'Sensation and Perception' หัวใจของความเป็นมนุษย์
posted on 03 Jun 2009 21:03 by highwind in What-I-Learn-and-Knowสวัสดีครับเพื่อน ๆ ชาว Exteen
ขอ HBD Exteen 5 ขวบย้อนหลังด้วยนะครับ พอดีช่วงนั้นไม่ค่อยว่าง
โผล่มาอีกทีมีกิจกรรมสนุก ๆ อีกแล้วแฮะ
ใจจริงอยากร่วมเล่นสนุก June Write 30 Days/30 Entries กับเค้าด้วย แต่ตัวเองคงไม่ค่อยมีเวลาอัพบ่อย ๆ หรอกเน้อ
กลัวต้นไม้จะเน่าตายไปซะก่อน
ยังไงก็ฝากช่วย ๆ กันรดน้ำต้นไม้เหี่ยว ๆ ของบล็อคนี้ด้วยนะครับ
เกริ่นนำ
มีใครเคยสงสัยบ้างหรือไม่ว่าความสามารถของมนุษย์ในการรับรู้เรื่องราวรอบตัว มีอารมณ์ความรู้สึก ใช้สมองคิดวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนตีค่าความสำคัญของเรื่องราวต่าง ๆ นั้น เกิดขึ้นมาได้อย่างไร
ไม่ผิดนักหากจะตอบอย่างง่าย ๆ ว่าเป็นผลจากการทำหน้าที่ของ-สมอง-อวัยวะอันน่าพิศวงที่วางตัวอยู่ภายในกะโหลกศีรษะ
แต่สำหรับผม, ในฐานะที่ได้พบเห็นความซับซ้อนและลึกล้ำของร่างกายมนุษย์มามากมายตลอดการเรียนชั้นเตรียมแพทย์, การตอบเช่นนี้นับได้ว่าไม่ต่างอะไรกับการดูแคลนความยอดเยี่ยมและชาญฉลาดของธรรมชาติเลยแม้แต่น้อย
ระบบประสาท (Nervous System)
การรับรู้และประมวลข้อมูล ตลอดจนการทำงานของร่างกายสัตว์ทุกชนิดล้วนมีระบบประสาท -ซึ่งแตกต่างกันทั้งโครงสร้างและความสามารถ- เป็นตัวควบคุม
แมงกะพรุนมีเส้นประสาท (Nerve Fiber) ที่สานพันไปมาอย่างไร้ระเบียบเกิดเป็นร่างแหประสาท (Nerve Net) มันจึงแทบจะทำอะไรไม่ได้นอกจากล่องลอยไปตามกระแสคลื่นในทะเลและปล่อยพิษเมื่อรู้สึกถึงการคุกคาม
หนอนตัวแบนเคลื่อนที่หาสิ่งเร้าอย่างมีเป้าหมายเพราะมีการรวมเส้นประสาทเล็ก ๆ เข้าเป็นมัดเส้นประสาท (Nerve Cord) และวางตัวในตำแหน่งที่แน่นอน
แมลงมีส่วนของเส้นประสาทที่ป่องนูนขึ้นเป็นปมประสาท (Ganglion) -ที่อาจนับเป็นจุดกำเนิคของสมองอย่างง่าย ๆ- คอยควบคุมการเคลื่อนที่ของสัดส่วนแต่ละท่อน (Segment) ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น
สำหรับมนุษย์, ระบบประสาทได้มีการพัฒนาก้าวหน้า เพิ่มความซับซ้อน ขณะเดียวกันก็เป็นระเบียบแบบแผนสูงกว่าสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นใดในโลก โดยเราอาจจะแบ่งมันออกเป็นระบบประสาทส่วนนอก (Peripheral Nervous System) อันได้แก่เส้นประสาทที่โยงใยไปควบคุมอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย คอยรับรู้ความเป็นไปของสิ่งรอบข้างเพื่อส่งต่อมายังระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System) ผ่านไขสันหลัง (Spinal Cord) มุ่งสู่อวัยวะที่เป็นดั่งหอบังคับการของมนุษย์ที่เรียกว่าสมอง (Brain)
หากเทียบเป็นอัตราส่วนต่อน้ำหนักตัว, สมองของพวกเรามีขนาดใหญ่โตและซับซ้อนมากกว่าสัตว์ทุกชนิดบนโลก รอยหยักมากมายเกิดขึ้นเพื่อเพิ่มปริมาณเนื้อสมองให้มากที่สุดภายใต้ปริมาตรที่จำกัด มันอัดแน่นไปด้วยเซลล์ประสาท (Neuron) จำนวน 50-100 ล้านล้านตัว ทำงานโดยอาศัยพลังงานถึงหนึ่งในสี่ของร่างกายทั้ง ๆ ที่มีน้ำหนักเพียง 2% ของน้ำนักตัว
และส่วนของสมองที่ได้รับการพัฒนาจนทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ทั่วไปนั่นก็คือ “สมองส่วนหน้า” (Frontal Lobe) ซึ่งทำหน้าที่ในการรับและตีความความรู้สึกแบบนามธรรม ก่อให้เกิดจินตนาการ รวมทั้งสร้างให้พวกเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่รู้การปรับตัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ตัวรับความรู้สึก (Sensory Receptor)
การที่คนเราจะรู้สึกถึงสิ่งเร้าได้ต้องมีการส่งสัญญาณจากตัวรับ ผ่านเส้นใยประสาทเข้าไปแปลความที่สมอง
และเนื่องจากสิ่งเร้าภายนอกมีลักษณะทางกายภาพแตกต่างกัน เช่น เสียงจัดเป็นคลื่นแรงดัน แสงจัดเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รสและกลิ่นจัดเป็นสารเคมี เป็นต้น การที่จะนำเอาข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่สมองโดยไม่เปลี่ยนแปลงให้ง่ายต่อการถ่ายทอดคงจะทำให้เกิดความลำบากให้แก่ระบบประสาทของเราไม่น้อย
ดังนั้นธรรมชาติจึงสร้างตัวรับความรู้สึกที่มีหน้าที่แปลง (Transduce) พลังงานที่แตกต่างกันของสิ่งเร้าทั้งหลายให้กลายเป็นสัญญาณไฟฟ้าเพื่อให้การส่งต่อไปตามเส้นประสาทในทำได้ง่ายและเป็นระเบียบมากขึ้น
หลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าระบบประสาทใช้พลังงานไฟฟ้าในการส่งกระแสประสาทคือ ถ้ามีการกระตุ้นบริเวณของสมองที่จำเพาะกับร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งด้วยกระแสไฟฟ้าปริมาณน้อย ๆ จะก่อให้เกิดความรู้สึกคันหรือชาตามตำแหน่งของร่างกายบริเวณนั้นได้แม้กระทั่งบุคคลผู้นั้นได้ถูกตัดแขนหรือขาไปแล้วก็ตาม
หากเปรียบระบบประสาทเสมือนเครือข่ายระบบมวลชนอันแสนยุ่งเหยิง ตัวรับความรู้สึกก็เปรียบได้กับสถานีแรกที่ทำให้เหล่านักท่องเที่ยวเดินทางไปยังจุดต่าง ๆ ได้อย่างลุล่วง
หาไม่แล้วความรู้สึกของมนุษย์จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย
การแยกชนิดของตัวกระตุ้น (Modality Discrimination)
การรับความรู้สึก (Sensation) คือการที่มนุษย์เกิดการรับรู้ว่าชนิด ตำแหน่ง ขนาด และรายละเอียดอื่น ๆ ของตัวกระตุ้นว่าเป็นอย่างไร คนเราสามารถได้กลิ่นหอมหวานของดอกไม้ มองเห็นความฟูกรอบของข้าวไข่เจียว หรือรู้สึกอบอุ่นเมื่อได้สัมผัสมือกับคนรัก ต่างมีจุดเริ่มต้นที่การรับความรู้สึกทั้งสิ้น
ประเด็นน่าสนใจอยู่ตรงที่สมองสามารถรับทราบคุณสมบัติทั้งหลายของตัวกระตุ้นได้อย่างไรในเมื่อเส้นประสาททุกเส้นต่างนำสัญญาณไฟฟ้าเหมือนกันหมด อีกทั้งข้อมูลของตัวกระตุ้นยังถูกบีบอัดและเปลี่ยนแปลงเป็นเพียงสัญญาณไฟฟ้าเรียบร้อยแล้วก่อนขึ้นสู่สมอง?
คำถามดังกล่าวสามารถตอบได้ด้วยการทำงานของระบบประสาทดังนี้ครับ
ตัวรับแต่ละชนิดจะตอบสนองได้ไวที่สุด คือมี Threshold (ค่าทางไฟฟ้าน้อยสุดที่ทำให้เกิดการถ่ายทอดกระแสประสาท) ต่ำสุดต่อตัวกระตุ้นที่เหมาะสม เช่น Cone cell และ Rod cell ซึ่งเป็นตัวรับของเรตินาในลูกตาจะตอบสนองต่อแสงได้ไวที่สุด และเกือบจะไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้นชนิดอื่น (เช่น การสัมผัส หรือแรงกด) เลย
นอกจากนี้, ระบบประสาทของเรายังบอกถึงความแรงเบาของสิ่งกระตุ้นได้ด้วยปริมาณตัวรับที่ถูกกระตุ้น โดยตัวกระตุ้นใดที่มีความรุนแรงมาก หรือมีความถี่สูง ๆ เช่น การถูกต่อยเข้าที่ใบหน้าอย่างจัง เมื่อเทียบกับสิ่งเร้าอีกชนิดที่มีความรุนแรงไม่มาก อย่างแรกจะสามารถกระตุ้นตัวรับได้หลายตัวและก่อให้เกิดปริมาณสัญญาณไฟฟ้ามากกว่า
(ข้อมูลที่ได้จากกระบวนการนี้นอกจากจะช่วยในการตีความต่อไปว่าสิ่งเร้านั้นเป็นอะไรแล้ว ยังเป็นหนึ่งในกลไกป้องกันตัวเองของร่างกายมนุษย์อีกด้วย)
และแม้จะนำสัญญาณไฟฟ้าเหมือนกัน, แต่เส้นประสาทแต่ละเส้น (ร่างกายมนุษย์มีเส้นประสาทมากมาย และทุกเส้นมี “ชื่อ” เป็นของตัวเอง ใครเรียนหมอต้องท่องกันหัวบาน) จะมีความจำเพาะสำหรับตัวกระตุ้นแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน เช่น เส้นประสาทนำความรู้สึกของตาคือ Optic nerve, ของหูคือ Auditory nerve, ของจมูกคือ Olfactory nerve
กล่าวคือเมื่อ Cone cell และ Rod cell (ซึ่งเป็นตัวรับที่ถูกกระตุ้นด้วยแสง) แปลงพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าให้กลายเป็นสัญญาณไฟฟ้าก็จะมีการส่งสัญญาณดังกล่าวเข้าสู่ Optic nerve โดยไม่ปะปนไปกับเส้นประสาทของระบบอื่น
สุดท้าย, เส้นประสาทแต่ละชนิดจะนำสัญญาณประสาทขึ้นสู่สมองต่างบริเวณกัน เช่น การได้ยินส่งไปที่สมองส่วน Temporal lobe, การมองเห็นส่งไปที่ Occipital lobe, ส่วนการสัมผัสและการรับรสส่งไปที่ Parietal lobe เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้เมื่อสิ่งเร้าที่ต่างชนิดกันกระตุ้นตัวรับที่แตกต่างกัน ปริมาณไม่เท่ากัน ส่งสัญญาณไฟฟ้ามากบ้างน้อยบ้างผ่านเส้นประสาทเข้าสู่สมองที่จำเพาะเจาะจง เราจึงสามารถรับรู้รูปร่างลักษณะของสิ่งเร้านั้น ๆ ได้นั่นเอง
การบอกตำแหน่งของตัวกระตุ้น (Localization)
สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยหลาย ๆ กลไกด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น
ตัวรับที่ผิวหนังจะมีบริเวณรับสัมผัสอันจำกัดที่เรียกว่า “ลานรับตัวกระตุ้น” (Receptor Field) ซึ่งหากตัวรับของ Receptor Field ใดถูกกระตุ้นก็ย่อมหมายความว่าสิ่งเร้าที่เกิดขึ้นก็ต้องสัมพันธ์กับตัวรับบริเวณนั้น ๆ (ตรงไปตรงมาใช่ไหมครับ)
หรืออย่างเรตินา “จอรับภาพในตา” ประกอบไปด้วยตัวรับหลายพันเซลล์ที่ชี้ไปยังทุกทิศทางรอบด้านรอคอยการถูกกระตุ้นด้วยพลังงานแม่เหล็กของแสงภายนอกที่ส่องเข้ามาจากต่างทิศทางกัน ทำให้เรารู้ได้ว่าต้นกำเนิดของแสงอยู่ที่ใด เป็นต้น
สำหรับการได้ยินของหูมีกลไกการบอกตำแหน่งแตกต่างไปจากการรับสัมผัสบนผิวหนังและการมองเห็นของลูกตา เพราะอาศัยความดังเบาของเสียงเป็นสำคัญ โดยหากมีหูข้างใดข้างหนึ่งได้ยินดังกว่า ระบบประสาทจะเข้าใจว่าตัวเร้าอยู่ด้านนั้น ๆ
นอกจากขึ้นกับตัวรับดังตัวอย่างข้างต้นแล้ว เส้นประสาทที่นำสัญญาณต่อมาจากตัวรับของร่างกายแต่ละส่วนยังมีการจัดเรียงตัวเป็นลำดับที่แน่นอนตลอดทางเดินตั้งแต่ไขสันหลังจนถึงสมอง (Topographic organization) รวมทั้งไปเชื่อมต่อกับสมองส่วนที่จำเพาะอีกด้วย
ดังนั้นการที่เราสามารถตบยุงตัวหนึ่งที่บินมากัดเราที่เท้าได้อย่างแม่นยำก็เพราะการกระทำอันอุกอาจดังกล่าวจะกระตุ้นให้ตัวรับเฉพาะบริเวณนั้นทำงาน ส่งกระแสประสาทไปตามเส้นประสาทเข้าสู่ส่วนของสมองที่จำเพาะเจาะจง และเกิดเป็นการรับรู้ว่ายุงกำลังเกาะอยู่ตรงไหนขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยสายตามองเลยแม้แต่นิดเดียว
(หลังจากนี้ก็เป็นเรื่องบาปบุญของแต่ละคนแล้วล่ะครับ)
การบอกรายละเอียดของตัวกระตุ้น (Sensory acuity)
ผิวหนังแต่ละส่วนของร่างกายจะมีขนาด ความหนาแน่น และการเหลื่อมซ้อนของลานรับตัวกระตุ้นไม่เท่ากัน จำนวนของเส้นประสาทที่มาเลี้ยงแตกต่างกัน นอกจากนี้เนื้อที่ของสมองที่เกี่ยวของกับการรับสัมผัสที่เรียกว่า “Somatosensory Cortex” ก็ไม่เป็นไปตามขนาดร่างกาย
การที่นิ้วมือรับรู้รายละเอียดและไวต่อการสัมผัสได้ดีกว่าบริเวณแขนเพราะมีลานรับตัวกระตุ้นเล็กและหนาแน่นมากกว่า มีจำนวนเส้นประสาทหลายเส้น และยังมีพื้นที่ Somatosensory Cortex มากกว่าอีกด้วย
ซึ่งถ้าเรานำความแตกต่างอันนี้มาวาดเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่มีขนาดของร่างกายแต่ละส่วนใหญ่เล็กไปตามความกว้างใหญ่ของสมองที่เกี่ยวข้องกับส่วนของร่างกายนั้น ๆ ขึ้นมา สิ่งที่ได้ก็คือสัตว์ประหลาดหัวโต ปากหนา แขนขาลีบเล็ก แต่มีมืออันใหญ่โตประดุจใบพาย หรือที่เรียกกันเก๋ ๆ ว่า “Sensory Homunculus” ยังไงล่ะครับ
สาเหตุที่ธรรมชาติสร้างมนุษย์ให้มีมือที่สามารถรับสัมผัสได้ดีนอกจากเหตุผลที่ว่ามือเป็นอวัยวะที่มนุษย์ใช้สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ แล้ว ยังเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในร่างกายของเราด้วย
ลองคิดภาพตามเล่น ๆ นะครับ, หากมนุษย์มีหน้าผากที่รับสัมผัสได้ดีกว่ามือ เวลาเราเกิดเหตุร้ายต่าง ๆ กว่าที่ร่างกายจะรับรู้ รีเฟล็กซ์ป้องกันตัวจะทำงาน ใบหน้าและอวัยวะส่วนอื่น ๆ คงเละไปก่อนแล้ว
ถ้าใครสนใจอยากทดลองว่าผิวหนังส่วนใดของร่างกายที่รับสัมผัสได้ดีให้ลองทำการทดสอบที่เรียกว่า “Two Point Discrimination” โดยการนำวงเวียนหรืออะไรก็ได้ที่แหลม ๆ 2 อันมาแตะที่ผิวหนัง เริ่มจาก 2 จุดที่ใกล้ ๆ กันก่อน แล้วค่อย ๆ เคลื่อนปลายเข็มทั้งสองให้ห่างออกจากกัน พยายามสังเกตว่าตัวเราเริ่มร้สึกรู้ว่าเป็นสองจุดเมื่อปลายวงเวียนอยู่ห่างกันกี่เซนติเมตร
บริเวณที่ไวต่อการสัมผัสเช่นปลายนิ้วจะสามารถรับความแตกต่างได้แม้เพียงระยะห่างน้อย ๆ ส่วนบริเวณที่รับสัมผัสไม่ดี เช่น หน้าแข้ง แผ่นหลัง หรือผิวหน้าของบางคน (- -') ก็อาจจะใช้ระยะห่างตั้งแต่สิบเซ็นติเมตรขึ้นไป
ถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่าอวัยวะที่รับสัมผัสได้ดีมักจะอยู่ส่วนปลาย ๆ ออกไปเสมอ ยกเว้นบางอย่างที่อยู่ในส่วนกลางของร่างกายขณะเดียวกันก็สามารถรับสัมผัสได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน
ซึ่งมันเหล่านั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยเหตุผลทางด้านความปลอดภัยของร่างกาย หากแต่เป็นอวัยวะพิเศษ ที่จะถูกนำมาใช้เมื่อถึงกรณีพิเศษ ที่เกิดขึ้นเฉพาะกับคนพิเศษเท่านั้นครับ
(มีใครรู้บ้างว่าคืออะไร)
การรับความรู้สึก (Sensation) หรือการแปรรหัสข้อมูล (Translation)
สัญญาณประสาทที่ส่งมาตามทางเดินประสาทแต่ละชนิดจะเกิดการแปรข้อมูลอย่างละเอียดที่ “Primary Sensory Area” ซึ่งเป็นส่วนของสมองที่รับความรู้สึกอย่างเฉพาะเพียงชนิดเดียว ยกตัวอย่างเช่น Primary Visual Cortex จะรับการมองเห็น ส่วน Primary Somatosensory Cortex จะทำหน้าที่เกี่ยวกับการรับสัมผัส เป็นต้น
พูดง่าย ๆ ก็คือสมองแต่ละส่วนจะรับความรู้สึกจากตัวเร้าคนละประเภท และไม่ก้าวก่ายกัน
ซึ่งเมื่อสัญญาณประสาทถูกส่งมาจนถึงขั้นนี้ ร่างกายจะเกิดการรับรู้ได้ว่าข้อมูลดังกล่าวคืออะไร มาจากที่ใด ขนาดแค่ไหน ตลอดจนรายละเอียดอื่น ๆ ทั้งหมดของตัวกระตุ้น
นอกจากรับรู้สิ่งเร้าภายนอกร่างกายแล้ว, Primary Sensory Area ยังรับสัญญาณประสาทที่ถูกส่งมาจากกระดูก ข้อต่อและกล้ามเนื้อ สมองส่วนนี้จึงเป็นตัวบอกการวางตำแหน่งของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทั้งขณะที่อยู่นิ่งและเคลื่อนไหวได้โดยไม่ต้องใช้สายตาอีกด้วย
หรือก็คือสิ่งเร้าภายในนั่นเอง
การตีความ (Perception)
เป็นกระบวนการชั้นสูงที่ทำให้มนุษย์สามารถนำเอาข้อมูลทั้งหมดมาแปลความหมาย เราจึงสามารถบอกได้ว่าผู้หญิงวัยกลางคน ผมสั้นที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่คือคุณแม่ของเรา, เหล็กปลายแหลมขอบคมที่มีด้ามจับสีดำคือมีด, สิ่งของรูปร่างกลม ๆ มีตัวเลข 1-12 และเข็มสั้นยาวคือนาฬิกา
เหล่านี้ล้วนอาศัยสมองส่วนที่อยู่เหนือกว่า Primary Sensory Area ขึ้นไปอีกระดับ ซึ่งก็คือ “Sensory Association Area”
สมองส่วนนี้ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลการรับรู้หลายรูปแบบทั้งการมองเห็นโดย Visual Association Area, การได้ยินโดย Auditory Association Area, และกายสัมผัสโดย Somatosensory Association Area หลังจากนั้นจะมีการประมวลและวิเคราะห์องค์ประกอบของข้อมูลเป็นส่วน ๆ สุดท้ายจึงสร้างตัวแทนขึ้นใหม่ (ไม่ได้บันทึกภาพเหมือนกล้องวิดีโอ) ภายในสมองเพื่อเป็นข้อมูบสำหรับการตีความข้อมูลที่เข้าสู่สมองในครั้งถัดไป
การบอกความสำคัญ เข้าใจความหมาย และหาความสัมพันธ์ของสิ่งเร้ากับสิ่งอื่น ๆ หรือประสบการณ์ในอดีตล้วนขึ้นกับสมองส่วน Sensory Association Area ทั้งสิ้น
หากเกิดความบกพร่องของสมองส่วน Primary Somatosensory Cortex จะทำให้คนเราไม่สามารถรับรู้รายละเอียดของโลกที่อยู่รอบตัว แต่ถ้า Sensory Association Area ถูกทำลายผู้ป่วยจะบอกความสำคัญของวัตถุที่เห็นตรงหน้าไม่ได้ทั้ง ๆ ที่สามารถบรรยายลักษณะทั่วไป เช่น ความขรุขระ น้ำหนัก อุณหภูมิ ได้ทั้งหมด
นั่นคือสามารถแยกแยะรายละเอียดแต่ไม่สามารถรวบรวมและดึงเอาข้อมูลอื่น เช่น มโนภาพและประสบการณ์ในอดีตออกมาใช้ตีความออกมาได้
เนื่องจากการตีความจัดเป็นความสามารถชั้นสูง ที่มีเฉพาะในมนุษย์อีกทั้งต้องอาศัยความสามารถอีกหลาย ๆ ด้านของสมอง ได้แก่ การตื่นตัว ความตั้งใจ การเรียนรู้ ความจำ ภาษา อารมณ์ ตลอดจนข้อมูลมากมาย เช่น เหตุการณ์ในอดีต มาประกอบกัน
นี่จึงเป็นคำตอบว่าทำไมในสถานการณ์เดียวกันคนเราจึงมีอารมณ์ มีความรู้สึก และความคิดที่แตกต่างกัน
บทส่งท้าย
ผมไม่รู้ว่าระบบสมองและการรับรู้ของซุปเปอร์แมนเป็นอย่างไรถึงสามารถได้ยินการร้องขอความช่วยเหลือจากคนทั่วโลกที่อยู่ห่างไกลหลายร้อยกิโลเมตร
แต่สำหรับมนุษย์ทั่วไปแล้วการมีประสาทสัมผัสอันดีเยี่ยมก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีนักหรอกนะครับ
เพราะรอบข้างตัวเราเต็มไปด้วยสิ่งเร้าปริมาณมหาศาล ลองคิดภาพหากมนุษย์มีหูที่ได้ยินแม้การก้าวเดินของเหล่าแมลงตัวน้อย ตาที่มองเห็นแสงเทียนแม้ในระยะทางไกลแสนไกล หรือผิวกายที่สัมผัสได้แม้เพียงสายลมที่แสนอ่อนแรง คนเราคงทนไม่ได้หากข้อมูลเหล่านี้ส่งถึงสมองทั้งหมด
ดังนั้นระบบประสาทจึงต้องเลือกรับข้อมูลบางอย่างและคัดทิ้งข้อมูลบางอย่างของตัวกระตุ้น ตลอดจนมีกรรมวิธีในการบีบอัดข้อมูล และเก็บมันไว้ให้สามารถนำออกมาใช้ได้อย่างน่าอัศจรรย์
สิ่งนี้บอกให้เรารู้ว่าอารมณ์ ความรู้สึก การตีความ และการนึกคิดของมนุษย์ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกบิดเบือนจากความเป็นจริงและไม่เที่ยงตรง นอกจากนี้บางครั้งประสาทสัมผัสของเราอาจทำงานผิดเพี้ยนและเกิดภาพหลอนหรือรับรู้สิ่งรอบข้างแบบผิด ๆ ขึ้นได้
ด้วยเหตุนี้จึงมีคำกล่าวที่ว่า “การรับรู้ (Sensation) เป็นเพียงมโนคิด (Abstraction) หาใช่การถอดแบบ (Replication) ของโลก”
ดังนั้นหากใครที่รู้สึกว่าชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์ ไร้ซึ่งรอยยิ้มและกำลังใจ
หรือรู้สึกเหิมเกริมเห็นตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ใครจะห้ามใครจะเตือนก็ไม่ฟัง
ลองคิดใหม่ทำใหม่, มองโลกในมุมอื่น ๆ ด้วยสายตาที่เข้าถึงธรรมชาติและจิตใจที่เป็นกลาง, ปราศจากมายาคติ, ลดทิฐิลงบ้าง
แล้วจะรู้ว่าความสงบสุขที่แท้จริงเป็นอย่างไร







เข้ามารับความรู้ครับผม
เอ้า! รดน้ำ!
#1 By วลาดิมีร์ ปูทัน on 2009-06-03 21:57