สวัสดีครับเพื่อน ๆ ชาว Exteen 

ขอ HBD Exteen 5 ขวบย้อนหลังด้วยนะครับ พอดีช่วงนั้นไม่ค่อยว่าง

โผล่มาอีกทีมีกิจกรรมสนุก ๆ อีกแล้วแฮะ

ใจจริงอยากร่วมเล่นสนุก June Write 30 Days/30 Entries กับเค้าด้วย แต่ตัวเองคงไม่ค่อยมีเวลาอัพบ่อย ๆ หรอกเน้อ

กลัวต้นไม้จะเน่าตายไปซะก่อน

ยังไงก็ฝากช่วย ๆ กันรดน้ำต้นไม้เหี่ยว ๆ ของบล็อคนี้ด้วยนะครับ

เกริ่นนำ 

มีใครเคยสงสัยบ้างหรือไม่ว่าความสามารถของมนุษย์ในการรับรู้เรื่องราวรอบตัว มีอารมณ์ความรู้สึก ใช้สมองคิดวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนตีค่าความสำคัญของเรื่องราวต่าง ๆ นั้น เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

ไม่ผิดนักหากจะตอบอย่างง่าย ๆ ว่าเป็นผลจากการทำหน้าที่ของ-สมอง-อวัยวะอันน่าพิศวงที่วางตัวอยู่ภายในกะโหลกศีรษะ

แต่สำหรับผม, ในฐานะที่ได้พบเห็นความซับซ้อนและลึกล้ำของร่างกายมนุษย์มามากมายตลอดการเรียนชั้นเตรียมแพทย์, การตอบเช่นนี้นับได้ว่าไม่ต่างอะไรกับการดูแคลนความยอดเยี่ยมและชาญฉลาดของธรรมชาติเลยแม้แต่น้อย

ระบบประสาท (Nervous System)

การรับรู้และประมวลข้อมูล ตลอดจนการทำงานของร่างกายสัตว์ทุกชนิดล้วนมีระบบประสาท -ซึ่งแตกต่างกันทั้งโครงสร้างและความสามารถ- เป็นตัวควบคุม

แมงกะพรุนมีเส้นประสาท (Nerve Fiber) ที่สานพันไปมาอย่างไร้ระเบียบเกิดเป็นร่างแหประสาท (Nerve Net) มันจึงแทบจะทำอะไรไม่ได้นอกจากล่องลอยไปตามกระแสคลื่นในทะเลและปล่อยพิษเมื่อรู้สึกถึงการคุกคาม

หนอนตัวแบนเคลื่อนที่หาสิ่งเร้าอย่างมีเป้าหมายเพราะมีการรวมเส้นประสาทเล็ก ๆ เข้าเป็นมัดเส้นประสาท (Nerve Cord) และวางตัวในตำแหน่งที่แน่นอน

แมลงมีส่วนของเส้นประสาทที่ป่องนูนขึ้นเป็นปมประสาท (Ganglion) -ที่อาจนับเป็นจุดกำเนิคของสมองอย่างง่าย ๆ- คอยควบคุมการเคลื่อนที่ของสัดส่วนแต่ละท่อน (Segment) ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

สำหรับมนุษย์, ระบบประสาทได้มีการพัฒนาก้าวหน้า เพิ่มความซับซ้อน ขณะเดียวกันก็เป็นระเบียบแบบแผนสูงกว่าสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นใดในโลก โดยเราอาจจะแบ่งมันออกเป็นระบบประสาทส่วนนอก (Peripheral Nervous System) อันได้แก่เส้นประสาทที่โยงใยไปควบคุมอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย คอยรับรู้ความเป็นไปของสิ่งรอบข้างเพื่อส่งต่อมายังระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System) ผ่านไขสันหลัง (Spinal Cord) มุ่งสู่อวัยวะที่เป็นดั่งหอบังคับการของมนุษย์ที่เรียกว่าสมอง (Brain)

หากเทียบเป็นอัตราส่วนต่อน้ำหนักตัว, สมองของพวกเรามีขนาดใหญ่โตและซับซ้อนมากกว่าสัตว์ทุกชนิดบนโลก รอยหยักมากมายเกิดขึ้นเพื่อเพิ่มปริมาณเนื้อสมองให้มากที่สุดภายใต้ปริมาตรที่จำกัด มันอัดแน่นไปด้วยเซลล์ประสาท (Neuron) จำนวน 50-100 ล้านล้านตัว ทำงานโดยอาศัยพลังงานถึงหนึ่งในสี่ของร่างกายทั้ง ๆ ที่มีน้ำหนักเพียง 2% ของน้ำนักตัว

และส่วนของสมองที่ได้รับการพัฒนาจนทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ทั่วไปนั่นก็คือ “สมองส่วนหน้า” (Frontal Lobe) ซึ่งทำหน้าที่ในการรับและตีความความรู้สึกแบบนามธรรม ก่อให้เกิดจินตนาการ รวมทั้งสร้างให้พวกเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่รู้การปรับตัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

 

ตัวรับความรู้สึก (Sensory Receptor)

การที่คนเราจะรู้สึกถึงสิ่งเร้าได้ต้องมีการส่งสัญญาณจากตัวรับ ผ่านเส้นใยประสาทเข้าไปแปลความที่สมอง

และเนื่องจากสิ่งเร้าภายนอกมีลักษณะทางกายภาพแตกต่างกัน เช่น เสียงจัดเป็นคลื่นแรงดัน แสงจัดเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รสและกลิ่นจัดเป็นสารเคมี เป็นต้น การที่จะนำเอาข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่สมองโดยไม่เปลี่ยนแปลงให้ง่ายต่อการถ่ายทอดคงจะทำให้เกิดความลำบากให้แก่ระบบประสาทของเราไม่น้อย

ดังนั้นธรรมชาติจึงสร้างตัวรับความรู้สึกที่มีหน้าที่แปลง (Transduce) พลังงานที่แตกต่างกันของสิ่งเร้าทั้งหลายให้กลายเป็นสัญญาณไฟฟ้าเพื่อให้การส่งต่อไปตามเส้นประสาทในทำได้ง่ายและเป็นระเบียบมากขึ้น

หลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าระบบประสาทใช้พลังงานไฟฟ้าในการส่งกระแสประสาทคือ ถ้ามีการกระตุ้นบริเวณของสมองที่จำเพาะกับร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งด้วยกระแสไฟฟ้าปริมาณน้อย ๆ จะก่อให้เกิดความรู้สึกคันหรือชาตามตำแหน่งของร่างกายบริเวณนั้นได้แม้กระทั่งบุคคลผู้นั้นได้ถูกตัดแขนหรือขาไปแล้วก็ตาม

หากเปรียบระบบประสาทเสมือนเครือข่ายระบบมวลชนอันแสนยุ่งเหยิง ตัวรับความรู้สึกก็เปรียบได้กับสถานีแรกที่ทำให้เหล่านักท่องเที่ยวเดินทางไปยังจุดต่าง ๆ ได้อย่างลุล่วง

หาไม่แล้วความรู้สึกของมนุษย์จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย

การแยกชนิดของตัวกระตุ้น (Modality Discrimination)

การรับความรู้สึก (Sensation) คือการที่มนุษย์เกิดการรับรู้ว่าชนิด ตำแหน่ง ขนาด และรายละเอียดอื่น ๆ ของตัวกระตุ้นว่าเป็นอย่างไร คนเราสามารถได้กลิ่นหอมหวานของดอกไม้ มองเห็นความฟูกรอบของข้าวไข่เจียว หรือรู้สึกอบอุ่นเมื่อได้สัมผัสมือกับคนรัก ต่างมีจุดเริ่มต้นที่การรับความรู้สึกทั้งสิ้น

ประเด็นน่าสนใจอยู่ตรงที่สมองสามารถรับทราบคุณสมบัติทั้งหลายของตัวกระตุ้นได้อย่างไรในเมื่อเส้นประสาททุกเส้นต่างนำสัญญาณไฟฟ้าเหมือนกันหมด อีกทั้งข้อมูลของตัวกระตุ้นยังถูกบีบอัดและเปลี่ยนแปลงเป็นเพียงสัญญาณไฟฟ้าเรียบร้อยแล้วก่อนขึ้นสู่สมอง?

คำถามดังกล่าวสามารถตอบได้ด้วยการทำงานของระบบประสาทดังนี้ครับ 

ตัวรับแต่ละชนิดจะตอบสนองได้ไวที่สุด คือมี Threshold (ค่าทางไฟฟ้าน้อยสุดที่ทำให้เกิดการถ่ายทอดกระแสประสาท) ต่ำสุดต่อตัวกระตุ้นที่เหมาะสม เช่น Cone cell และ Rod cell ซึ่งเป็นตัวรับของเรตินาในลูกตาจะตอบสนองต่อแสงได้ไวที่สุด และเกือบจะไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้นชนิดอื่น (เช่น การสัมผัส หรือแรงกด) เลย

นอกจากนี้, ระบบประสาทของเรายังบอกถึงความแรงเบาของสิ่งกระตุ้นได้ด้วยปริมาณตัวรับที่ถูกกระตุ้น โดยตัวกระตุ้นใดที่มีความรุนแรงมาก หรือมีความถี่สูง ๆ เช่น การถูกต่อยเข้าที่ใบหน้าอย่างจัง เมื่อเทียบกับสิ่งเร้าอีกชนิดที่มีความรุนแรงไม่มาก อย่างแรกจะสามารถกระตุ้นตัวรับได้หลายตัวและก่อให้เกิดปริมาณสัญญาณไฟฟ้ามากกว่า

(ข้อมูลที่ได้จากกระบวนการนี้นอกจากจะช่วยในการตีความต่อไปว่าสิ่งเร้านั้นเป็นอะไรแล้ว ยังเป็นหนึ่งในกลไกป้องกันตัวเองของร่างกายมนุษย์อีกด้วย)

และแม้จะนำสัญญาณไฟฟ้าเหมือนกัน, แต่เส้นประสาทแต่ละเส้น (ร่างกายมนุษย์มีเส้นประสาทมากมาย และทุกเส้นมี “ชื่อ” เป็นของตัวเอง ใครเรียนหมอต้องท่องกันหัวบาน) จะมีความจำเพาะสำหรับตัวกระตุ้นแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน เช่น เส้นประสาทนำความรู้สึกของตาคือ Optic nerve, ของหูคือ Auditory nerve, ของจมูกคือ Olfactory nerve

กล่าวคือเมื่อ Cone cell และ Rod cell (ซึ่งเป็นตัวรับที่ถูกกระตุ้นด้วยแสง) แปลงพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าให้กลายเป็นสัญญาณไฟฟ้าก็จะมีการส่งสัญญาณดังกล่าวเข้าสู่ Optic nerve โดยไม่ปะปนไปกับเส้นประสาทของระบบอื่น

สุดท้าย, เส้นประสาทแต่ละชนิดจะนำสัญญาณประสาทขึ้นสู่สมองต่างบริเวณกัน เช่น การได้ยินส่งไปที่สมองส่วน Temporal lobe, การมองเห็นส่งไปที่ Occipital lobe, ส่วนการสัมผัสและการรับรสส่งไปที่ Parietal lobe เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้เมื่อสิ่งเร้าที่ต่างชนิดกันกระตุ้นตัวรับที่แตกต่างกัน ปริมาณไม่เท่ากัน ส่งสัญญาณไฟฟ้ามากบ้างน้อยบ้างผ่านเส้นประสาทเข้าสู่สมองที่จำเพาะเจาะจง เราจึงสามารถรับรู้รูปร่างลักษณะของสิ่งเร้านั้น ๆ ได้นั่นเอง  

การบอกตำแหน่งของตัวกระตุ้น (Localization)

สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยหลาย ๆ กลไกด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น

ตัวรับที่ผิวหนังจะมีบริเวณรับสัมผัสอันจำกัดที่เรียกว่า “ลานรับตัวกระตุ้น” (Receptor Field) ซึ่งหากตัวรับของ Receptor Field ใดถูกกระตุ้นก็ย่อมหมายความว่าสิ่งเร้าที่เกิดขึ้นก็ต้องสัมพันธ์กับตัวรับบริเวณนั้น ๆ (ตรงไปตรงมาใช่ไหมครับ)

หรืออย่างเรตินา จอรับภาพในตา ประกอบไปด้วยตัวรับหลายพันเซลล์ที่ชี้ไปยังทุกทิศทางรอบด้านรอคอยการถูกกระตุ้นด้วยพลังงานแม่เหล็กของแสงภายนอกที่ส่องเข้ามาจากต่างทิศทางกัน ทำให้เรารู้ได้ว่าต้นกำเนิดของแสงอยู่ที่ใด เป็นต้น

สำหรับการได้ยินของหูมีกลไกการบอกตำแหน่งแตกต่างไปจากการรับสัมผัสบนผิวหนังและการมองเห็นของลูกตา เพราะอาศัยความดังเบาของเสียงเป็นสำคัญ โดยหากมีหูข้างใดข้างหนึ่งได้ยินดังกว่า ระบบประสาทจะเข้าใจว่าตัวเร้าอยู่ด้านนั้น ๆ

นอกจากขึ้นกับตัวรับดังตัวอย่างข้างต้นแล้ว เส้นประสาทที่นำสัญญาณต่อมาจากตัวรับของร่างกายแต่ละส่วนยังมีการจัดเรียงตัวเป็นลำดับที่แน่นอนตลอดทางเดินตั้งแต่ไขสันหลังจนถึงสมอง (Topographic organization) รวมทั้งไปเชื่อมต่อกับสมองส่วนที่จำเพาะอีกด้วย 

ดังนั้นการที่เราสามารถตบยุงตัวหนึ่งที่บินมากัดเราที่เท้าได้อย่างแม่นยำก็เพราะการกระทำอันอุกอาจดังกล่าวจะกระตุ้นให้ตัวรับเฉพาะบริเวณนั้นทำงาน ส่งกระแสประสาทไปตามเส้นประสาทเข้าสู่ส่วนของสมองที่จำเพาะเจาะจง และเกิดเป็นการรับรู้ว่ายุงกำลังเกาะอยู่ตรงไหนขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยสายตามองเลยแม้แต่นิดเดียว

(หลังจากนี้ก็เป็นเรื่องบาปบุญของแต่ละคนแล้วล่ะครับ)

การบอกรายละเอียดของตัวกระตุ้น (Sensory acuity)

ผิวหนังแต่ละส่วนของร่างกายจะมีขนาด ความหนาแน่น และการเหลื่อมซ้อนของลานรับตัวกระตุ้นไม่เท่ากัน จำนวนของเส้นประสาทที่มาเลี้ยงแตกต่างกัน นอกจากนี้เนื้อที่ของสมองที่เกี่ยวของกับการรับสัมผัสที่เรียกว่า “Somatosensory Cortex” ก็ไม่เป็นไปตามขนาดร่างกาย

การที่นิ้วมือรับรู้รายละเอียดและไวต่อการสัมผัสได้ดีกว่าบริเวณแขนเพราะมีลานรับตัวกระตุ้นเล็กและหนาแน่นมากกว่า มีจำนวนเส้นประสาทหลายเส้น และยังมีพื้นที่ Somatosensory Cortex มากกว่าอีกด้วย

ซึ่งถ้าเรานำความแตกต่างอันนี้มาวาดเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่มีขนาดของร่างกายแต่ละส่วนใหญ่เล็กไปตามความกว้างใหญ่ของสมองที่เกี่ยวข้องกับส่วนของร่างกายนั้น ๆ ขึ้นมา สิ่งที่ได้ก็คือสัตว์ประหลาดหัวโต ปากหนา แขนขาลีบเล็ก แต่มีมืออันใหญ่โตประดุจใบพาย หรือที่เรียกกันเก๋ ๆ ว่า Sensory Homunculus ยังไงล่ะครับ

สาเหตุที่ธรรมชาติสร้างมนุษย์ให้มีมือที่สามารถรับสัมผัสได้ดีนอกจากเหตุผลที่ว่ามือเป็นอวัยวะที่มนุษย์ใช้สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ แล้ว ยังเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในร่างกายของเราด้วย

ลองคิดภาพตามเล่น ๆ นะครับ, หากมนุษย์มีหน้าผากที่รับสัมผัสได้ดีกว่ามือ เวลาเราเกิดเหตุร้ายต่าง ๆ กว่าที่ร่างกายจะรับรู้ รีเฟล็กซ์ป้องกันตัวจะทำงาน ใบหน้าและอวัยวะส่วนอื่น ๆ คงเละไปก่อนแล้ว


ถ้าใครสนใจอยากทดลองว่าผิวหนังส่วนใดของร่างกายที่รับสัมผัสได้ดีให้ลองทำการทดสอบที่เรียกว่า “Two Point Discrimination” โดยการนำวงเวียนหรืออะไรก็ได้ที่แหลม ๆ 2 อันมาแตะที่ผิวหนัง เริ่มจาก 2 จุดที่ใกล้ ๆ กันก่อน แล้วค่อย ๆ เคลื่อนปลายเข็มทั้งสองให้ห่างออกจากกัน พยายามสังเกตว่าตัวเราเริ่มร้สึกรู้ว่าเป็นสองจุดเมื่อปลายวงเวียนอยู่ห่างกันกี่เซนติเมตร

บริเวณที่ไวต่อการสัมผัสเช่นปลายนิ้วจะสามารถรับความแตกต่างได้แม้เพียงระยะห่างน้อย ๆ ส่วนบริเวณที่รับสัมผัสไม่ดี เช่น หน้าแข้ง แผ่นหลัง หรือผิวหน้าของบางคน (- -') ก็อาจจะใช้ระยะห่างตั้งแต่สิบเซ็นติเมตรขึ้นไป

ถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่าอวัยวะที่รับสัมผัสได้ดีมักจะอยู่ส่วนปลาย ๆ ออกไปเสมอ ยกเว้นบางอย่างที่อยู่ในส่วนกลางของร่างกายขณะเดียวกันก็สามารถรับสัมผัสได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน

ซึ่งมันเหล่านั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยเหตุผลทางด้านความปลอดภัยของร่างกาย หากแต่เป็นอวัยวะพิเศษ ที่จะถูกนำมาใช้เมื่อถึงกรณีพิเศษ ที่เกิดขึ้นเฉพาะกับคนพิเศษเท่านั้นครับ

(มีใครรู้บ้างว่าคืออะไร)

 

การรับความรู้สึก (Sensation) หรือการแปรรหัสข้อมูล (Translation)

สัญญาณประสาทที่ส่งมาตามทางเดินประสาทแต่ละชนิดจะเกิดการแปรข้อมูลอย่างละเอียดที่ Primary Sensory Area ซึ่งเป็นส่วนของสมองที่รับความรู้สึกอย่างเฉพาะเพียงชนิดเดียว ยกตัวอย่างเช่น Primary Visual Cortex จะรับการมองเห็น ส่วน Primary Somatosensory Cortex จะทำหน้าที่เกี่ยวกับการรับสัมผัส เป็นต้น

พูดง่าย ๆ ก็คือสมองแต่ละส่วนจะรับความรู้สึกจากตัวเร้าคนละประเภท และไม่ก้าวก่ายกัน

ซึ่งเมื่อสัญญาณประสาทถูกส่งมาจนถึงขั้นนี้ ร่างกายจะเกิดการรับรู้ได้ว่าข้อมูลดังกล่าวคืออะไร มาจากที่ใด ขนาดแค่ไหน ตลอดจนรายละเอียดอื่น ๆ ทั้งหมดของตัวกระตุ้น

นอกจากรับรู้สิ่งเร้าภายนอกร่างกายแล้ว, Primary Sensory Area ยังรับสัญญาณประสาทที่ถูกส่งมาจากกระดูก ข้อต่อและกล้ามเนื้อ สมองส่วนนี้จึงเป็นตัวบอกการวางตำแหน่งของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทั้งขณะที่อยู่นิ่งและเคลื่อนไหวได้โดยไม่ต้องใช้สายตาอีกด้วย

หรือก็คือสิ่งเร้าภายในนั่นเอง

การตีความ (Perception)

เป็นกระบวนการชั้นสูงที่ทำให้มนุษย์สามารถนำเอาข้อมูลทั้งหมดมาแปลความหมาย เราจึงสามารถบอกได้ว่าผู้หญิงวัยกลางคน ผมสั้นที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่คือคุณแม่ของเรา, เหล็กปลายแหลมขอบคมที่มีด้ามจับสีดำคือมีด, สิ่งของรูปร่างกลม ๆ มีตัวเลข 1-12 และเข็มสั้นยาวคือนาฬิกา

เหล่านี้ล้วนอาศัยสมองส่วนที่อยู่เหนือกว่า Primary Sensory Area ขึ้นไปอีกระดับ ซึ่งก็คือ Sensory Association Area

สมองส่วนนี้ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลการรับรู้หลายรูปแบบทั้งการมองเห็นโดย Visual Association Area, การได้ยินโดย Auditory Association Area, และกายสัมผัสโดย Somatosensory Association Area หลังจากนั้นจะมีการประมวลและวิเคราะห์องค์ประกอบของข้อมูลเป็นส่วน ๆ สุดท้ายจึงสร้างตัวแทนขึ้นใหม่ (ไม่ได้บันทึกภาพเหมือนกล้องวิดีโอ) ภายในสมองเพื่อเป็นข้อมูบสำหรับการตีความข้อมูลที่เข้าสู่สมองในครั้งถัดไป

การบอกความสำคัญ เข้าใจความหมาย และหาความสัมพันธ์ของสิ่งเร้ากับสิ่งอื่น ๆ หรือประสบการณ์ในอดีตล้วนขึ้นกับสมองส่วน Sensory Association Area ทั้งสิ้น

หากเกิดความบกพร่องของสมองส่วน Primary Somatosensory Cortex จะทำให้คนเราไม่สามารถรับรู้รายละเอียดของโลกที่อยู่รอบตัว แต่ถ้า Sensory Association Area ถูกทำลายผู้ป่วยจะบอกความสำคัญของวัตถุที่เห็นตรงหน้าไม่ได้ทั้ง ๆ ที่สามารถบรรยายลักษณะทั่วไป เช่น ความขรุขระ น้ำหนัก อุณหภูมิ ได้ทั้งหมด

นั่นคือสามารถแยกแยะรายละเอียดแต่ไม่สามารถรวบรวมและดึงเอาข้อมูลอื่น เช่น มโนภาพและประสบการณ์ในอดีตออกมาใช้ตีความออกมาได้

เนื่องจากการตีความจัดเป็นความสามารถชั้นสูง ที่มีเฉพาะในมนุษย์อีกทั้งต้องอาศัยความสามารถอีกหลาย ๆ ด้านของสมอง ได้แก่ การตื่นตัว ความตั้งใจ การเรียนรู้ ความจำ ภาษา อารมณ์ ตลอดจนข้อมูลมากมาย เช่น เหตุการณ์ในอดีต มาประกอบกัน

นี่จึงเป็นคำตอบว่าทำไมในสถานการณ์เดียวกันคนเราจึงมีอารมณ์ มีความรู้สึก และความคิดที่แตกต่างกัน

 

บทส่งท้าย

ผมไม่รู้ว่าระบบสมองและการรับรู้ของซุปเปอร์แมนเป็นอย่างไรถึงสามารถได้ยินการร้องขอความช่วยเหลือจากคนทั่วโลกที่อยู่ห่างไกลหลายร้อยกิโลเมตร

แต่สำหรับมนุษย์ทั่วไปแล้วการมีประสาทสัมผัสอันดีเยี่ยมก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีนักหรอกนะครับ

เพราะรอบข้างตัวเราเต็มไปด้วยสิ่งเร้าปริมาณมหาศาล ลองคิดภาพหากมนุษย์มีหูที่ได้ยินแม้การก้าวเดินของเหล่าแมลงตัวน้อย ตาที่มองเห็นแสงเทียนแม้ในระยะทางไกลแสนไกล หรือผิวกายที่สัมผัสได้แม้เพียงสายลมที่แสนอ่อนแรง คนเราคงทนไม่ได้หากข้อมูลเหล่านี้ส่งถึงสมองทั้งหมด

ดังนั้นระบบประสาทจึงต้องเลือกรับข้อมูลบางอย่างและคัดทิ้งข้อมูลบางอย่างของตัวกระตุ้น ตลอดจนมีกรรมวิธีในการบีบอัดข้อมูล และเก็บมันไว้ให้สามารถนำออกมาใช้ได้อย่างน่าอัศจรรย์

สิ่งนี้บอกให้เรารู้ว่าอารมณ์ ความรู้สึก การตีความ และการนึกคิดของมนุษย์ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกบิดเบือนจากความเป็นจริงและไม่เที่ยงตรง นอกจากนี้บางครั้งประสาทสัมผัสของเราอาจทำงานผิดเพี้ยนและเกิดภาพหลอนหรือรับรู้สิ่งรอบข้างแบบผิด ๆ ขึ้นได้

ด้วยเหตุนี้จึงมีคำกล่าวที่ว่า การรับรู้ (Sensation) เป็นเพียงมโนคิด (Abstraction) หาใช่การถอดแบบ (Replication) ของโลก

ดังนั้นหากใครที่รู้สึกว่าชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์ ไร้ซึ่งรอยยิ้มและกำลังใจ

หรือรู้สึกเหิมเกริมเห็นตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ใครจะห้ามใครจะเตือนก็ไม่ฟัง

ลองคิดใหม่ทำใหม่, มองโลกในมุมอื่น ๆ ด้วยสายตาที่เข้าถึงธรรมชาติและจิตใจที่เป็นกลาง, ปราศจากมายาคติ, ลดทิฐิลงบ้าง  

แล้วจะรู้ว่าความสงบสุขที่แท้จริงเป็นอย่างไร

 

รูปทั้งหมดมาจาก ที่นี่ และ ที่นี่ ครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ่านบทส่งท้ายแล้วพาลไปนึกถึงวิชา[สรรพสัมผัสมหากาฬ] ของยูกิชิโร เอนิชิ sad smile หูไวตาไวจนหลอนกันไปข้าง

เข้ามารับความรู้ครับผม big smile

เอ้า! รดน้ำ!

Hot!
Hot! Hot!

สุดยอดเลยค่ะ ความรู้เน้นๆcry

มารดน้ำให้ค่ะbig smile

#2 By Variety-Phet on 2009-06-04 00:04

มนุษย์ช่างซับซ้อน...
ทั้งด้านร่างกายและจิตใจopen-mounthed smile Hot!

#3 By wesong on 2009-06-04 00:54

ช่วงแรกๆเหือนทำให้เราทวนเรื่องระบบประสาทไปในตัว

เป็นบทความที่ดีค่ะ

แปะดาวๆHot! Hot! Hot!
มนุษย์นี้ช่างยากแท้หยั่งถึง open-mounthed smile

#5 By เจ้าโต on 2009-06-04 17:32

เข้ามารดน้ำ และแจก Hot!

ส่วนตัวแล้ว เราให้ความสำคัญกับเรื่อง Perception เป็นสำคัญเลยล่ะ เพราะแต่ละคนก็มีประสบการณ์ การเรียนรู้ และพื้นฐานความคิดความเข้าใจที่แตกต่างกัน (ยังไม่ต้องพูดไปลึกถึงประเด็นเรื่อง การทำงานของสมองแต่ละส่วน)

ดังนั้น Perception จึงเป็นประเด็นละเอียดอ่อน ที่ทำให้คนเราสามารถถ่ายทอดสิ่งที่ต้องการ หรือมีปฎิสัมพันธ์ต่อกันได้อย่างราบรื่น หรือทะเลาะกันจะเป็นจะตายได้

สิ่งที่เราต้องเข้าใจเป็นอันดับต้นๆ เพื่อลดความขัดแย้งให้น้อยลง ก็คือการยอมรับว่า จุดยืนของผู้คนที่แตกต่างกัน ก็ย่อมทำให้รับรู้สิ่งๆหนึ่งไม่เหมือนกันนั่นเอง

ความถูกต้องหรือความผิดพลาด ความเลวร้ายหรือความดีงาม...นิยามที่ไม่เคยชัดเจนนี่ ยังไม่น่ากลัวเท่ากับว่า พวกเราไม่ได้สนใจ กับเหตุผลในมุมมองที่แตกต่างนั่นเอง

surprised smile

#6 By Zieghart on 2009-06-04 17:38

สมองทำงานซับซ้อนมากๆ

#7 By ก๋อง *~*$treet English *~* on 2009-06-04 19:31

ขอรับความรู้ครับ

#8 By ซ้อนหยอน on 2009-06-04 19:34

ได้ความรู้แต่ไม่seriousดีค่ะ
ขออณุญาติ add บล็อกหน่อยนะคะopen-mounthed smile

#9 By newyork on 2009-06-04 19:41

กลับมาอ่านที่ตัวเองเขียนแล้วรู้สึกว่ายาวมั่ก ๆ

ไม่รู้แต่ละคนจะอ่านกันไหวหรือเปล่า?

ค่อย ๆ อ่านกันไปทีละเล็กละน้อยละกันนะครับ ถือว่าประดับความรู้เนอะ

ขอบคุณทุกคอมเมนต์ครับผม

#10 By Highwind on 2009-06-04 19:43

ขอบคุณมากค่ะได้ความรู้มากๆเลย อย่าลืมมาเยี่่ยมบล๊อกเพลงเราบ้างนะคะ เราแอดไว้แล้วนะคะ

#11 By nokejaa on 2009-06-04 19:57

Hot! สนับสนุนการเขียนแบบละเอียดconfused smile

แต่ตอบอย่างมั่นใจ ว่าข้าพเจ้าเกลียด Blog Brain ที่สุดsad smile

รดน้ำขอรับ

#12 By on 2009-06-04 20:51

Hot! สมองทำงานได้มหัศจรรย์มาก
นี่ไปขุดเลคเชอร์ตอนปี 3 ขึ้นมาเขียนใช่มั้ย
จำได้ว่าอาจารย์สอนสนุกดี แต่คะแนนวิชานี้ก็ยังเน่า....

รดน้ำต้นไม้ให้แล้วนะHot!

#14 By >>VaRioLa on 2009-06-04 22:52

น่าทึ่งจังconfused smile

#15 By Kully on 2009-06-04 23:27

ในทางจิตวิทยา แบ่งแยกกระบวนการทำงานของจิตไว้หลายขั้นตอน เริ่มตั้งแต่สิ่งเร้ากระตุ้นอวัยวะรับสัมผัส เกิดเป็น "ความรู้สึก - sensation" ผสานความรู้ ความจำและประสบการณ์ที่มีอยู่เดิม กระทั่งแปลค่าเป็น "การรับรู้ - perception" ที่สมบูรณ์

ในแง่ของความรู้สึก โดยตัวมันเองแล้วเป็นเพียงปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นอย่างไร้ความหมาย กล่าวคือ ทุกๆ คนที่เจอกับสิ่งเร้าอย่างหนึ่งย่อมเกิดความรู้สึกที่คล้ายคลึงกัน ต่างกับการรับรู้ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อความรู้สึกนั้นได้ผสานเข้ากับข้อมูลที่มีอยู่เดิมในประสบการณ์ และเพราะเหตุที่ประสบการณ์ของแต่ละคนแตกต่างกัน ดังนั้น การรับรู้ที่เกิดขึ้นในแต่ละคนจึงแตกต่างกันไปด้วย

ทำนองเดียวกับพุทธธรรมที่แยกกระบวนการของจิตออกเป็นหลายขั้นตอนตามหลักปฏิจจสมุปบาท เริ่มจากสิ่งเร้า (อวิชชา) เกิดขึ้นเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร นำเกิดวิญญาณ นามรูป กระทบสฬายตนะ เกิดผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ฯลฯ ไล่เรียงตามลำดับ จากอนุกรมนี้จะเห็นได้ว่า เมื่อเกิด "วิญญาณ" ขึ้นแล้ว ยังมีกระบวนการอีกหลายขั้นเกิดขึ้นตามมา กว่าจะเกิดภพ ชาติ ชรา มรณะ โสกปริเทวนาการต่างๆ

หากเราเข้าใจกระบวนการของจิตอย่างถ่องแท้ ก็เป็นเรื่องง่ายที่จะจัดการกับจิตใจของเราเอง ดังพุทธพจน์ว่า "เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เมื่อสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ย่อมดับ" เมื่อรู้จักอนุกรมของจิตแล้วรู้จักนำมาใช้ในเกิดประโยชน์ ย่อมจะเป็นการดีแก่เราอย่างที่สุดครับ

#16 By รัตนาดิศร on 2009-06-05 10:22

สุดยอดมากครับผม ธรรมชาตินี่มันออกแบบได้สุดยอดจริงๆcry Hot!

#17 By XEGXEF on 2009-06-05 10:27

เห็นด้วยกับ "แต่สำหรับมนุษย์ทั่วไปแล้วการมีประสาทสัมผัสอันดีเยี่ยมก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีนักหรอกนะครับ" เพราะแค่ที่ได้ยินเสียงก๊อกแก๊กนิดหน่อยยังนอนไม่หลับเลย sad smile


เอาแค่แต่พอดีๆก็น่าจะดีกว่าเนอะ

#18 By Paa orKant on 2009-06-05 11:16

ความรู้เจ๋งจัง แต่ดอกอะไรเอ๋ยสวยม๊าก มากquestion

#19 By sarin (117.47.181.121) on 2009-07-14 15:24

ถ้าเลือกได้ คิดว่ามนุษย์คือความสมดุลย์ที่สุดในจักรวาล เพราะเราสามารถรับสิ่งที่อยากรับ และปฎิเสธสิ่งที่อยากปฏิเสธได้ โชคดีจังที่เกิดเป็นมนุษย์ธรรมดา ธรรมดา

#20 By maemodnoy (58.137.10.21) on 2009-07-29 13:49

ถ้าเลือกได้ คิดว่ามนุษย์คือความสมดุลย์ที่สุดในจักรวาล เพราะเราสามารถรับสิ่งที่อยากรับ และปฎิเสธสิ่งที่อยากปฏิเสธได้ โชคดีจังที่เกิดเป็นมนุษย์ธรรมดา ธรรมดา

#21 By maemodnoy (58.137.10.21) on 2009-07-29 13:49

คนเรารู้สึกแสบร้อนได้ยังค่ะ

#22 By mim (125.25.30.2) on 2009-08-04 19:22

สวยดี

#23 By (114.128.125.35) on 2009-11-11 18:37

Favourites