*But you don’t have to break in half to love somebody

ถ้าจะถามว่าเหตุใดสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอและไร้ซึ่งเขี้ยวเล็บที่เรียกตัวเองว่า“มนุษย์” จึงสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้ครอบครองโลกใบนี้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ ผมคงจะตอบว่าเพราะเรามีพัฒนาการทางด้านความคิดที่เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตชนิดใด ๆ ในโลก มนุษย์นั้นมีสมองที่ใหญ่โตมากเมื่อเทียบกับสัตว์อื่น ๆ และการทำงานของมันก็แทบจะไร้ซึ่งขีดจำกัดหากรู้จักการใช้อย่างฉลาด อวัยวะหยุ่น ๆ น้ำหนักประมาณกิโลกว่า ๆ ที่บรรจุตัวเองอยู่ภายในกะโหลกทำให้เราสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมบนโลกได้ทุกชนิด หรือ-ในความเป็นจริง-ปรับสภาพแวดล้อมให้เข้ากับพวกเราเอง จนอาจจะเรียกได้ว่าแม้กระทั่งธรรมชาติที่เป็นต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่งก็ยังต้องเพลี่ยงพล้ำให้กับมนุษย์ที่เพิ่งเกิดมาบนโลกได้ประมาณ 200,000 ปีมานี้นี่เอง

แต่ถ้าจะถามต่อว่าสิ่งใดคือความวิเศษสูงสุดของความเป็นมนุษย์, การที่เรามีอารมณ์ความรู้สึกและสามารถแสดงสิ่งเหล่านั้นออกไปได้นี่แหละที่จะเป็นคำตอบของผม เพราะโดยแท้แล้วพื้นฐานของมนุษย์ก็ไม่ได้แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นในแง่ของการทำทุกวิถีทางเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ของตนไว้ให้นานที่สุด แต่เพราะเรามีอารมณ์และความรู้สึกจึงทำให้เราเรียนรู้ที่จะข่มสัญชาตญาณ รวมทั้งแสดงออกมาในทิศทางที่สร้างสรรค์ตามกระบวนการทางสังคม เช่น รู้จักต่อแถวซื้ออาหาร, ประเพณีการแต่งงาน เป็นต้น นอกจากนี้สิ่งดังกล่าวยังทำให้สังคมมนุษย์มีสีสันและความหลากหลายอีกด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือ อารมณ์และความรู้สึกทำให้ “คน” เป็น “มนุษย์” นั่นเอง

และผมเชื่อว่าพื้นฐานของอารมณ์ความรู้สึกทั้งหมด คือ “ความรัก”

 

*Across whatever distance there is, I send you my love

What Dream May Come (พลังรักข้ามขอบฟ้า ตามรักถึงสวรรค์) บอกเล่าเรื่องราวความรักของคริส นีลเซ่น (Robin Williams) และแอนนี่ (Annabella Sciorra)-สองสามีภรรยา-เนื้อเรื่องเริ่มต้นที่ทะเลสาปแห่งหนึ่งที่รายล้อมไปด้วยภูมิประเทศอันสวยงาม ความรักของพวกเขาเกิดขึ้นที่นี่ งดงามและน่าจดจำ ไม่กี่เดือนต่อมาทั้งคู่ก็แต่งงานกัน คริสเป็นกุมารแพทย์ เขามีนิสัยสุขุมและไม่เคยยอมแพ้ แอนนี่เป็นจิตรกรที่ประสบความสำเร็จ เธออ่อนหวานและน่าหลงใหล พวกเขาคือคนที่ฟ้าสร้างมาให้คู่กันอย่างแท้จริง ลูกสองคน และความรู้สึกรักไม่เคยเปลี่ยนของทั้งสองมันบอกอย่างนั้น

แต่เวลาแห่งความสุขก็อยู่กับครอบครัวนี้ไม่นาน การเสียชีวิตของลูก ๆ เพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ และการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของคริสผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว ได้ทำให้หัวใจของแอนนี่แตกสลาย และเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอรักไม่ได้อยู่บนโลกนี้อีกแล้ว แอนนี่จึงตัดสินใจจบชีวิตที่ทุกข์ทรมานลงด้วยการฆ่าตัวตาย โดยที่หารู้ไม่ว่ามันเป็นบาปอันใหญ่หลวง และบทลงโทษก็คือการที่วิญญาณของเธอจะต้องติดอยู่ในห้วงทุกข์ของความทรงจำที่ไม่มีวันหลุดพ้น ไม่มีโอกาสได้ขึ้นสวรรค์ตลอดไป นี่เอง, จุดเริ่มต้นของการเดินทางไปในโลกหลังความตายของคริสเพื่อตามหาแอนนี่หญิงอันเป็นรักแท้ของเขาก็ได้เกิดขึ้น

บทสรุปจะเป็นอย่างไร โปรดติดตาม…

*Sometime when you lose, you win   

ความประทับใจแรกของผมใน What Dream May Come คือภาพกราฟฟิคภายในหนังที่งดงามมาก ๆ ราวกับอยู่ในความฝันเลยทีเดียว รวมไปถึงการนำเสนอโลกหลังความตายที่ถือว่าค่อนข้างแปลกมากสำหรับหนังทางฝั่งตะวันตก แต่ประเด็นเรื่องความรักที่หนังเรื่องนี้สื่อออกมาคือสิ่งที่ “โดน” ใจผมมากที่สุด เพราะความรักใน What Dream May Come หาได้กินความหมายเพียงความรักระหว่างคริส-แอนนี่ซึ่งเป็นตัวแทนของความรักในเชิงชู้สาวหญิง-ชายเท่านั้น หนังยังได้รวมเอาความรักระหว่างพ่อแม่กับลูก อาจารย์กับศิษย์ แพทย์กับคนไข้ มนุษย์กับมนุษย์ รวมทั้งมนุษย์กับสัตว์เข้าไว้อีกด้วย

หรือหากเรามองให้ตัวเอกเป็นจุดศูนย์กลางของความรัก จะพบว่าคริสคือคนที่พร้อมมอบความรักให้กับคนทุกคนที่อยู่รอบข้าง ไม่ว่าจะด้วยรอยยิ้ม การรักษาคำพูด ท่าทีที่เป็นกันเอง การช่วยผู้อื่นโดยไม่เพิกเฉยดูดาย รวมทั้งคำพูดที่จริงจังก็ตาม ตราบใดที่มันออกมาจากหัวใจที่เปี่ยมรักและไม่เสแสร้ง คนอื่น ๆ ย่อมรับรู้ และพร้อมที่จะมอบความรักกลับคืนมาให้โดยไม่ลังเล นี่เองที่ทำให้เมื่อตอนที่มีชีวิตอยู่คริสจึงมีครอบครัวที่อบอุ่น ได้รับรักจากภรรยาและลูก ๆ ที่น่ารัก คนไข้เด็กที่เอาใจยากกลับเชื่อฟังเขา และแม้แต่ในโลกหลังความตายคริสก็ยังไม่เคยเดียวดาย

อยากให้หลาย ๆ คนได้รับรู้ถึงความรักอันอบอุ่นที่มีอยู่รอบกาย ได้รู้จักรักตัวเองและเห็นคุณค่าของคนอื่นมากขึ้น เหมือนที่ผมรู้สึกภายหลังจากได้ดูหนังเรื่องนี้ เพื่อที่ว่าเมื่อสักวันหนึ่งที่เราต้องตกไปอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย ไม่มีใครให้พึ่งพิง มองไปข้างหน้าก็มืดมิดไร้แสงนำทาง, พวกเราจะยังคงมีเชือกป่านให้เกาะกุมและสามารถเดินต่อไปได้…

เชือกป่านแห่งความหวังที่เรียกว่า “ความรัก” นั่นเอง

 

(*ข้อความจากในภาพยนตร์)

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ชอบหนังเรื่องนี้มากเหมือนกัน

ชอบหนังสือด้วย
เรื่องนี้ได้ idea จากหนังสือชื่อ Only Love is Real (เราจะข้ามเวลามาพบกัน)
ชอบเรื่อง soulmate กับการกลับชาติมาเกิดของหนังสือเล่มนี้ เราว่ามันโรแมนติกดี

เราว่าทั้งหนัง ทั้งหนังสือ ค่อนข้างจะเอียงมาทางความเชื่อหลังความตายของพุทธมากกว่าคริสต์นะ
เรื่องการกลับชาติมาเกิดนี่เห็นชัดๆเลย
แล้วก็เรื่องที่นางเอกตกนรกเพราะเธอติดอยู่ในห้วงทุกข์ของตัวเอง

เคยได้ยินมาว่า ทางพุทธหินยานจะเชื่อว่าหลังจากตายแล้ววิญญาณจะไปไหนขึ้นกับจิตใจของคน โดยเฉพาะช่วงที่กำลังจะตาย จิตก่อนตายผูกพันกับอะไรมากๆ ตายแล้วก็จะไปอยู่ที่นั่น
เหมือนกับในหนังเรื่องนี้ที่แต่ละคนจะสร้างโลกหลังความตายด้วยความคิดของตัวเอง แบบสวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจ ก่อนตายใครมีจิตใจเป็นยังไง หลังตายก็จะสร้างโลกแบบนั้นของตัวเองขึ้นมา

จำได้ว่ามีละครเรื่องนึงของประเทศสารขันธ์ลอกตอนจบของหนังเรื่องนี้ไปใช้ด้วย
เรื่อง... เจ้ากรรมนายเวร นั่นแหละ (หมิว ลลิตา เล่นเป็นนางเอก)

#1 By >>VaRioLa on 2008-07-03 01:22

ดูแล้วเศร้าครับ...ต้อง the fountain อีกเรื่อง...

#2 By alienboon on 2008-07-03 11:50

เป็นเรื่องที่สวยมาก ประทับใจมาก แต่ว่า ถึงจะอิงพุทธแค่ไหน สุดท้ายก็เป็นอเมริกัน ตอนจบ ฮา

#3 By songsage on 2008-07-03 15:48

สิ่งหนึ่งที่ภาพยนตร์พยายามสื่อให้รู้ ผ่านการเดินทางอันยากลำบากของคริสเพื่อจะพาแอนนี่ออกจากขุมนรกภายในใจของเธอเอง คือ ความเป็น "อนัตตา" ซึ่งแทรกซึมผ่านการแสดงออกของตัวละครแต่ละตัว

ตัวตน ภาพลักษณ์ ลักษณะทางกายภาพและบุคลิกภาพที่เห็น ล้วนแต่เป็นเพียงภาพความคิดของตัวละครแต่ละตัวเท่านั้น (Thought is real. Physical is the illusion) ไม่ว่าใครอยากจะเป็นใคร มีรูปร่างหน้าตา มีบุคลิกท่าทางอย่างไร ขอเพียงแต่ตั้งความคิดเอาไว้ แล้วเขาหรือเธอก็จะกลายเป็นคนที่คิดเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ และหากจะกลับมาเป็นคนเดิมก็ทำได้โดยไม่ลำบากอะไร นั่นหมายความว่าทุกสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาของเรานั้น แท้จริงเป็นเพียงแค่ความคิดของเราเอง หาได้มีสิ่งใดยั่งยืนแท้จริง

และแน่นอนว่า หากสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาของเราล้วนแต่เป็นสิ่งไม่จริงแท้ ไม่มีตัวตนแล้ว อารมณ์ความรู้สึกที่บังเกิดในห้วงใจในแต่ละขณะจิตก็ย่อมเป็นสิ่งไม่จีรังยั่งยืนเช่นเดียวกัน เมื่อมีอารมณ์หนึ่งผ่านเข้ามา ไม่ว่าจะโศกเศร้าหรือสดใสก็ตาม ในไม่ช้าอารมณ์นั้นก็จะจบแล้วผ่านไป ฉะนั้นจะมัวร่ำพิไรอยู่กับอดีตที่ผ่านไปแล้วหรืออนาคตที่ยังมาไม่ถึงทำไมกัน ก็ในเมื่อสิ่งสำคัญนั้นอยู่ที่ความเป็นปัจจุบันของเรา

นั่นแหละ คือ กฏสามัญของสรรพสิ่ง ตามหลักพระพุทธศาสนา ซึ่งแม้จะค้นพบมาสองพันกว่าปีแล้ว ก็ยังคงความจริงเอาไว้อย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง


คงไม่โทษแอนนี่ที่คิดสั้น เพราะเราไม่อาจหยั่งรู้ความรู้สึกในขณะนั้นของแอนนี่ได้อย่างกระจ่างชัด เพียงแต่อยากให้มองเห็น "พัฒนาการทางความรู้สึก" ทั้งในแง่ความคิด คำพูดและการกระทำของตัวแสดงแต่ละตัว ซึ่งจะสื่อให้เราได้มองเห็นโลกในอีกแบบหนึ่งที่ใครอีกหลายคนยังไม่เคยนึกถึง และคงไม่มีโอกาสได้สัมผัสแม้จนตลอดชีวิต

#4 By รัตนาดิศร on 2008-07-03 23:45

เมนต์สั้น ๆ ละกันนะ

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราดูในโรงหนังด้วยล่ะ

ตอนนั้นเด็ก ๆ อยู่ดูไม่รู้เรื่อง แต่ว่าเราจำได้ว่าเราชอบฉากมันมาก

มาได้ดูอีทีที่บ้าน พี่สาวซื้อมา ก็เริ่มเข้าใจ

ไม่รู้จะบอกยังไง เราชอบมันมาก ๆ เลย ^^

((เพลงก็เพราะด้วย))

ปล. ไม่ได้มาอ่านนานเลยเนอะ

#5 By ~*LuCReZiA*~ on 2008-08-01 19:25

เป็นหนังที่ชวนพ่อแม่ไปดูในโรงตอนเด็กๆด้วยความบังเอิญ

แต่พอเดินออกจากโรงมา ยิ้มแก้มปริกันทุกคนเลยค่ะconfused smile

#6 By -shinya- on 2008-08-03 11:29

ชอบมากครับเรื่องนี้(ตรึงใจให้ข้อคิด)

#7 By นนท์ (125.24.68.79) on 2009-03-14 17:40

วันนี้อาจารย์เพิ่งจะเปิดให้ดูตอนบ่ายนี้เองค่ะ
เขาให้ทำงานส่ง เรื่องย่อ กับความประทับใจ กับฉากที่ชอบอ่ะค่ะ
คือ ก็ดูไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ ต้องเปิดซับ เพราะเพื่อนมันคุยกัน
ก็เลยต้องเซิจเข้ามาดูเรื่องย่อ
ขอบคุณมากนะคะ จะไม่ลอกไปหมดหรอกค่ะ มันไม่ดี ฮ่าฮ่า
แต่ฉากสวยมากๆคล้ายๆจะอิมเพรสชั่นนิสเลยconfused smile

#8 By pohchang (58.11.3.213) on 2009-09-01 21:42

คุณเขียนได้โดนใจมากค่ะ

#9 By nuchie (103.7.57.18|58.8.170.118) on 2012-05-08 12:10

Favourites