'Whisper of the Heart' เสียงกระซิบจากหัวใจ
posted on 31 Dec 2006 21:47 by highwind in What-I-Read-and-Watch
หากเอ่ยถึง Sudio Ghibli, หลายคนคงคุ้นเคยกับชื่อของฮายาโอะ มิยาซากิ (Hayao Miyazaki) และไอซาโอะ ทาคาฮาตะ (Isao Takahata) สองสหายผู้ก่อตั้งสถาบันแห่งนี้ขึ้นมา รวมไปถึงภาพยนตร์แอนิเมชันอย่าง My Neighbor Totoro, Grave of the Fireflies และ Spirited Away ที่นำเสนอเรื่องราวอันสนุกสนานอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แฝงไว้ด้วยปรัชญาข้อคิด และสามารถเข้าถึงบุคคลได้ทุกเพศทุกวัยจนโด่งดังไปทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม, สถานที่อันเปรียบเสมือนโรงละครบ่มฝันยังคงมีนักสร้างแอนิเมชันชั้นอ๋องคนอื่น ๆ อีกที่ผลิตผลงานของตนออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมและมีแง่มุมที่น่าสนใจไม่แพ้ปรมาจารย์ทั้งสองคนเช่นกัน
ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีชื่อของ "โยชิฟูมิ กอนโด" (Yoshifumi Kondou)-เพื่อนสนิทและรุ่นน้องผู้มากฝีมือของมิยาซากิ-ที่เคยทำงานร่วมกับทั้งมิยาซากิและทาคาฮาตะ อีกทั้งมีส่วนในความสำเร็จของสตูดิโอจิบลิมากมาย ก่อนที่ในปีค.ศ.1995 เขาจะได้รับโอกาสให้กำกับภาพยนตร์อย่างเต็มตัวในหนังที่บอกเล่าถึงช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านของวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยความน่ารักสดใส ตลอดจนความสับสนระหว่างความจริงกับความฝันอย่าง "Whisper of the Heart" เสียงกระซิบจากหัวใจ
Whisper of the Heart, หรือ 耳をすませば-Mimi wo Sumaseba (แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า If you listen closely) สร้างจากหนังสือการ์ตูนชื่อเดียวกันของ "ฮิรากิ อาโออิ" (Haragi Aoi) โดยมีมิยาซากิเป็นผู้เขียนบท (ซึ่งแตกต่างไปจากเวอร์ชันมังงะเล็กน้อย) และวางสตอรี่บอร์ดให้, เปิดเรื่องด้วยภาพเมืองสวย ๆ ที่เต็มไปด้วยแสงไฟสว่างไสวตัดกับความมืดยามค่ำคืน คลอเคล้าด้วยเพลงอมตะจังหวะสนุกสนานอย่าง Take Me Home, Country Road ที่มีเสียงใส ๆ หวาน ๆ ของโอลิเวีย นิวตัน จอห์นเป็นผู้ขับร้อง
เรื่องราวเกิดขึ้นในเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งภายใต้บรรยากาศทันสมัยของประเทศญี่ปุ่น ในขณะที่เด็กวัยรุ่นคนอื่น ๆ กำลังตั้งหน้าตั้งตาเตรียมตัวสอบเข้าเรียนต่อในชั้นมัธยมปลาย แต่ "ชิซึกุ ซึกิชิมา" (Shizuku Tsukishima)-เด็กสาวผู้รักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจ-กลับเลือกที่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านหนังสือนวนิยายที่หยิบยืมมาจากหอสมุด และตัวเลขยี่สิบเล่มก็คือเป้าหมายที่สาวน้อยวัยสิบสี่ปีวางไว้สำหรับปิดเทอมครั้งนี้ของเธอ
เมื่อคุณพ่อบอกกับชิซึกุว่าหอสมุดกำลังเปลี่ยนระบบการยืมหนังสือจากที่เคยใช้บัตรเป็นระบบบาร์โค้ด เธอก็นึกอยากหยิบเอาการ์ดกระดาษแข็งที่บันทึกรายชื่อผู้ยืมหนังสือออกมาดู น่าแปลก, ที่หนังสือทุกเล่มที่เธอเคยอ่านจะมีชื่อของ "เซย์จิ อามาซาว่า" (Seiji Amasawa)ยืมไปก่อนหน้าเธอทุกครั้ง
สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความประหลาดใจให้ชิซึกุอย่างมาก และทำให้เธออดไม่ได้ที่จะเฝ้ามองหาชายในจินตนาการของเธอ
ขยันอ่านหนังสือ สอบเข้ามัธยมปลาย และเรียนในมหาวิทยาลัยดี ๆ คือเสียงจากสังคมที่กระซิบบอกเยาวชนที่กำลังเติบโต แม้ชิซึกุจะชอบหนังสือนิยายเพียงใด หรือมีพรสวรรค์ในด้านวรรณคดีแค่ไหน ตัวเธอเองก็ไม่สามารถมองข้ามบรรทัดฐานเหล่านั้นและเลือกเดินไปบนเส้นทางที่ตนเองรักได้อย่างสบายใจ
บางที, ชีวิตวัยรุ่นอาจจะหนักและน่าปวดหัวเกินกว่าที่เด็กสาว-ที่ชอบล่องลองไปในโลกแห่งความฝัน-อย่างเธอก็เป็นได้
แต่แล้วในเช้าวันหนึ่ง-ที่ดูเหมือนจะเป็นวันธรรมดาสำหรับหลาย ๆ คน-ช่วงเวลาแห่งการค้นหาตนเองของชิซึกุก็ได้เริ่มต้นขึ้น
ระหว่างกำลังนั่งอยู่บนรถไฟเพื่อเดินทางไปส่งปิ่นโตให้คุณพ่อที่หอสมุด ชิซึกุก็พบเข้ากับแมวเร่ร่อนตัวอ้วน ทีท่าเมินเฉยไม่แยแสต่อสิ่งรอบข้างของมันทั้งยียวนกวนประสาทแต่ก็ชวนให้น่าสนใจ เธอตัดสินใจติดตามแมวจอมเจ้าเล่ห์ไปเรื่อย ๆ เพื่อค้นหาเป้าหมายของมันซึ่งก็คือร้านขายของเก่า "Earth Shop" ที่ดำเนินกิจการโดยคุณตาท่าทางใจดี และมีรูปสลักแมว "Baron Humbert Von Jikkingen" อันแสนงดงาม
ราวกับโชคชะตาชักพา, หลังจากนั้นไม่นานเธอก็ได้รู้ว่าเซย์จิคุงคนที่เธอตามหาก็คือหลานชายแท้ ๆ ของคุณตาเจ้าของร้านขายของเก่าแห่งนี้นี่เอง
ที่นี่, ชิซึกุได้เห็นแง่มุมลึก ๆ รวมทั้งตัวตนจริง ๆ ที่ไม่เคยเห็นของเซย์จิ สิ่งเหล่านี้มันก็ทำให้หัวใจของเธอพองโตความฝันของเด็กชายที่แน่วแน่ต่อการเป็นช่างทำไวโอลินจุดประกายให้ชิซึกุฮึดสู้ กลับไปฟังเสียงกระซิบจากหัวใจ และลงมือเขียนนวนิยายซึ่งเป็นสิ่งที่เธอรักมาตั้งแต่ต้นและรักมากที่สุดเพื่อเป็นการพิสูจน์ตัวเองตามความคิดของเธอ
ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้สาวน้อยได้รู้จักตนเอง และสามารถก้าวพ้นวันเวลาแห่งความสับสนไปได้อย่างมั่นคง
คิด ๆ ไปแล้วสมัยที่ผมยังอยู่ในช่วงวัยรุ่นก็มักจะมีเรื่องให้คุณพ่อคุณแม่ต้องปวดหัวเป็นประจำ
กลับบ้านดึกบ้างล่ะ ติดผู้หญิงบ้างล่ะ ไม่พูดคุยแต่ทำหน้าบึ้งใส่คนในบ้านบ้างล่ะ จนอาจจะพูดได้ว่าทางเดินชีวิตของผมในช่วงนั้นหลุดจากที่เคยตั้งไว้ไปมากพอสมควร...
แต่เพราะมีครอบครัวที่มีความเข้าใจ ผมจึงผ่านช่วงเวลานั้นมาได้
เรื่องราวของเซย์จิและชิซึกุใน Whisper of the Heart นั้น ถูกนำเสนอด้วยภาพลักษณ์ของเด็กที่เติบโตภายใต้การดูแลของครอบครัวที่อบอุ่น และตั้งอยู่บนพื้นฐานของการพูดคุยอย่างเท่าเทียมแม้ว่าเส้นทางที่ตัวเอกทั้งสองต้องการจะเป็นหนทางที่ผู้ใหญ่มองว่าไม่มั่นคงและน่าหวาดหวั่น แต่อย่างน้อยพ่อกับแม่ของพวกเขาก็ไม่ขัดขวาง และเมื่อเห็นว่าลูก ๆ มีความตั้งใจจริง ก็ให้โอกาสในการทำตามฝันนั้น
ซึ่งผลของมันก็คือการที่ตัวเอกได้เรียนรู้สิ่งสำคัญบางอย่างด้วยตัวของพวกเขาเอง
เป็นไปได้หรือไม่ว่าปัญหาสังคมจำนวนมากในปัจจุบัน ล้วนเกิดจากปัญหาความสัมพันธ์อันแตกร้าวของครอบครัวสมัยใหม่ที่นับวันจะมีเวลาให้กันน้อยลง แต่กลับบีบคั้นและปิดกั้นอิสระกันมากขึ้น
เป็นไปได้หรือไม่ว่าปัญหาทั้งหลายสามารถแก้ได้ด้วยการหันหน้าเข้าพูดคุยของคนในครอบครัว และเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ทำในสิ่งที่ตนรัก
อยากให้พ่อแม่ทั้งหลายได้ดูเรื่องนี้ เพื่อที่จะได้เข้าใจวัยรุ่นมากขึ้น เพราะเบื้องหน้าแห่งรอยยิ้มนั้น ลึก ๆ แล้วอาจแฝงไว้ซึ่งความสับสนจากการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์และสังคม
ที่สำคัญกรุณาอย่าเป็นคนที่เข้าใจ "แต่เพียงในนาม" ที่ออกปากบอกว่าลูก ๆ สามารถปรึกษาได้ทุกเรื่อง แต่พอเอาเข้าจริงกลับเป็นเดือดเป็นร้อนและด่าทอลูกของคุณเมื่อเขาเอาปัญหาใหญ่จริง ๆ มาร้องขอความช่วยเหลือ
อยากให้วัยรุ่นผู้มีความฝันทั้งหลายได้ดูเรื่องนี้ จะได้รู้ว่าการค้นหาตัวเองก็เสมือนการเจียระไนอัญมณี เราไม่รู้ว่าภายในก้อนดินอันสกปรกจะมีอะไรซ่อนอยู่นอกจากจะได้ลงมือเจียมันออกมา แม้บางครั้งผลลัพธ์ที่ได้อาจเป็นเพียงก้อนกรวดไร้ค่า แต่ประสบการณ์ที่ได้รับกลับมานั้นยิ่งใหญ่เหนืออื่นใด
ฉะนั้นจงอย่าหวั่นเกรงที่จะก้าวเดินไปในเส้นทางของตนตามเสียงกระซิบของความรู้สึก และต้องไม่รีบร้อน หากคอยขัดเกลาบ่มเพาะประสบการณ์จนชำนาญ
เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง แค่ความรักความชอบบางทีมันก็ไม่พอ
เท่านี้จุดหมายปลายทางที่ฝันย่อมไปถึงได้โดยไม่ยากอย่างแน่นอน
Whisper of the heart ออกฉายครั้งแรกที่ญี่ป่นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ.1995 และได้รับความนิยมไปทั่ว จนทำให้ชื่อของโยชิฟูมิ กอนโดได้รับการกล่าวขานว่าอาจจะกลายมาเป็นทายาทของมิยาซากิที่กำลังต้องการวางมือจากการเป็นผู้กำกับ น่าเสียดายที่หลังจากนั้นอีกเพียงสามปี กอนโดต้องเสียชีวิตลงก่อนวัยอันควรด้วยโรคเส้นเลือดโป่งพองในวันที่ 21 มกราคม ค.ศ.1998
"เสียงกระซิจจากหัวใจ" จึงเป็นภาพยนต์แอนิเมชันเรียกแรก เรื่องเดียว และเรื่องสุดท้ายของผู้กำกับฝีมือเยี่ยมผู้นี้ครับ
ขอไว้อาลัยให้กับโยชิฟูมิ กอนโด หรือที่เพื่อนร่วมงานของเขาเรียกกันอย่างน่ารัก ๆ ว่า"Kon-chan" ไว้ ณ ที่นี้ด้วย







#1 By cha_ame on 2006-12-31 22:04