'Pathologist' พยาธิแพทย์ผู้ปิดทองหลังพระ
posted on 07 Jun 2009 00:07 by highwind in What-I-Learn-and-Knowถ้าจะพูดถึงแพทย์ที่ทำงานอยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการรักษาคนไข้ทั้งหลาย ใครหลายคนคงจะนึกไปถึง “วิสัญญีแพทย์” ผู้เชี่ยวชาญด้านการระงับความเจ็บป่วยทุกประเภทมากที่สุด
ด้วยเหตุที่งานของ “หมอดมยา” ไม่ใช่การรักษาที่ตัวโรคโดยตรง หากแต่เป็นผู้ส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการผ่าตัด -ที่มนุษย์เรามิอาจทานทนได้ในสถานการณ์ปกติ- ด้วยความปลอดภัย มีภาวะแทรกซ้อนน้อยและกลับมาเป็นปกติหลังผ่าตัดให้เร็วที่สุด ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงมักจะไม่ค่อยได้จดจำชื่อเสียงของเขาเหล่านั้นได้เท่าไหร่ ซึ่งแตกต่างจากหมอผ่าตัดโดยสิ้นเชิง
แต่สำหรับในมุมมองส่วนตัวของผมนั้น, ยังมีแพทย์อีกสาขาหนึ่งที่มีบทบาทต่อการรักษาพยาบาลผู้ป่วยอย่างมากไม่ต่างจากสาขาการระงับความเจ็บปวด ขณะเดียวกันแพทย์สาขานี้ยังซ่อนตัวอยู่ในเงามืดในสายตายผู้ป่วยมากกว่าวิสัญญีแพทย์ด้วยซ้ำ
ซึ่งเขาเหล่านั้นก็คือ “พยาธิแพทย์” (Pathologist) ผู้ศึกษาถึงผลของโรคที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายนั่นเอง
“Pathologist” มาจากรากศัพท์ภาษากรีกสองคำ คือคำว่า “Pathos” (ความเจ็บป่วย ความทุกข์ทรมาน) และ “Logos” (การศึกษา) เพราะฉะนั้น Pathologist หรือพยาธิแพทย์ (อ่านว่า พะ-ยา-ทิ-แพด) จึงหมายถึงแพทย์ผู้ที่ศึกษาเฉพาะทางเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและกระบวนการการทำงานของร่างกายมนุษย์ตั้งแต่ระดับยีนส์, โมเลกุล, เซลล์, เนื้อเยื่อ, อวัยวะ และระบบทั้งระบบที่เกิดขึ้นจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ
ดังนั้นพยาธิแพทย์ (แพทย์สาขาอื่น ๆ จะเรียกเขาเหล่านั้นว่า “หมอพาโถ”) จึงมีความสามารถพิเศษในการตรวจดูชิ้นเนื้อต่าง ๆ ทั้งจากตาเปล่า ไปจนถึงการใช้กล้องจุลทรรศน์ ข้อมูลเหล่านั้นมาประมวลกับสิ่งที่ได้จากประวัติและการตรวจร่างกายแล้วสามารถบอกได้ว่าเจ้าของสิ่งส่งตรวจนั้น ๆ เป็นโรคอะไร รวมทั้งระยะของโรคที่เป็นอยู่อีกด้วย
ความรู้เหล่านี้จึงสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อวินิจฉัยโรคผู้ป่วยอย่างถูกต้องแม่นยำ นำไปสู่หนทางรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม รวมทั้งบอกสาเหตุของการเกิดโรคเพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันโรคต่อไปในอนาคต
คำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่าให้รู้สาเหตุของทุกข์ก่อนจึงจะสามารถดับทุกข์ได้ เรื่องของโรคภัยไข้เจ็บก็เช่นเดียวกัน, การรักษาโรคให้สำเร็จได้ดีนั้นล้วนเริ่มมาจากการวินิจฉัยโรคให้ถูกต้องก่อนทั้งสิ้น
ลองคิดกันเล่น ๆ นะครับ หากแพทย์ผู้รักษาไม่สามารถทราบสาเหตุและกระบวนการการเกิดโรคอย่างแน่นอน วินิจฉัยไม่ถูกต้อง รักษาไม่ถูกทาง…อะไรจะเกิดขึ้น?
เพราะฉะนั้นบทบาทของพยาธิแพทย์ในการเป็นผู้เชื่อมประสานระหว่างตัวโรค, ร่างกายผู้ป่วย, และการรักษาจึงมีความสำคัญยิ่ง
เร็ว ๆ นี้ (ประมาณปี 2008) มีหนังเรื่องหนึ่งชื่อ “Pathology” นำเสนอเรื่องราวของบรรดาแพทย์ชันสูตรศพ ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่มีความคิดอุตริอยากทดสอบความเก่งกาจของตนเองด้วยการแข่งขันกัน “ฆ่า” ผู้อื่นด้วยวิธีการที่เหนือชั้น แล้วนำศพมาผ่าพิสูจน์ดูว่าวิธีการของใครคาดเดาได้ยากที่สุด
ฟังดูเหมือนจะดี แต่ตัวหนังนอกจากจะไม่สนุกและวางโครงเรื่องตรงไปตรงมาแล้ว เนื้อหายังเต็มไปด้วยความบิดเบือนและการดูถูกพยาธิแพทย์ชนิดที่ผมรับไม่ได้อีกด้วย
ผมเชื่อว่าคนทั่วไปคงติดภาพลักษณ์ที่ผิด ๆ ของของพยาธิแพทย์, บ้างเข้าใจว่าพยาธิแพทย์นั้นวัน ๆ ไม่ทำอะไรนอกจากผ่าศพ, บ้างก็คิดว่างานของพยาธิแพทย์ทับซ้อนกับงานของฝ่ายนิติเวช, บ้างก็ไม่เคยได้ยินชื่อพยาธิแพทย์มาก่อนเลยก็มี
จริง ๆ แล้วงานหลัก ๆ ของพยาธิแพทย์คือการตรวจชิ้นเนื้อส่งตรวจ ซึ่งสามารถแยกย่อยออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ
1. การตรวจศพ “Autopsy” (ออ-ท้อบ-ซี่)
คือการชันสูตรพลิกศพเพื่อหาสาเหตุ “การตาย” ของคนไข้เป็นสำคัญ และเป็นการตรวจสอบว่าการวินิจฉัยโรคและการรักษาในขณะที่ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่นั้นเป็นไปด้วยความถูกต้องหรือไม่
พยาธิแพทย์และเจ้าหน้าที่ช่วยผ่าศพ จะทำการผ่าเปิดตรวจอวัยวะภายใน ตั้งแต่กระโหลกศีรษะจนถึงช่องท้อง เพื่อตรวจหาสิ่งผิดปกติที่เห็นด้วยตาเปล่า (รูปทรง ตำแหน่ง ความสัมพันธ์กับอวัยวะข้างเคียง น้ำหนัก) และเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อเพื่อทำสไลด์ ตรวจดูความผิดปกติในระดับเซลล์ด้วยกล้องจุลทรรศน์ต่อไป สุดท้ายพยาธิแพทย์จะสรุปสิ่งที่ตรวจพบ อันเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในผู้ป่วย
ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว Autopsy ยังแยกย่อยลงไปได้อีก 2 ประเภท
-
Forensic autopsy หรือสาขานิติเวชที่คนทั่วไปรู้จักกันดี แตกต่างจากการทำงานของพยาธิแพทย์ตรงที่เป็นการชันสูตรศพที่เสียชีวิตโดยผิดธรรมชาติ อันได้แก่ ฆ่าตัวตาย (Suicide), ถูกผู้อื่นทำให้ตาย (Homicide), ถูกสัตว์ทำร้ายตาย (Injury by animal), ตายโดยอุบัติเหตุ (Accident) และ ตายโดยยังมิปรากฏเหตุ (Undetermine)ซึ่งจะกระทำโดยฝ่ายนิติเวชภายใต้คำแนะนำของเจ้าหน้าที่พนักงานทางกฎหมาย เพื่อประโยชน์ต่อคดีความต่าง ๆ แพทย์นิติเวชนอกจากจะมีความรู้ด้านกายวิภาคของร่างกายมนุษย์แล้ว ยังต้องมีความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย และหลักฟิสิกส์ (เพื่อคำนวณวิถีกระสุน การตกของหยดเลือด) อย่างดีอีกด้วย
-
Academic autopsy เป็นการชันสูตรศพที่มีการเสียชีวิตตามธรรมชาติ เช่น โรคภัยไข้เจ็บ หรือผู้ป่วยที่เสียชีวิตภายในโรงพยาบาลแต่สาเหตุการตายยังไม่ชัดเจนมากนัก ความรู้ที่ได้จาก Academic autopsy นั้นสามารถนำไปใช้เพื่อการป้องกันและกำจัดโรคในอนาคต รวบรวมทำเป็นสถิติเพื่อกำหนดเป็นนโยบายทางด้านสาธารณสุข ตลอดจนประเมินวิธีการรักษาของแพทย์ผู้ดูแลเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาการรักษาใหม่ ๆ ต่อไป อุปสรรคสำคัญของการชันสูตรศพในรูปแบบนี้อยู่ที่แพทย์ต้องได้รับคำยินยอมจากญาติของผู้เสียชีวิต ซึ่งในยุคปัจจุบันที่ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับคนไข้แปรเปลี่ยนจากผู้ให้การช่วยเหลือ-ผู้ได้รับการช่วยเหลือ เป็นลูกจ้าง-ผู้ว่าจ้าง หลายครั้งการชันสูตรศพจึงไม่สามารถกระทำได้ และต้องปล่อยให้สาเหตุของโรคเป็นคำถามต่อไป
อ้อ...ภายหลังจากการผ่าตรวจศพจนได้ข้อสรุปแล้ว พยาธิแพทย์จะทำการตกแต่งศพให้อยู่ในสภาพใกล้เคียงกับสภาพเดิมก่อนส่งต่อให้ญาติประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป
2. พยาธิศัลยกรรม หรือ การตรวจวินิจฉัยชิ้นเนื้อ “Surgical Pathology”
เป็นการตรวจดูในระดับ “เนื้อเยื่อ” (ประกอบไปด้วยเซลล์หลาย ๆ เซลล์, หลอดเลือด, หลอดน้ำเหลือง, เส้นประสาท เป็นต้น) จากชิ้นเนื้อที่ได้จากการตัด, คว้าน, ล้วง, เจาะ, ดูด ฯลฯ ออกมาจากตัวผู้ป่วยที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อประโยชน์ในการวินิฉัยโรค เช่น คนไข้ที่มีก้อนโตที่คอ แพทย์ก็อาจจะใช้เข็มเจาะแล้วดูดเอาเนื้อมาตรวจดูความผิดปกติว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ ถ้าไม่ใช่แล้วเข้าได้กับโรคอะไร เพื่อวางแผนการรักษาที่ถูกต้องต่อไป
นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการประเมินระยะของโรคเพื่อวางแนวทางการรักษา เช่น การตรวจดูก้อนมะเร็งที่ถูกตัดออกมาว่าอยู่ในระยะไหนแล้ว มีแนวโน้มที่จะแพร่กระจายไปแล้วหรือยัง ต้องการการรักษาอื่น ๆ เช่นเคมีบำบัดเพิ่มเติมหรือไม่ เป็นต้น
ขั้นตอนแรกของการตรวจชิ้นเนื้อคือการดูด้วยตาเปล่าเสียก่อนว่าอวัยวะส่วนไหนที่มีความผิดปกติ และความผิดปกตินั้น ๆ มีลักษณะอย่างไรบ้าง
จากนั้นจึงมีเลือกใช้วิธีต่าง ๆ (ไม่ว่าจะคุ้ย แคะ แกะ เกา) ที่เหมาะสมนำชิ้นเนื้อบริเวณดังกล่าวออกมาจากตัวผู้ป่วยแล้วทำเป็นสไลด์เพื่อดูความผิดปกติในระดับเซลล์โดยกล้องจุลทรรศน์ ลงลึกไปในรายละเอียดที่ตาเปล่าล่วงไปไม่ถึง
แต่เชื้อโรคหรือความผิดปกติหลายชนิดก็ยากที่จะถูกตรวจสอบได้ด้วยวิธีการธรรมดา นอกจากสายตาอันเฉียบคม และความช่างสังเกตแล้ว, หมอพาโถจึงต้องมีอุปกรณ์และวิธีการเสริมมากมายมาช่วยพวกเขาในการวินิจฉัยโรค เช่น การใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนที่สามารถสร้างภาพขยายในระดับ 2 ล้านเท่า, วิธีการย้อมสีชนิดพิเศษต่าง ๆ ที่จำเพาะกับเซลล์หลากชนิด
ตลอดจนมีการนำเครื่องคอมพิวเตอร์สมองอัจฉริยะมาช่วยในการเก็บข้อมูลและนับจำนวนเซลล์ ทำให้งานของพยาธิแพทย์มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน
เมื่อทำการวินิจฉัยเรียบร้อย ข้อมูลจากพยาธิแพทย์ที่ประกอบไปด้วยการวินิจฉัยโรค และ/หรือระยะของโรคก็จะถูกส่งไปสู่แพทย์ผู้ให้การดูแลผู้ป่วยเพื่อทำการรักษาต่อไป
3. เซลล์วิทยา “Cytology” (ไซ-โต-โล-จี้)
เป็นการตรวจดูเซลล์ที่ได้จากเนื้อเยื่อ, สารน้ำ, และสารคัดหลั่งในร่างกาย เช่น เลือด เสมหะ สารน้ำในไขสันหลัง (CSF) เป็นต้น
การตรวจ “ไซโต” นั้นเป็นการดูเฉพาะเซลล์ล้วน ๆ โดยไม่มีเนื้อเยื่อข้างเคียงมาร่วมประเมิน ดังนั้นจึงมีประโยชน์ในการวินิจฉัยโรคแต่อาจไม่เพียงพอในการบอกระยะของโรคที่ต้องอาศัยการดูการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง
ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือการตรวจ “แป๊บ” (Pap’s smear) หรือการตรวจคัดกรอง “มะเร็งปากมดลูก” ที่ผู้หญิงรู้จักกันดี (ผู้หญิงทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์แล้วหรือมีอายุ 35 ปีขึ้นไปควรตรวจเป็นประจำทุกปี) จัดเป็นการตรวจในระดับเซลล์เฉย ๆ ซึ่งถ้าหากพบความผิดปกติก็ต้องตรวจวินิจฉัยชิ้นเนื้อเพิ่มเติมอีกทีหนึ่ง
ในยุคปัจจุบันที่การแพทย์ก้าวหน้าไปมาก บทบาทของพยาธิแพทย์ยิ่งเพิ่มความสำคัญมากขึ้นเพราะการวินิจฉัยโรคที่รวดเร็วแม่นยำ (โดยเฉพาะในโรคบางโรคที่มีความรุนแรงมาก ๆ เช่นมะเร็ง) ย่อมนำมาซึ่งการรักษาโรคในระยะแรก ๆ ซึ่งหมายถึงโอกาสหายขาดจากโรคที่เพิ่มขึ้น และภาวะแทรกซ้อนที่น้อยลง
อย่างไรตาม, การทำงานของพยาธิแพทย์ที่เสมือนผู้ปิดทองหลังพระ ดูน่าเบื่อหน่ายในสายตาคนส่วนใหญ่ และไม่มีโอกาสได้ทำการตรวจรักษาผู้ป่วยโดยตรงเหมือนแพทย์สาขาอื่น ๆ แพทย์หลายคนจึงไม่ค่อยนิยมมาเรียนต่อเฉพาะทางด้านนี้เท่าที่ควร
นอกจากนี้ -ด้วยความซับซ้อนของร่างกายมนุษย์- โรงพยาบาลหนึ่งแห่งอาจต้องการพยาธิแพทย์ถึง 10 คนเพื่อสามารถครอบคลุมการวินิจฉัยโรคทั่วทุกระบบในร่างกาย
จึงทำให้พยาธิแพทย์เป็นหนึ่งในสาขาการแพทย์ที่ขาดแคลนไม่เพียงพอต่อความต้องการ
คุณหมอพาโถหลายท่านต้องทำงานดูสไลด์ไม่เว้นวันหยุด
ผมเอง, ในฐานะที่ชื่นชอบการพูดคุยกับคนไข้ และไม่มีความคิดที่จะมาเรียนต่อสาขานี้อย่างแน่นอน จึงอยากเป็นกำลังใจให้พยาธิแพทย์ทุกท่านที่เป็นดั่งฟันเพือนเล็ก ๆ อันสำคัญในกระบวนการการรักษาผู้ป่วย ได้ทำงานด้วยความสุข มีสุขภาพแข็งแรง
และมีหมอจบใหม่มาสมัครเรียนต่อด้านนี้เยอะ ๆ นะครับ
เพราะถ้าขาดพวกคุณ “ผู้ปิดทองหลังพระอย่างแท้จริง” ไป คนไข้ของพวกเราคงย่ำแย่อย่างแน่นอน






ถ้าจะเปรียบหมอพาโถกับ job แล้ว ก็คงเป็นอาชีพสายสนับสนุนอย่าง scholar สินะครับ คอยสแกนเป้าหมายเพื่อหาจุดอ่อนแล้ววางกลยุทธ์
#1 By วลาดิมีร์ ปูทัน on 2009-06-07 00:11