งเลวร้ายไม่น่าจดจำ ไปไว้ในส่วนลึกสุดของห้องสมุดสมองที่ยากต่อการค้นเจอ

และค่อย ๆ ปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นถูกลบเลือนไปเรื่อย ๆ ตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไป

พื้นที่กว่ากึ่งหนึ่งในคอมพิวเตอร์ของผมแน่นเอี๊ยดไปด้วยไฟล์รูปภาพหลายร้อยหลายพันภาพที่ผมเคยถ่ายไว้

ผมชื่นชอบการถ่ายรูปมากพอ ๆ กับการได้นั่งชมความสวยงามของพวกมัน

วันไหนที่ไม่มีงานมาเร่งเร้ากวนใจให้วุ่นวาย หรือต้องประสบกับช่วงเวลาเหงา ๆ, ผมมักจะเปิดโฟลเดอร์ซึ่งบรรจุรูปภาพทั้งเก่าและใหม่มานั่งดูอยู่เสมอ ๆ

ไฟล์ภาพขนาด 2-3 เมกกะไบต์เหล่านั้นทำหน้าที่ของมันได้อย่างดี พวกมันค่อย ๆ เล่าเรื่องราวต่าง ๆ อย่างละเอียดลออและเต็มไปด้วยความรู้สึก, ช้า ๆ ไม่รีบร้อน, ไร้ซึ่งเสียงใด ๆ หากแต่มีถ้อยคำมากมายพรั่งพรูออกมา ผูกโยงเหตุการณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้วนเวียนอยู่ในห้วงความคิดได้โดยไม่รู้จบ บ้างชวนให้อมยิ้ม บ้างชวนให้เศร้าสร้อย บ้างชวนให้น้ำตาคลอ

สำหรับผมแล้ว, ภาพเหล่านั้นเสมือนเครื่องย้อนเวลาพาผมกลับไปสู่อดีต ทำให้เราได้มีโอกาสทบทวนการเดินทางทั้งหลายก่อนที่จะมาถึงปลายทาง ณ ปัจจุบัน

เชื่อว่าใครหลายคนที่มีสิ่งของบางอย่างเก็บสะสมไว้สำหรับการกลับมานั่งพูดคุยกับตนเองในอดีตคงรู้สึกไม่แตกต่างกัน

แต่สำหรับ “อีแวน ทรีบอร์น แล้ว, สมุดบันทึก -ที่เขาเริ่มเขียนมาตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ- มันมีอะไรมากกว่านั้น

อีแวน ทรีบอร์นเด็กชายวัยเจ็บขวบที่ดูภายนอกไม่แตกต่างจากเด็กทั่ว ๆ ไป เขามีปัญหา “วูบ” ไม่รู้สึกตัวและหลงลืมเหตุการณ์บางอย่างในขณะนั้นอยู่บ่อย ๆ จนต้องพึ่งพาการรักษาจากจิตแพทย์ และเมื่อการตรวจเพิ่มเติมไม่สามารถให้คำตอบถึงสาเหตุของอาการดังกล่าวได้ อย่างชัดเจน แพทย์ผู้รักษาจึงแนะนำให้เด็กน้อยทำการจดบันทึกทุกเรื่องราวในแต่ละวันลงใน สมุดบันทึกประจำตัวเพื่อที่ว่าอาจจะทำให้อาการของโรคดีขึ้นได้

อีแวนเติบโตขึ้นมาท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ไม่ สมบูรณ์แบบเท่าใดนัก เขามีพ่อที่ถูกกักขังในโรงพยาบาลบ้าเพื่อรักษาอาการทางจิตประสาท ปล่อยให้แม่ของเขาที่ไม่ค่อยมีเวลามากนักต้องเลี้ยงดูเด็กน้อยเพียงลำพัง

ห่างจากบ้านของตระกูลทรีบอร์นไม่ไกล เป็นที่อยู่ของเคย์ลีห์และทอมมี่พี่น้องสองคนผู้เป็นเพื่อนในวัยไล่เลี่ยกัน ของอีแวน เขาทั้งคู่ดูจะมีวัยเด็กที่โชคร้ายมากกว่าชีวิตอันไม่ปะติดปะต่อของหนุ่ม น้อยทรีบอร์นหลายเท่านัก เพราะเด็กที่ไม่ประสีประสาทั้งคู่ได้ถูกเลี้ยงดูโดยชายผู้เต็มไปด้วยจิตใจ สกปรกโสมม ไร้ความเป็นมนุษย์และไม่คู่ควรกับคำว่าพ่อเลยแต่นิดเดียว

นั่นเองทำให้เด็กทั่งคู่เติบโตขึ้นมาเป็นมนุษย์ที่แหว่งวิ่น และส่งผลกระทบอันใหญ่หลวงมาถึงเด็กชายทรีบอร์น

ประสบการณ์เลวร้ายต่าง ๆ เกิดขึ้น, สิ่งงดงามสนุกสนานที่คนเราในวัยเด็กควรได้รับดูห่างไกลออกไป, และเส้นทางชีวิตที่ขาด ๆ เกิน ๆ ของลูกชายทำให้คุณนายทรีบอร์นที่เฝ้ามองการเจริญเติบโตของอีแวนด้วยความเป็น ห่วงตัดสินใจพาเขาออกจากบ้านแห่งแรกที่เคยอาศัยด้วยความคุ้นชิน หลีกหนีเพื่อนในวัยเยาว์ที่เคยคบหา ไปยังสังคมใหม่ที่เหมาะสมกว่าในสายตาของเธอ

เด็กหนุ่มไม่เคยเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงของการเดินทางครั้งนี้ เพราะเขาจำเหตุการณ์ทั้งหลายได้แค่ภาพอันเลือนราง

สิ่งเดียวที่เขาจดจำได้แม่นยำก็คือ ภาพใบหน้าของเคย์ลีห์อันเศร้าหมองที่กำลังเฝ้ามองการลาจากของเขาไป

I’ll Be Back

ข้อความสุดท้ายที่อีแวนส่งต่อมาให้เคห์ลีย์ -หญิงสาวคนแรกและคนเดียวที่เขาหลงรัก-

7 ปีต่อมา, อีแวนกลายเป็นนักศึกษาอันดับต้น ๆ ในมหาวิทยาลัย มีความขยัน ใฝ่รู้ในการเรียน เป็นที่ชื่นชมของอาจารย์ผู้สอน

จากเด็กน้อยที่อ่อนโตโลกรอบข้าง บัดนี้ในวัย 20 ปีต้น ๆ เขาได้กลายเป็นชายหนุ่มเต็มตัว และอาการ “วูบ” ที่เคยรบกวนความทรงจำของเขาเมื่อสมัยก่อนก็ไม่เคยแสดงอาการอีกเลย

อดีตที่เลวร้ายผ่านไปแล้ว เขามีชีวิตที่ดีและมีอนาคตที่สดใสรออยู่ข้างหน้า

อย่างไรดี, อีแวนค้นพบสมุดที่เขาเคยใช้เขียนบันทึกเรื่องราวในวัยเด็กและหยิบมันมาอ่านอีกครั้งด้วยความบังเอิญ

ซึ่งระหว่างที่เขาค่อย ๆ ไล่สายตาไปตามตัวอักษรที่เขียนด้วยลายมือของตัวเขาเองเมื่อหลายปีก่อน อีแวนก็พบว่าการกระทำเช่นนี้ได้ดึงดูดเขาไปสู่เหตุการณ์ในวันวานตามช่วงเวลา ที่ถูกบันทึกไว้หน้ากระดาษ

ไม่ใช่แค่ภาพเก่า ๆ ไม่ใช่แค่บรรยากาศที่คุ้นหู ไม่ใช่แค่ความรู้สึกที่คุ้นเคย

หากแต่เป็นการย้อนกลับไปสู่อดีตอย่างสมบูรณ์ทั้งตัวตนและจิตวิญญาณของเขา เป็นอดีตที่จับต้องได้

สิ่งที่เกิดขึ้นได้ทำให้อีแวนนึกรื้อฟื้นถึงอดีตที่น่าหวาดหวั่น เต็มไปด้วยความผิดพลาดไม่น่าจดจำขึ้นมาอีกรอบ

อีแวนรู้สึกต้องรับผิดชอบกับชีวิตที่พังยับเยินของเพื่อน ๆ ของเขาและอดไม่ได้ที่จะลงมือกระทำอะไรบางอย่างเปลี่ยนแปลงแก้ไขอดีตที่เน่า เหม็นของคนรอบข้างให้ถูกต้อง

เขาตัดสินใจใช้สมุดบันทึกย้อนเวลากลับไปทำในสิ่งที่เขาเชื่อ เปลี่ยนแปลงปัจจุบันโดยการแก้ไขเหตุการณ์หลายอย่างในอดีตเพื่อสร้างอนาคตที่ สวยงามและเป็นที่อยู่สำหรับคนทุกคน

แต่อีแวนกลับลืมคิดไปว่าเรื่องราวของคนทุกคนล้วนเกี่ยวโยงกันเป็นขั้นตอนจากเหตุการณ์หนึ่งสู่อีกหลาย ๆ เหตุการณ์ประดุจห่วงโซ่ที่ร้อยเรียงและแบ่งแยกจากกันไม่ได้

และการกระทำของเขาที่อาจดูเหมือนเป็นการเปลี่ยนห่วงโซ่เพียงห่วงเดียว แต่แท้จริงแล้วมันคือการสร้างโซ่ใหม่ทั้งโซ่ขึ้นมา

ดังนั้นทุกครั้งที่เขาย้อนกลับมายังปัจจุบัน แน่นอน, สิ่งดี ๆ บางอย่างกำลังเกิดขึ้น แต่ขณะเดียวกันในอีกด้านหนึ่งสิ่งร้ายแรงบางอย่างก็เกิดขึ้นเช่นกัน

และปัจจุบันที่เขาคุ้นชินก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

อีแวน ทรีบอร์นจะจัดการกับความสามารถที่อาจเป็นทั้งพรสวรรค์ซึ่งพระเจ้าประทานมาหรือคำสาปแช่งอันแสนน่ากลัวจากยมทูตได้อย่างไร? อนาคตที่สมบูรณ์แบบจะมีทางเกิดขึ้นได้จริง? เขาและเคย์ลีห์จะสามารถอยู่ด้วยกัน “อย่างมีความสุขตลอดกาล” ได้หรือไม่?

โปรดติดตาม

The Butterfly Effect” เป็นคำที่นิยมใช้เรียก “ทฤษฎีความโกลาหล” หรือ “Chaos theory” ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากความช่างสังเกตของ “เอ็ดเวิร์ด ลอเรนซ์” (Edward Lorenz) นักคณิตศาสตร์และนักพยากรณ์อากาศชาวอเมริกัน

โดยในปี ค.ศ. 1961 ขณะที่คุณลอเรนซ์กำลังทำการทดลองการพยากรณ์อากาศโดยใช้คอมพิวเตอร์สร้างแบบ จำลองสภาพอากาศขึ้นมา

เพื่อประหยัดเวลาในการคำนวณ, เขาได้ใช้ข้อมูลในการคำนวณก่อนหน้านี้ที่พิมพ์ออกมาในกระดาษบันทึกเพื่อเป็น ค่าเริ่มต้นในการคำนวณครั้งถัดไปแทนที่การเริ่มทั้งระบบใหม่ทั้งหมด

เอ็ดเวิร์ดพบว่าค่าที่คำนวณได้มีความผิดพลาดไปจากเดิมอย่างมาก ซึ่งสาเหตุเกิดจากการปัดเศษของคอมพิวเตอร์ก่อนจะพิมพ์ค่านั้น ๆ ออกมานั่นเอง

เขารู้สึกแปลกใจมาก ๆ เพราะค่าที่ปัดเศษไปนั้นถือว่ามีค่าน้อยมาก แต่สามารถนำไปสู่ความแตกต่างอย่างมากมาย และนำเสนอทฤษฎีนี้ขึ้นมา

The Butterfly Effect” ผลงานกำกับและเขียนบทของ “อีริค เบรส” (Eric Bress) และ “จ แม็คคีย์ กรูเบอร์” (J. McKyne Gruber) นำแสดงโดย “แอชตัน คุชเชอร์” (Ashton Kutcher) ได้หยิบยืมเอา “รากฏการณ์ผีเสื้อกระพือปีก” ของเอ็ดเวิร์ด ลอเรนซ์ข้างต้นมาสร้างเป็นหนังทริลเลอร์ที่ดูสนุก น่าติดตามและชวนสะเทือนอารมณ์อย่างมาก โดยแทนที่จะบอกเล่าเรื่องราวจากปัจจุบันไปสู่อนาคต ตัวหนังเลือกที่จะเล่าเหตุกาณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนไปเพราะการแก้ไขอดีตแทน

แม้ทฤษฎีผีเสือขยับปีกสะเทือนถึงดวงดาวจะถูกค่อนขอดจากนักวิชาการหลายคนว่าเพ้อฝันและไร้ประโยชน์

และแม้เหตุการณ์ในหนังจะดูเกินจริงอย่างมาก และอาจทำให้คนดูรู้สึกอึดอัดกับความไม่เป็นธรรมอันสุดโต่งที่ผลลัพธ์ของการ แก้ไขอดีตกลับต้องมีความเสียหายตามมาเสมอซึ่งผู้กำกับได้วางเอาไว้

แต่เรื่องราวอันเหนือจริงของอีแวน ทรีบอร์นในหนังเรื่องนี้ ตลอดจนแง่คิดของ “The Butterfly Effect” ก็ได้ตอกย้ำความจริงของโลกที่ว่าการจมปลักกับอดีตย่อมนำมาซึ่งผลร้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

มันอาจจะไม่ได้แย่ถึงขนาดนำพาความหายนะมาสู่คนใกล้ตัว แต่อย่างน้อย ๆ คน ๆ นั้นก็กำลังทิ้งให้วินาทีอันมีค่าในปัจจุบันผ่านไปอย่างสูญเปล่า

และหมายรวมไปถึงการละทิ้งอนาคตที่กำลังจะมาถึงอีกด้วย 


ทำไมอาจารย์ถึงเดินเร็วจังครับ” ผมเอ่ยถามอาจารย์ท่านหนึ่งที่ผมเคารพและยึดถือเป็นแบบอย่างมาโดยตลอด

เดินเร็วขึ้นอีกนิดนึง เราก็จะมีเวลาทำอะไรอย่างอื่นเพิ่มขึ้นอีกนิดเช่นกันน่ะแหละหมอ” อาจารย์ตอบ

จริงอยู่, มนุษย์เต็มไปด้วยข้อจำกัด ใครหลายคนจึงมอง 1 วินาทีที่ตัวเองได้รับด้วยความรู้สึกว่าเป็นสิ่งไร้ค่า ทำอะไรไม่ได้มากมาย

แต่ถ้าหากเราลองสังเกตสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นที่เรามองมันว่าต่ำต้อยกว่าเราหลายเท่า เราจะพบว่าพวกมันต่างใช้เวลาอันน้อยนิดที่มีอยู่บนโลกสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ที่มีคุณค่าสำหรับตัวมันและเผ่าพันธุ์ของมันเองโดยไม่เคยหยุดหย่อน

เพราะหนึ่งวินาทีคือจุดเริ่มต้นของหนึ่งนาที, เพราะหนึ่งนาทีคือจุดเริ่มต้นของหนึ่งชั่วโมง, และเพราะหนึ่งชั่วโมงคือจุดเริ่มต้นของวันหนึ่งวัน ฯลฯ

ดังนั้นทุกทีที่เข็มนาฬิกาเคลื่อนที่ไป 1 ครั้งมันจึงเป็น 1 วินาทีที่ปล่อยให้เปล่าประโยชน์ไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว

และเมื่อมันรวมกันมาก ๆ เข้า ตามกาลเวลาที่ผ่านไป ความแตกต่างเล็ก ๆ เหล่านั้นจะแปรเปลี่ยนสร้างความแตกต่างอันใหญ่หลวงให้เกิดขึ้นได้ในอนาคต

ซึ่งไม่ต่างอะไรกับแรงเบา ๆ ที่ผีเสื้อขยับปีกแต่อาจสร้างสิ่งยิ่งใหญ่อย่างทอร์นาโดตลอดจนแรงสั่นสะเทือนไปได้ถึงดวงดาวได้นั่นเอง

-บทส่งท้าย-

ผมมักจะมีเวลานั่งทบทวนความสามารถของสมองในการจดจำสิ่งต่าง ๆ อยู่บ่อย ๆ และอดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความไม่ได้ดั่งใจของมันอยู่ในใจ

เพราะนอกจากห้องสมุดสมองของเราจะบันทึกเอาข้อมูลที่ผมผู้เป็นเจ้าของร่างกายไม่ต้องการเก็บเอาไว้แล้ว หลายครั้งมันยังลบเลือนภาพเหตุการณ์หลาย ๆ อย่างที่เราต้องการจดจำไปชั่วชีวิตออกไปซะดื้อ ๆ

หากจะบอกว่าเพราะสมองมีพื้นที่จำกัด ต้องมีการจัดการข้อมูลที่ได้รับให้เป็นไปด้วยความมีประสิทธิภาพ จึงต้องเลือกบันทึกเอาเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นและมีประโยชน์ในการดำรงชีวิตไว้เท่านั้น ก็คงจะไม่ใช่คำตอบที่โดนใจมากนัก

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมแน่ใจอย่างมากก็คือ สมองรู้ตัวเสมอว่ามันกำลังทำอะไรอยู่

บางที, สิ่งที่มันทำก็คงเป็นแค่ระบบป้องกันตัวเองที่ธรรมชาติสร้างมาเพื่อส่งเสริมให้มนุษย์พัฒนาตัวเองไปข้างหน้า

และเรียนรู้ที่จะวางอดีตให้เป็นเพียงเงาจาง ๆ เท่านั้นเอง 

Oasis - Stop Crying Your Heart Out (Ending Song)

 ปล. ใครสนใจเรื่องทฤษฎีความโกลาหลลองโหลดบทความนี้ไปอ่านดูนะครับ [Click]

ปล.2 พรุ่งนี้ผมจะออกไปปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลปิ่นเกล้าแล้วนะครับ

คงไม่ว่างอัพอีกนาน ยังไงก็ฝากบล็อคนี้ไว้ด้วยเน้อ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ชอบแนวคิดของเรื่องนี้ครับ
แต่ตอนที่ดูรู้สึกจะไม่ชอบรายละเอียดบางอย่าง(จำไม่ได้)
ได้ยินมาว่าเรืิ่องนี้มีตอนจบหลายแบบด้วย..


confused smile แต่ละอย่างเกี่ยวพันกัน...confused smile

#1 By wesong on 2009-06-08 03:43

เป็นเรื่องที่ชอบอีกเรื่อง

#2 By alienboon on 2009-06-08 08:08

เป็นหนังที่เรารู้สึกว่าดีที่สุดของแอชตัน คุชเชอร์เลยอ่ะค่ะ
ชอบเพลงประกอบเรื่องด้วยอ่ะ

#3 By gallantfoal on 2009-06-08 14:06

เป็นทฤษฎีที่ละเอียดอ่อน แสดงให้เห็นว่าทุกอย่างที่เราทำล้วนมีผลกระทบเสมอ
ซึ่งนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าถ้าเราไม่ได้ทำอะไร แล้วมันจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น

#4 By [Joey]I'm the tutor home Reborn on 2009-06-08 16:34

ต้องหามาดูซะแล้วค่ะ อ่านแล้ว นึกถึงโดราเอม่อน นั่งไทม์แมชชีนไปแก้ไขอดีต นึกถึงเรื่องJourneyman บุรุษทะลุมิติเวลา ในยูบีซีซี่รี่
นักข่าวหนังสือพิมพ์ Dan Vasser อยู่กับภรรยา Katie และลูกชาย ที่ซานฟรานซิสโก เขาสามารถเดินทางย้อนเวลาได้ แต่การย้อนเวลาของเขา ไปเพื่อติดตามคน ๆ หนึ่ง เพื่อช่วยเหลือคน ๆ ให้ผ่านพ้นเรื่องราวร้าย ๆ อาศัยการช่วยเหลือจากแฟนเก่าผู้เดินทางย้อนเวลาได้ รวมถึง พี่ที่เป็นนายตรวจของเขา ใช้การสืบหา ปะติปะต่อข้อมูลเพื่อจะสืบไปยังคนที่เขาย้อนเวลา ไปเจอ
big smile

อิจฉาจังได้ไปวันจันทร์ question

#6 By ~*LuCReZiA*~ on 2009-06-09 20:33

แวะมารดน้ำให้จ้า อย่าลืมมาฟังเพลงเว็บเราบ้างนะคะ
http://nokejaa.exteen.com

#7 By nokejaa on 2009-06-14 09:28

ชอบหนังเรื่องนี้ครับ
ยาวเหลือเกิน ขออนุญาตขี้โกงอ่านแต่ตอนท้าย
ไว้จะกลับมาอ่านใหม่อีกทีนะครับ

#8 By [G]et [A]l[O]ng [W]ith on 2009-06-14 19:17

Favourites