'สุขกับปัจจุบัน' เก็บตกความคิดที่ได้รับจาก Med นอก
posted on 12 May 2009 20:18 by highwind in What-I-Live-and-Feel
เพิ่งกลับมาจากการออกไปปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ได้ไม่กี่วัน
หากจะกล่าวว่าการเรียนปีสุดท้ายในฐานะเอ็กซ์เทิร์นที่เพิ่งเปลี่ยนผ่านจากนักศึกษาแพทย์ในชุดเสื้อกาวด์เป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับความเป็นแพทย์มากที่สุดแล้วนั้น การได้ไปเรียนรู้ที่โรงพยาบาลร่วมสอน-แม้เป็นเวลาสั้น ๆ ประมาณ 4 สัปดาห์-ก็ถือเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการก้าวออกไปปฏิบัติงานในฐานะแพทย์บนโลกแห่งความเป็นจริงได้เป็นอย่างดี
ที่นี่ผมได้รับการปฏิบัติไม่ต่างจากแพทย์ท่านหนึ่งที่มีความรู้ความสามารถในการรักษาผู้ป่วยเต็มที่ ซึ่งถึงแม้จะต้องแลกมาด้วยความรับผิดชอบ, ความทุ่มเท, และความขยัน รวมทั้งความตั้งใจที่เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัวก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นช่วยให้ผมได้ตอกย้ำความรู้เดิมที่มีอยู่ให้แจ่มชัด แก้ไขสิ่งเก่าที่เคยเข้าใจผิดให้ถูกต้อง ฝึกการทำงานกับผู้คนหลากหลายประเภท เปิดมุมมองสำหรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพิ่มเติม
และสร้างโอกาสให้ผมได้ซึมซับบทบาทหน้าที่ของแพทย์อย่างเต็มตัว
เหนืออื่นใด, สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมได้รับมาจากการทำงานอย่างใกล้ชิดกับเหล่าสตาฟฟ์ของโรงพยาบาลแห่งนี้นั่นก็คือ “มุมมองและวิธีคิดบวกต่อการดำรงชีวิต”
ซึ่งสิ่งนี้ได้เปลี่ยนแปลงและส่งผลให้ตัวผมเข้าใจโลกในแนวทางที่แปลกออกไปอย่างถาวร
หากลองมองย้อนกลับไปในอดีต แม้เราจากเกิดจากสถานที่ที่ไม่เหมือนกันและเติบโตมาภายใต้กรอบการเลี้ยงดูที่แตกต่าง, ผมยังเชื่อว่าใครหลายคนคงมองเห็นภาพตนเองในสมัยก่อนเป็นเด็กน้อยที่สดใสร่าเริง เต็มไปด้วยรอยยิ้ม พร้อมหัวเราะร่วนได้ง่าย ๆ มีความมั่นใจในตัวเอง และรู้สึกสนุกไปกับทุกเสี้ยววินาทีของเหตุการณ์ในชีวิตที่เกิดขึ้นโดยไม่เคยต้องหวาดหวั่นกับอนาคตข้างหน้าที่กำลังจะมาถึงเลยแม้แต่นิดเดียว รวมทั้งมองโลกในแง่ดีเสมอมา
ตัวผมในวัยเด็กก็เป็นเช่นนั้น
แต่เมื่อเติบโตขึ้นมา ผ่านพบผู้คนมากมาย ได้เห็นธรรมชาติของโลก และรับรู้ความเป็นจริงของชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ, ความมั่นใจต่อตนเองและพลังในการดำรงชีวิตอยู่ก็ค่อย ๆ มอดลงไปทีละนิด ๆ หลายครั้งที่หัวสมองเต็มไปด้วยความมืดมิด จิตใจไร้ซึ่งความสุข และพบตัวเองปิดกั้นประสาทสัมผัสทั้งหมดจากโลกภายนอก ปล่อยเวลา ณ ขณะนั้นผ่านเลยไปอย่างเนิบช้าเพื่อเรียกบรรยากาศแห่งความสุขในวัยเด็กให้ทอดเงาออกมาสู่โลกปัจจุบัน บางครั้งผมลืมตาตื่นโดยไม่เห็นผู้คนที่ผ่านไปมา เหม่อมองไม่รับฟังเสียงของสิ่งแวดล้อมรอบข้าง
ร่างกายผมอยู่ที่นั่นแต่จิตวิญญาณกลับล่องลอยไปสู่อนาคตที่ห่างไกล
และโดยไม่ทราบเหตุผล-แทนที่จะมีความสุขมากขึ้น-จิตใจของผมกลับอ่อนล้า ร่างกายไร้เรี่ยวแรงจะสู้ต่อ
การใช้ชีวิตในโลกปัจจุบันอย่างเต็มไปด้วยรอยยิ้มช่างดูเป็นเรื่องยากเย็นเหลือเกิน
การไปอยู่ที่เจริญกรุงฯ จะมีพี่แพทย์ท่านหนึ่งทำหน้าที่เป็นอาจารย์ประจำกลุ่มคอยจัดการเรียนการสอนและวางตารางให้เราปฏิบัติงานในแต่ละวัน ซึ่งกลุ่มของผมมี “พี่อ้อ” เป็นคนดูแล แรกเริ่มที่ได้พบกับพี่แพทย์-ผู้เชี่ยวชาญสาขาโรคติดเชื้อ-ท่านนี้ ผมก็รู้สึกถึงความเป็นคนเอาจริงเอาจังและตั้งใจทำงานจนอดนึกหวั่นใจ และรู้สึกกดดันอยู่ลึก ๆ ไม่ได้
แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ได้รู้จักพี่อ้อมากขึ้นเรื่อย ๆ ผมก็ต้องยอมรับว่าพี่คนนี้เป็นคนขยัน ทำงานเก่ง มีนิสัยน่ารักเป็นกันเองกับทุก ๆ คน ดูแลคนไข้ด้วยความเมตตา ที่สำคัญ, เป็นผู้ที่มีปรัชญาในการดำเนินชีวิตอย่างมากอีกด้วย
“ตอนนี้สบายดีแล้ว ออกจากโรงพยาบาลไปก่อนเถอะ ในนี้เชื้อโรคมันเยอะ ไปสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกดีกว่านะ หยุดสูบบุหรี่ด้วยนะคะ”
“ถ้ามีอาการไม่สบายขึ้นมาอีก ก็มาโรงพยาบาลได้ทุกเมื่อ ที่นี่พร้อมรับคนไข้ตลอด 24 ชั่วโมง”
“มีสติและยึดความสุขในปัจจุบันนี่แหละ ไม่ต้องไปคิดอะไรมากหรอกค่ะคุณลุง”
พี่อ้อพูดประโยคข้างต้นพร้อมกับแตะแขนผู้ป่วยคนหนึ่ง-ที่มานอนโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาเรื่องถุงลมโป่งพองเพราะสูบบุหรี่จัดจนดีขึ้นแล้วแต่ยังไม่เชื่อมั่นว่าตนเองแข็งแรงพอหรือยัง-เบา ๆ ด้วยความอ่อนโยน เป็นการปลอบประโลมและให้กำลังใจไปในตัว
ผมไม่แน่ใจว่าคุณลุงคนนั้นออกจากโรงพยาบาลด้วยความมั่นใจขนาดไหน และแกจะเข้าใจสิ่งที่แพทย์คนนั้นต้องการสื่ออย่างครบถ้วนทุกคำพูดหรือเปล่า
แต่ประโยคที่พี่อ้อพูดในวันนั้นได้ส่งผลต่อผม-แพทย์ฝึกหัดรุ่นน้องที่กำลังรู้สึกไม่เป็นสุขในชีวิต-อย่างใหญ่หลวงมาก ๆ
จิตใจและร่างกายเป็นส่วนประกอบสองสิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยสำหรับความเป็นมนุษย์ เรามีใจเป็นตัวรับสิ่งกระทบต่าง ๆ ตีค่าเป็นความรู้สึก ก่อเกิดเป็นมโนภาพความคิดทางนามธรรม และสั่งการร่างกายให้ขยับเคลื่อนไหวเกิดเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ใจและกายจึงเปรียบเสมือนนายกับบ่าวที่มีหน้าที่และความสามารถแตกต่างกัน ขณะเดียวกันก็เกื้อหนุนเกี่ยวเนื่องกันตลอดเวลา
อย่างไรก็ดี-โดยไม่รู้ตัว-มนุษย์มักจะบีบบังคับให้ใจและกายแยกห่างออกจากกันด้วยการแขวนความสุขไว้กับอนาคตที่ยังมาไม่ถึงรวมทั้งการจมปลักอยู่กับอดีตที่ผ่านไปแล้ว (เราจึงเห็นผู้คนมากมายที่ไม่มีความสุขเวลาทำงาน แต่ออกไปกินเลี้ยงทุกครั้งหลังเลิกงานเพียงเพราะเชื่อว่านั่นคือการสร้างรอยยิ้มให้จิตใจ) จิตใจมนุษย์ที่แสนบางเปราะและง่ายต่อการกระเด็นกระดอนไปตามแรงภายนอกที่มากระทบอยู่เดิมจึงล่องลอยออกไปเรื่อย ๆ ตามคลื่นความคิด และทิ้งร่างกายเอาไว้ดังภาชนะเปล่า ๆ ซึ่งไม่หลงเหลือความรู้สึกใด ๆ แม้แต่น้อย
เมื่อนั้นความเป็นมนุษย์ก็คล้ายกับหมดสิ้นไป จิตใจที่ไม่เกาะติดอยู่กับปัจจุบัน-เสมือนนายไร้บ่าวช่วยเหลือ-ต้องทำงานหนักเป็นสองเท่าเพื่อสร้างภาพความสุขที่อยู่ในจินตนาการจนอ่อนล้าในที่สุด กายที่ขาดการชี้นำจากหัวใจจึงหมดเรี่ยวแรงและไร้จิตวิญญาณในการดำรงชีวิตอยู่
เหล่านี้คือต้นตอของความรู้สึกเหนื่อยอ่อนและไม่มีความสุขทั้งหมดที่เกิดขึ้น...และหนทางแก้ไขก็คือการมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน
การอยู่กับปัจจุบันมิใช่การหลงลืมอดีตหรือการไม่เตรียมตัวสำหรับอนาคต หากแต่เป็นการควบคุมจิตใจและร่างกายของเราให้อยู่ร่วมกันอย่างถูกต้องเหมาะสม รักษาสติให้ผูกไว้กับปัจจุบัน รู้เท่าทันสิ่งกระทบรอบข้าง และฝึกฝนร่างกายให้เข้มแข็ง ขณะเดียวกันก็ยึดทางสายกลางไม่ตึงจนเกินไป เมื่อใจอ่อนแอก็รู้จักผ่อนคลาย เมื่อกายเหนื่อยล้าก็รู้จักพักผ่อน
ที่สำคัญคือต้องไม่รอให้สิ่งดี ๆ เกิดขึ้นเมื่ออนาคตมาถึง แต่ให้ใช้เวลาในขณะนี้สร้างสิ่งที่มีคุณค่าและประโยชน์ อีกทั้งมอบรอยยิ้มแก่ตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ (จะเผื่อแผ่สู่ผู้อื่นก็ไม่ว่ากัน)
เท่านี้เราก็จะมีอดีตเป็นความทรงจำดี ๆ, มีปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความสุข, และมีอนาคตที่สดใสรออยู่ครับ
-ส่งท้าย-
“ขอบคุณนะครับ, พี่ ๆ ทำให้ผมรู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้านอีกหลังหนึ่ง เป็นโรงพยาบาลที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม และเป็นโรงเรียนแพทย์ที่สอนสิ่งต่าง ๆ ให้พวกเราได้มากมาย”
ด้วยความที่ไม่มีโอกาสได้กล่าวคำอำลาพี่ ๆ แพทย์อายุรกรรมทุกคน-ที่คอยดูแลพวกเราตลอด 4 สัปดาห์ด้วยความอบอุ่น-อย่างเป็นทางการ ผมจึงต้องคุยกับตัวเองอย่างเงียบ ๆ ขณะนั่งรถออกจากสถานที่อันเต็มไปด้วยเรื่องราวความประทับใจแห่งนี้ และเลือกฝากการ์ดใบเล็ก ๆ ซึ่งบรรจุความรู้สึกของพวกเราทั้งสามคนไว้ข้างในแทนคำขอบคุณ
ช่วง เวลา 1 เดือนช่างผ่านไปเร็วจริง ๆ จนความรู้สึกประหม่า, หวั่นใจ, และแปลกที่แปลกทางที่เกิดขึ้น ณ วันแรกที่มายังโรงพยาบาลแห่งนี้-ซึ่งทั้งหมดได้กลายเป็นภาพความทรงจำในอดีต ไปแล้ว-ยังคงแจ่มชัดคล้ายกับเพิ่งผ่านไปได้ไม่กี่วัน
และเมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว ก็ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าวันเวลาจะสามารถเปลี่ยนความรู้สึกด้านลบทั้งหลายในตอนต้นให้กลายเป็นความรู้สึกด้านบวกขึ้นมาได้
“ขอโทษ…หากพวกเราได้ทำอะไรที่ทำให้พี่ ๆ รู้สึกลำบากใจ และขอบคุณจากใจจริงอีกครั้ง”
“โอกาสหน้าผมจะมาที่นี่อีกครั้งในฐานะแพทย์คนหนึ่งที่สามารถช่วยงานพี่ ๆ ได้มากกว่านี้นะครับ”
“คิดถึงที่นี่ คิดถึงโรงพยาบาลเจริญกรุงฯ”






เป้นกำลังใจให้ครับ ขอให้มีความสุขกับงานและทำงานมีคุณค่านะครับ
#1 By เถ้าแก่หนุ่ม on 2009-05-12 20:27