'Blog Tag' กับสิ่งที่อยากบอก
posted on 13 Jan 2007 13:51 by highwind in What-I-Live-and-Feelตอนนี้ Blog Tag กำลังระบาดหนักเชียว ใครยังไม่โดน tag หรือไม่รู้ว่ามันคืออะไรก็พิจารณาตัวเองได้แล้วนะครับ (ล้อเล่น)
ผมเองโดนมา 3 tag เต็ม ๆ จาก
http://testsuto.exteen.com/ - บัดดี้
http://mutsuki.exteen.com/- บี
http://mastermune.exteen.com/ - คุณมาสเตอร์มูเนะ
ขอบคุณทั้ง 3 คนมากเลยนะครับที่นึกถึงกระผม Blog tag ของพวกท่านทั้ง "โดน" และทั้ง "ได้" ใจผมมาก วันนี้ก็เลยถือโอกาสอัพบล๊อคสไตล์ "แท็ค" ตอบเลยละกันนะครับ
1. ว่าด้วยเรื่องชื่อ
"Highwind" เป็นชื่อนามสกุลของตัวละครในเกมภาษาสุดโปรดอย่างไฟนอลแฟนตาซี ซึ่งชื่อของตัวละครคนนี้ก็คือ "ซิด ไฮวินด์" นักวิศวกรอัจฉริยะผู้ใช้หอกเป็นอาวุธ สิ่งที่ผมติดใจในคน ๆ นี้นอกจากนิสัยเป็นคนจริงและพึ่งพาได้แล้ว ซิดกับผมยังมีความฝันร่วมกันด้วยก็คือการได้เป็นนักบินอวกาศ
ณ ปัจจุบัน, ซิดทำความฝันดั้งเดิมของเขาสำเร็จเรียบร้อยแล้วและกำลังตามหาฝันอันใหม่ไปเรื่อย ๆ ส่วนฝันของผมคงต้องพับเก็บใส่กระเป๋าไปก่อน (ชั่วคราว)
"ก้อง" เป็นชื่อที่คนรอบข้างใช้เรียกผม (อาจจะมีการเติม prefix หรือ suffix บ่างอย่างขึ้นกับความสนิทสนม) จริง ๆ คุณแม่กะจะเรียกลูกชายคนแรกและคนเดียวของท่านว่า "หัวปลี" ครับ โชคดีที่คุณป้ายืนยันอย่างหัวเด็ดตีนขาดที่จะเรียกผมว่าก้อง (เพราะร้องเสียงดัง) ไปเสียก่อน ไม่งั้น...
"ทสิวัฒน์" เป็นชื่อในทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน บัตรนักศึกษา ฯลฯ ของผม ที่มาที่ไปของชื่อนี้ก็คือตอนเพิ่งเกิดมีหมอดูทำนายว่าผมจะเป็นคนใจร้อน หงุดหงิดง่าย ต้องแก้โดยการไปฝากตัวเป็นลูกของพระสงฆ์ที่มีจิตใจสงบ ซึ่งพระที่พ่อแม่พาผมไปฝากก็คือ "สมเด็จพระญาณสังวร" ครับ ท่านทรงตั้งชื่อให้โดยมีความหมายว่า "ผู้มีความเจริญ"
ส่วนเรื่องใจร้อนไม่ใจร้อนนี่ ลองถามเพื่อน ๆ ดูดีกว่า
2. ว่าด้วยเรื่องความกลัว
ผมเป็นคนกลัวแมลงสาบ...กลัวมากชนิดอย่าได้เข้ามาอยู่ในลานสายตาเลยดีกว่า ถ้าผมหาอุปกรณ์มาฟาดมันให้บี้แบนไม่ได้ ก็จะเป็นผมที่วิ่งหายไปก่อน
เรื่องของเรื่องก็คือสมัยประถมสี่ผมจะพกกระติกน้ำไปโรงเรียนด้วย และอยู่มาวันหนึ่งผมก็กินน้ำเหมือนเคยโดยไม่ได้ใจเลยแม้แต่น้อยว่าภายในกระติกจะมีแมลงสาบ-ที่ถูกบดทับด้วยก้อนน้ำแข็ง และหนาวซีดเพราะความเย็น-นอนอย่างไร้วิญญาณอยู่!!!
กว่าจะรู้ตัวก็เมื่อผมเปิดฝากระติกหมายจะเทน้ำแข็งออกมากิน แต่กลับต้องพบกับซากแมลงสาบครึ่งตัวหล่นผลุงลงมาในแก้ว
จากนั้น, ทั้งผม กระติกน้ำใบเก่า แมลงสาบและแมลงอื่น ๆ ที่มีความยาวลำตัวมากกว่า 3 เซนติเมตรก็แยกทางจากกันครับ
ว่าแต่...วันนั้นมีใครกินน้ำในกระติกผมบ้างน้อ
3. ว่าด้วยเรื่องความรักครั้งแรก
ผมยังจำได้ดี, สาวคนแรกที่ทำให้หัวใจของผมพองโตเป็นคนผิวคล้ำ แก้วยุ้ย ตัวอ้วนจ้ำม่ำ และอยู่อนุบาลสอง
จริง ๆ ถ้าพูดว่าเป็นความประทับใจในสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปจะดีกว่าใช้คำว่าความรักนะครับ เพราะผมยังอดสงสัยไม่ได้ว่าเด็กตัวเล็ก ๆ ในวัยห้า-หกขวบจะมีความรู้สึกแบบนี้ได้อย่างไร
แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว ตามประสาชายฉกรรจ์...ก็ต้องลุยกันซักหน่อย
วิธีการจีบสาวของผมก็บื้อ ๆ ทื่อ ๆ ครับ...เล็งเป้าหมายแม่น ๆ แล้วเดินเข้าไปกอดเลย!!!
ผลก็คือ...แห้วสิครับ
อย่างไรก็ตาม เราก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันจนกระทั่งไม่ได้เจอกันอีกเมื่อจบประถมหก
ไม่รู้ตอนนี้เธอคนนั้นไปอยู่ที่ไหนแล้วสินะเนี่ย
4. ว่าด้วยเรื่องเป้าหมายของการเรียนแพทย์
คนภายนอกจำนวนมากมักจะมองคนเรียนแพทย์ว่าต้องมีความพยายามและตั้งใจมาตั้งแต่ต้น มีความฝันตั้งแต่เด็ก จึงจะก้าวเข้ามาเดินในหนทางนี้ได้ ยิ่งตัวผมซึ่งเป็น "เด็กซิ่ว" แล้ว มันแทบจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะถูกมองด้วยความเชื่อดังกล่าว แต่ในความเป็นจริงมันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นก็ได้ อย่างน้อย ๆ เรื่องราวของตัวผมก็เป็นตัวอย่างที่ดี
เพราะตั้งแต่เด็กผมไม่เคยคิดอยากเรียนหมอมาก่อนเลยแม้แต่น้อย
มองด้วยสายตาของตัวเองในปัจจุบันต่อชีวิตช่วงมัธยมปลาย ผมยอมรับเลยว่าตนเองใช้เวลาอย่างเปล่าประโยชน์ค่อนข้างมาก ผมอาจจะสอบได้คะแนนดี ไม่เคยส่งงานล่าช้า ไม่เคยมีปัญหาเรื่องความประพฤติ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันทำให้ผมไม่มีช่องว่างมากพอที่จะทำความรู้จักตัวเองอย่างถ่องแท้ ผมจึงเลือกเดินไปบนหนทางที่คนส่วนใหญ่มักจะทำกันนั่นก็คือให้ "คะแนน" เป็นตัวชักพา
แรกเลยผมคิดจะเลือกวิศวะ เหตุผลที่ยกมาอ้างอาจจะมีมากมายแต่ลึก ๆ แล้วก็คือ ผมไม่รู้จะเลือกอะไร ใคร ๆ ก็เลือกกัน และที่สำคัญ...เพราะคะแนนมันถึง
แต่กับช่วงว่างของปิดเทอมครั้งสุดท้ายสำหรับชีวิตเด็กมัธยม ได้ทำให้ผมได้มีเวลาฉุกคิดถึงอนาคตที่รออยู่เบื้องหน้า รวมถึงได้ลองถามความต้องการที่แท้ ๆ ของตัวเอง และผมก็พบว่าอยากมีงานที่อิสระ ได้ใช้ความรู้ในการดูแลครอบครัว และมีเวลาอยู่บ้านมาก ๆ
เอนทรานซ์ครั้งแรกในชีวิต, ผมจึงเลือกเรียนเภสัช เพราะว่าเข้าข้อกำหนดและยังได้สืบต่อกิจการร้านขายยาของคุณพ่อคุณแม่ด้วย
พอเรียนไปได้ครึ่งเทอม ได้คุยกับคนหลาย ๆ คนถึงวิธีการเรียน วิธีการทำงานก็เริ่มรู้สึกว่าอันนี้อาจจะไม่ใช่ทางของผมจริง ๆ ก็ได้ ตอนนั้นก็เริ่มคิดจะย้ายคณะแต่ถ้าถามว่าไปไหน...ไม่รู้หรอก คิดแต่ว่าอะไรก็ได้ที่เป็นหลักให้คนในครอบครัว
ไม่นานอารมณ์อยากเรียนหมอก็เข้ามา
ผมเป็นคนตัดสินใจอะไรรวดเร็วพอคิดได้ว่าจะทำอะไรก็จะลงมือในทันที ยิ่งพอได้ไฟเขียวจากคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่คิดอะไรแล้ว ปีนั้นสมัครฝึกงานที่ศิริราช (ปีผมต้องใช้การฝึกงานเพื่อสมัครสอบศิริราช ปัจจุบันไม่ต้องใช้แล้ว) โดดเรียนตอนเช้าที่คณะอยู่ประมาณสิบวัน แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือเอนทรานซ์ใหม่
ผลสุดท้ายก็สอบติดศิริราชได้เรียนหมอสมใจ
กับอนาคตก่อนเรียนจบแพทย์อีกประมาณสี่ปี...ผมก็ได้แต่หวังว่า "ความฝันที่อยากได้มีโอกาสดูแลครอบครัว และเป็นที่พึ่งให้พ่อและแม่ในยามที่พวกท่านแก่เฒ่า" จะเป็นความจริง
5. ว่าด้วยเรื่องคนที่ผมเป็นห่วงมากที่สุด
ผมมีน้องสาวตัวเล็ก ๆ ที่อายุห่างกันสี่ปีอยู่คนหนึ่ง ผมตั้งชื่อให้เธอว่า "กั้ง" ตอนนี้เธอกำลังจะจบมัธยมปลายและพยายามค้นหาหนทางการเรียนต่อของตัวเอง
ตั้งแต่เด็กผมกับน้องจะสนิทกันมาก เรามักจะทำอะไรด้วยกันเสมอ ทั้งเล่นเกม ทั้งอ่านหนังสือการ์ตูน ความเป็นพี่เป็นน้องเกิดขึ้นเพราะความแตกต่างทางด้านอายุเท่านั้น แต่โดยรวมแล้วเราเป็นเพื่อนกันมากกว่า
แต่ในช่วงหนึ่ง-อาจจะเพราะความเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม ร่างกาย และความคิด-ของการเข้าสู่วัยรุ่น เราทั้งสองก็ค่อย ๆ ห่าง ๆ กันไป
ความน่ากลัวของเวลาก็คือมันจะเคลื่อนผ่านเราไปอย่างช้า ๆ เงียบเชียบ แต่ไม่เคยหยุดหย่อน และกว่าจะรู้ตัวว่าสิ่งใดกำลังเกิดขึ้น...มันก็สายไปแล้ว
ผมไม่ได้เป็นทั้งตัวอย่างและพี่ชายที่ดีให้กับน้องคนนี้เลย
สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะส่งผ่านหน้าบล็อกไปหาน้องสาว-ที่กำลังจะมีอายุครบสิบแปดปี เร็ว ๆ นี้-ก็คือ...
"พี่ยังรักและเป็นห่วงน้องกั้งอยู่เสมอ สำหรับเรื่องเรียนมหาลัย จริง ๆ พี่อยากให้กั้งเข้าเรียนที่ศิริราชนะ ไม่ใช่ว่าการเรียนหมอไม่ลำบาก...ลำบากแต่ว่ามันก็ไม่ได้เลวร้ายถึงขนาดที่เราจะหาความสุขใส่ตัวไม่ได้เลย อย่างน้อย ๆ เราจะได้เรียนที่เดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน มีปัญหาอะไรก็ปรึกษากันได้ อนาคตเราจะฮุบกิจการคุณพ่อคุณแม่มาเปลี่ยนจาก ร้านขายยาสองเภสัชกร มาเป็นคลินิกสองแพทย์ ดีไหมล่ะ
แต่ถ้าจะเลือกอย่างอื่นก็ไม่ว่าหรอกนะ เพียงแต่ขอให้คิดดี ๆ แล้วพยายามอย่างเต็มที่ละกัน
เรื่องเรียนไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงอยู่แล้ว แต่ชีวิตคนเรายังมีอะไรอีกมาก เรียเก่งอย่างเดียวใช่ว่าจะอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ที่สำคัญคือต้องมีความเข้าใจคนรอบข้างด้วย รู้จักปล่อยวางเสียบ้าง
น้ำตาไม่ใช่ทางออกของทุกสิ่ง
สุขสันต์วันเกิดนะ"
ไม่รู้ว่าแท็กสไตล์ผมจะเครียดไปหรือเปล่านะครับ แต่ทั้งหมดข้างบนก็เป็นหนึ่ง (ในหลาย ๆ อย่าง) ที่ผมอยากจะมาแลกเปลี่ยนกับเพื่อน ๆ ในนี้น่ะ
หวังว่าคงรู้จักกันมากขึ้นนะ
เอ้า...แปะรายชื่อ 5 คนถัดไป
http://nagi.exteen.com/- น้องสาวผมเอง...ใครที่เฝ้าติดตามบล็อกของเธอก็รอไปอีกหน่อยนะครับ ตอนนี้กำลังหน้าดำคร่ำเคร่งกับการอ่านหนังสือ และ...เล่นเกม (อ้าวเฮ่ย)
http://choc.exteen.com/- แปม...เราชอบการเขียนแนว "คลั่ง" ของแกจริง ๆ อ่านแล้วได้อารมณ์พิลึก
http://shinyanomiko.exteen.com/- ชินยะซัง...เพื่อนร่วมบอร์ดผู้เชี่ยวชาญภาษาญี่ปุ่น
http://raynartz.exteen.com/- อาร์ท...จะแฉประวัติความห่ามตอนอยู่ "บ้านนอก" ก็ได้นะไม่มีใครว่า
http://ohohoh.exteen.com/- คุณโอ้โฮโฮะ...นักรีวิวเกมและแอนิเม อยากรู้เรื่องการใช้ชีวิตในญี่ป่นจังเลย
ต้องขออภัยจริงๆเพราะหมดมุขไม่รู้จะเขียนอะไรอีกตั้ง 5 ข้อแล้ว orz







ตอนแรกเราก็จะ "tag" แกนะ แต่เราว่าต้องมีคนทำแล้วแน่ ๆ
เราก็โดนแท็กเหมือนกัน ไม่รู้ได้เข้ามาอ่านรึเปล่า 555+
ส่วนเรื่องแมลงสาบ...น่ากลัวนะ เราน่าจะเล่าเรื่องแมงมุมบ้า อึ๋ยส์!!!
#1 By ~*LuCReZiA*~ on 2007-01-13 14:01