ถ้าจะพูดถึงแพทย์ที่ทำงานอยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการรักษาคนไข้ทั้งหลาย ใครหลายคนคงจะนึกไปถึง “วิสัญญีแพทย์” ผู้เชี่ยวชาญด้านการระงับความเจ็บป่วยทุกประเภทมากที่สุด

ด้วยเหตุที่งานของ “หมอดมยา” ไม่ใช่การรักษาที่ตัวโรคโดยตรง หากแต่เป็นผู้ส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการผ่าตัด -ที่มนุษย์เรามิอาจทานทนได้ในสถานการณ์ปกติ- ด้วยความปลอดภัย มีภาวะแทรกซ้อนน้อยและกลับมาเป็นปกติหลังผ่าตัดให้เร็วที่สุด ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงมักจะไม่ค่อยได้จดจำชื่อเสียงของเขาเหล่านั้นได้เท่าไหร่ ซึ่งแตกต่างจากหมอผ่าตัดโดยสิ้นเชิง

แต่สำหรับในมุมมองส่วนตัวของผมนั้น, ยังมีแพทย์อีกสาขาหนึ่งที่มีบทบาทต่อการรักษาพยาบาลผู้ป่วยอย่างมากไม่ต่างจากสาขาการระงับความเจ็บปวด ขณะเดียวกันแพทย์สาขานี้ยังซ่อนตัวอยู่ในเงามืดในสายตายผู้ป่วยมากกว่าวิสัญญีแพทย์ด้วยซ้ำ

ซึ่งเขาเหล่านั้นก็คือ “พยาธิแพทย์” (Pathologist) ผู้ศึกษาถึงผลของโรคที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายนั่นเอง

 

Pathologist” มาจากรากศัพท์ภาษากรีกสองคำ คือคำว่า “Pathos” (ความเจ็บป่วย ความทุกข์ทรมาน) และ “Logos” (การศึกษา) เพราะฉะนั้น Pathologist หรือพยาธิแพทย์ (อ่านว่า พะ-ยา-ทิ-แพด) จึงหมายถึงแพทย์ผู้ที่ศึกษาเฉพาะทางเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและกระบวนการการทำงานของร่างกายมนุษย์ตั้งแต่ระดับยีนส์, โมเลกุล, เซลล์, เนื้อเยื่อ, อวัยวะ และระบบทั้งระบบที่เกิดขึ้นจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ

ดังนั้นพยาธิแพทย์ (แพทย์สาขาอื่น ๆ จะเรียกเขาเหล่านั้นว่า “หมอพาโถ”) จึงมีความสามารถพิเศษในการตรวจดูชิ้นเนื้อต่าง ๆ ทั้งจากตาเปล่า ไปจนถึงการใช้กล้องจุลทรรศน์ ข้อมูลเหล่านั้นมาประมวลกับสิ่งที่ได้จากประวัติและการตรวจร่างกายแล้วสามารถบอกได้ว่าเจ้าของสิ่งส่งตรวจนั้น ๆ เป็นโรคอะไร รวมทั้งระยะของโรคที่เป็นอยู่อีกด้วย

ความรู้เหล่านี้จึงสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อวินิจฉัยโรคผู้ป่วยอย่างถูกต้องแม่นยำ นำไปสู่หนทางรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม รวมทั้งบอกสาเหตุของการเกิดโรคเพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันโรคต่อไปในอนาคต

คำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่าให้รู้สาเหตุของทุกข์ก่อนจึงจะสามารถดับทุกข์ได้ เรื่องของโรคภัยไข้เจ็บก็เช่นเดียวกัน, การรักษาโรคให้สำเร็จได้ดีนั้นล้วนเริ่มมาจากการวินิจฉัยโรคให้ถูกต้องก่อนทั้งสิ้น

ลองคิดกันเล่น ๆ นะครับ หากแพทย์ผู้รักษาไม่สามารถทราบสาเหตุและกระบวนการการเกิดโรคอย่างแน่นอน วินิจฉัยไม่ถูกต้อง รักษาไม่ถูกทาง…อะไรจะเกิดขึ้น?

เพราะฉะนั้นบทบาทของพยาธิแพทย์ในการเป็นผู้เชื่อมประสานระหว่างตัวโรค, ร่างกายผู้ป่วย, และการรักษาจึงมีความสำคัญยิ่ง

เร็ว ๆ นี้ (ประมาณปี 2008) มีหนังเรื่องหนึ่งชื่อ “Pathology” นำเสนอเรื่องราวของบรรดาแพทย์ชันสูตรศพ ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่มีความคิดอุตริอยากทดสอบความเก่งกาจของตนเองด้วยการแข่งขันกัน “ฆ่า” ผู้อื่นด้วยวิธีการที่เหนือชั้น แล้วนำศพมาผ่าพิสูจน์ดูว่าวิธีการของใครคาดเดาได้ยากที่สุด

ฟังดูเหมือนจะดี แต่ตัวหนังนอกจากจะไม่สนุกและวางโครงเรื่องตรงไปตรงมาแล้ว เนื้อหายังเต็มไปด้วยความบิดเบือนและการดูถูกพยาธิแพทย์ชนิดที่ผมรับไม่ได้อีกด้วย

ผมเชื่อว่าคนทั่วไปคงติดภาพลักษณ์ที่ผิด ๆ ของของพยาธิแพทย์, บ้างเข้าใจว่าพยาธิแพทย์นั้นวัน ๆ ไม่ทำอะไรนอกจากผ่าศพ, บ้างก็คิดว่างานของพยาธิแพทย์ทับซ้อนกับงานของฝ่ายนิติเวช, บ้างก็ไม่เคยได้ยินชื่อพยาธิแพทย์มาก่อนเลยก็มี

จริง ๆ แล้วงานหลัก ๆ ของพยาธิแพทย์คือการตรวจชิ้นเนื้อส่งตรวจ ซึ่งสามารถแยกย่อยออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ

1. การตรวจศพ “Autopsy” (ออ-ท้อบ-ซี่)

คือการชันสูตรพลิกศพเพื่อหาสาเหตุ “การตาย” ของคนไข้เป็นสำคัญ และเป็นการตรวจสอบว่าการวินิจฉัยโรคและการรักษาในขณะที่ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่นั้นเป็นไปด้วยความถูกต้องหรือไม่

พยาธิแพทย์และเจ้าหน้าที่ช่วยผ่าศพ จะทำการผ่าเปิดตรวจอวัยวะภายใน ตั้งแต่กระโหลกศีรษะจนถึงช่องท้อง เพื่อตรวจหาสิ่งผิดปกติที่เห็นด้วยตาเปล่า (รูปทรง ตำแหน่ง ความสัมพันธ์กับอวัยวะข้างเคียง น้ำหนัก) และเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อเพื่อทำสไลด์ ตรวจดูความผิดปกติในระดับเซลล์ด้วยกล้องจุลทรรศน์ต่อไป สุดท้ายพยาธิแพทย์จะสรุปสิ่งที่ตรวจพบ อันเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในผู้ป่วย

ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว Autopsy ยังแยกย่อยลงไปได้อีก 2 ประเภท

  • Forensic autopsy หรือสาขานิติเวชที่คนทั่วไปรู้จักกันดี แตกต่างจากการทำงานของพยาธิแพทย์ตรงที่เป็นการชันสูตรศพที่เสียชีวิตโดยผิดธรรมชาติ อันได้แก่ ฆ่าตัวตาย  (Suicide), ถูกผู้อื่นทำให้ตาย  (Homicide), ถูกสัตว์ทำร้ายตาย  (Injury  by  animal), ตายโดยอุบัติเหตุ  (Accident) และ ตายโดยยังมิปรากฏเหตุ (Undetermine)ซึ่งจะกระทำโดยฝ่ายนิติเวชภายใต้คำแนะนำของเจ้าหน้าที่พนักงานทางกฎหมาย เพื่อประโยชน์ต่อคดีความต่าง ๆ แพทย์นิติเวชนอกจากจะมีความรู้ด้านกายวิภาคของร่างกายมนุษย์แล้ว ยังต้องมีความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย และหลักฟิสิกส์ (เพื่อคำนวณวิถีกระสุน การตกของหยดเลือด) อย่างดีอีกด้วย 
  • Academic autopsy เป็นการชันสูตรศพที่มีการเสียชีวิตตามธรรมชาติ เช่น โรคภัยไข้เจ็บ หรือผู้ป่วยที่เสียชีวิตภายในโรงพยาบาลแต่สาเหตุการตายยังไม่ชัดเจนมากนัก ความรู้ที่ได้จาก Academic autopsy นั้นสามารถนำไปใช้เพื่อการป้องกันและกำจัดโรคในอนาคต รวบรวมทำเป็นสถิติเพื่อกำหนดเป็นนโยบายทางด้านสาธารณสุข ตลอดจนประเมินวิธีการรักษาของแพทย์ผู้ดูแลเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาการรักษาใหม่ ๆ ต่อไป อุปสรรคสำคัญของการชันสูตรศพในรูปแบบนี้อยู่ที่แพทย์ต้องได้รับคำยินยอมจากญาติของผู้เสียชีวิต ซึ่งในยุคปัจจุบันที่ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับคนไข้แปรเปลี่ยนจากผู้ให้การช่วยเหลือ-ผู้ได้รับการช่วยเหลือ เป็นลูกจ้าง-ผู้ว่าจ้าง หลายครั้งการชันสูตรศพจึงไม่สามารถกระทำได้ และต้องปล่อยให้สาเหตุของโรคเป็นคำถามต่อไป 

อ้อ...ภายหลังจากการผ่าตรวจศพจนได้ข้อสรุปแล้ว พยาธิแพทย์จะทำการตกแต่งศพให้อยู่ในสภาพใกล้เคียงกับสภาพเดิมก่อนส่งต่อให้ญาติประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

2. พยาธิศัลยกรรม หรือ การตรวจวินิจฉัยชิ้นเนื้อ “Surgical Pathology” 

 

เป็นการตรวจดูในระดับ เนื้อเยื่อ (ประกอบไปด้วยเซลล์หลาย ๆ เซลล์, หลอดเลือด, หลอดน้ำเหลือง, เส้นประสาท เป็นต้น) จากชิ้นเนื้อที่ได้จากการตัด, คว้าน, ล้วง, เจาะ, ดูด ฯลฯ ออกมาจากตัวผู้ป่วยที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อประโยชน์ในการวินิฉัยโรค เช่น คนไข้ที่มีก้อนโตที่คอ แพทย์ก็อาจจะใช้เข็มเจาะแล้วดูดเอาเนื้อมาตรวจดูความผิดปกติว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ ถ้าไม่ใช่แล้วเข้าได้กับโรคอะไร เพื่อวางแผนการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการประเมินระยะของโรคเพื่อวางแนวทางการรักษา เช่น การตรวจดูก้อนมะเร็งที่ถูกตัดออกมาว่าอยู่ในระยะไหนแล้ว มีแนวโน้มที่จะแพร่กระจายไปแล้วหรือยัง ต้องการการรักษาอื่น ๆ เช่นเคมีบำบัดเพิ่มเติมหรือไม่ เป็นต้น  

ขั้นตอนแรกของการตรวจชิ้นเนื้อคือการดูด้วยตาเปล่าเสียก่อนว่าอวัยวะส่วนไหนที่มีความผิดปกติ และความผิดปกตินั้น ๆ มีลักษณะอย่างไรบ้าง

จากนั้นจึงมีเลือกใช้วิธีต่าง ๆ (ไม่ว่าจะคุ้ย แคะ แกะ เกา) ที่เหมาะสมนำชิ้นเนื้อบริเวณดังกล่าวออกมาจากตัวผู้ป่วยแล้วทำเป็นสไลด์เพื่อดูความผิดปกติในระดับเซลล์โดยกล้องจุลทรรศน์ ลงลึกไปในรายละเอียดที่ตาเปล่าล่วงไปไม่ถึง

แต่เชื้อโรคหรือความผิดปกติหลายชนิดก็ยากที่จะถูกตรวจสอบได้ด้วยวิธีการธรรมดา นอกจากสายตาอันเฉียบคม และความช่างสังเกตแล้ว, หมอพาโถจึงต้องมีอุปกรณ์และวิธีการเสริมมากมายมาช่วยพวกเขาในการวินิจฉัยโรค เช่น การใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนที่สามารถสร้างภาพขยายในระดับ 2 ล้านเท่า, วิธีการย้อมสีชนิดพิเศษต่าง ๆ ที่จำเพาะกับเซลล์หลากชนิด

ตลอดจนมีการนำเครื่องคอมพิวเตอร์สมองอัจฉริยะมาช่วยในการเก็บข้อมูลและนับจำนวนเซลล์ ทำให้งานของพยาธิแพทย์มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน

เมื่อทำการวินิจฉัยเรียบร้อย ข้อมูลจากพยาธิแพทย์ที่ประกอบไปด้วยการวินิจฉัยโรค และ/หรือระยะของโรคก็จะถูกส่งไปสู่แพทย์ผู้ให้การดูแลผู้ป่วยเพื่อทำการรักษาต่อไป

3. เซลล์วิทยา “Cytology” (ไซ-โต-โล-จี้)

  

เป็นการตรวจดูเซลล์ที่ได้จากเนื้อเยื่อ, สารน้ำ, และสารคัดหลั่งในร่างกาย เช่น เลือด เสมหะ สารน้ำในไขสันหลัง (CSF) เป็นต้น

การตรวจ “ไซโต” นั้นเป็นการดูเฉพาะเซลล์ล้วน ๆ โดยไม่มีเนื้อเยื่อข้างเคียงมาร่วมประเมิน ดังนั้นจึงมีประโยชน์ในการวินิจฉัยโรคแต่อาจไม่เพียงพอในการบอกระยะของโรคที่ต้องอาศัยการดูการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง

ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือการตรวจ “แป๊บ” (Pap’s smear) หรือการตรวจคัดกรอง “มะเร็งปากมดลูก” ที่ผู้หญิงรู้จักกันดี (ผู้หญิงทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์แล้วหรือมีอายุ 35 ปีขึ้นไปควรตรวจเป็นประจำทุกปี) จัดเป็นการตรวจในระดับเซลล์เฉย ๆ ซึ่งถ้าหากพบความผิดปกติก็ต้องตรวจวินิจฉัยชิ้นเนื้อเพิ่มเติมอีกทีหนึ่ง

ในยุคปัจจุบันที่การแพทย์ก้าวหน้าไปมาก บทบาทของพยาธิแพทย์ยิ่งเพิ่มความสำคัญมากขึ้นเพราะการวินิจฉัยโรคที่รวดเร็วแม่นยำ (โดยเฉพาะในโรคบางโรคที่มีความรุนแรงมาก ๆ เช่นมะเร็ง) ย่อมนำมาซึ่งการรักษาโรคในระยะแรก ๆ ซึ่งหมายถึงโอกาสหายขาดจากโรคที่เพิ่มขึ้น และภาวะแทรกซ้อนที่น้อยลง

อย่างไรตาม, การทำงานของพยาธิแพทย์ที่เสมือนผู้ปิดทองหลังพระ ดูน่าเบื่อหน่ายในสายตาคนส่วนใหญ่ และไม่มีโอกาสได้ทำการตรวจรักษาผู้ป่วยโดยตรงเหมือนแพทย์สาขาอื่น ๆ แพทย์หลายคนจึงไม่ค่อยนิยมมาเรียนต่อเฉพาะทางด้านนี้เท่าที่ควร

นอกจากนี้ -ด้วยความซับซ้อนของร่างกายมนุษย์- โรงพยาบาลหนึ่งแห่งอาจต้องการพยาธิแพทย์ถึง 10 คนเพื่อสามารถครอบคลุมการวินิจฉัยโรคทั่วทุกระบบในร่างกาย

จึงทำให้พยาธิแพทย์เป็นหนึ่งในสาขาการแพทย์ที่ขาดแคลนไม่เพียงพอต่อความต้องการ

คุณหมอพาโถหลายท่านต้องทำงานดูสไลด์ไม่เว้นวันหยุด

ผมเอง, ในฐานะที่ชื่นชอบการพูดคุยกับคนไข้ และไม่มีความคิดที่จะมาเรียนต่อสาขานี้อย่างแน่นอน จึงอยากเป็นกำลังใจให้พยาธิแพทย์ทุกท่านที่เป็นดั่งฟันเพือนเล็ก ๆ อันสำคัญในกระบวนการการรักษาผู้ป่วย ได้ทำงานด้วยความสุข มีสุขภาพแข็งแรง

และมีหมอจบใหม่มาสมัครเรียนต่อด้านนี้เยอะ ๆ นะครับ

เพราะถ้าขาดพวกคุณ “ผู้ปิดทองหลังพระอย่างแท้จริง” ไป คนไข้ของพวกเราคงย่ำแย่อย่างแน่นอน

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ่า เรื่อง Pathologist ไม่สนุกเหรอครับ โชคดีจังที่ช่วงนั้นไม่ว่างไปดูพอดี

ถ้าจะเปรียบหมอพาโถกับ job แล้ว ก็คงเป็นอาชีพสายสนับสนุนอย่าง scholar สินะครับ คอยสแกนเป้าหมายเพื่อหาจุดอ่อนแล้ววางกลยุทธ์ surprised smile

Hot!
คือยังไงดีล่ะครับ

จะว่าสนุก ก็คงดูได้เพลิน ๆ ล่ะมั้งครับ แต่ประเด็นที่หนังนำเสนอผมรับไม่ค่อยได้เท่าไหร่

ไม่ใช่ว่าเคืองที่เอาหมอมาวางภาพให้ดูเสีย ๆ หาย ๆ โรคจิต

แต่ผมรู้สึกว่ามันตื้นเขิน และไม่ค่อยเป็นจริง แถมยังเน้นฉากเซ็กซ์มากจนรู้วึกว่าจะเอามาเป็นจุดขาย

ปูทันลองไปดูก็ได้ครับ แล้วมาคุยกัน

#2 By Highwind on 2009-06-07 00:14

Hot!
รู้อย่างเดียวว่าต้องโหวตอ่ะ

กำไรชีวิตจริงๆที่ได้เข้ามาอ่านสาระก่อนนอน
นึกถึงเรื่องCSIconfused smile

#4 By wesong on 2009-06-07 00:27

Hot! Hot! Hot! Hot!
ปริศนาใขกระจ่างแล้ว!!!
งง อยู่นานเลยค่ะว่ามีหน้าที่อะไรกันน้าา ตรวจพยาธิเหรอ??? ภาษาไทยแปลออกมาได้งงมากๆค่ะ ขอบคุณที่ให้ความกระจ่างนะคะ

#5 By gallantfoal on 2009-06-07 13:43

เฮ้ย !!!!
นางแบบสวย
แอบเนียนอย่างกับรูปเซิจแหนะ
แหม้ ..ถ่ายไว้ตอนไหนเนี่ย
ดูเหมือนนานมาแล้ว
เอ่อ..ยังไม่ได้อ่านเนื้อหา ไว้อ่านแล้วจะมาเม้นอีกที

#6 By mutsuki on 2009-06-07 14:43

ตัวหนัง ลองไล่อ่านรีวิวมาหลายเจ้าแล้ว ไม่กล้าไปดูเลยทีเดียว ^^"

พยาธิแพทย์เนี่ย เป็นสาขาที่จำเป็นมากๆสำหรับการรักษาคนไข้ แต่ก็น่าน้อยใจแทน ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก หรือไม่เห็นความสำคัญ...ทั้งๆที่จำเป็นถึงขนาดว่า การรักษาคนไข้จะทำไม่ได้เลย ถ้าไม่มีผลตรวจจากห้องปฎิบัติการ

ยังไงก็ ขอให้มีคนมาเรียนเยอะๆนะครับ ไม่งั้นวงการแพทย์คงทำงานไม่ได้กันจริงๆแน่



ว่าแต่ อ่านเอนทรีนี้แล้ว เดจาวูหลายจุดแฮะ...เป็นเอนทรีอัพเกรด จากที่เคยเขียนเมื่อหลายปีก่อนรึเปล่าเนี่ย confused smile

#7 By Zieghart on 2009-06-07 19:41

ตอบ ๆๆๆ

บี - รูปที่ถ่ายนี้ ถ่ายเมื่อปีที่แล้ว เอาไปใช้ประกอบฉากงานศิริราช 120 ปีด้วยนะ (หัวข้อกิจกรรมของแต่ละชั้นปีอ่ะ) จำไม่ได้ ชิ ๆๆๆ

ปัด - เป็นเอนทรีอัพเกรดจริง ๆ แหละ คือพอดีกลับไปย้อนอ่านดูแล้วรู้สึกไม่ค่อยชอบที่เคยเขียนเท่าไหร่เลยเอามาปรับปรุงใหม่อ่ะนะ

#8 By Highwind on 2009-06-07 20:04

ชิชิ

เมื่อไหร่จะมาถ่ายรูปเรานะ อิอิ confused smile

#9 By ~*LuCReZiA*~ on 2009-06-07 20:41

Favourites