'Princess Mononoke' ข้อความจากอดีตถึงเหล่ามนุษย์ผู้ไม่รู้จักพอ
posted on 26 Aug 2006 21:02 by highwind in What-I-Read-and-Watch
เมื่อกว่าห้าร้อยปีก่อน, เผ่าพันธุ์นักรบผู้เกรียงไกร-เอมิชิ-พ่ายแพ้ให้กับพวกยามาโตะ เหล่าผู้คนที่รอดชีวิตต้องระหกระเหินจากบ้านเกิดสู่บูรพทิศ ดินแดนที่ไร้ซึ่งผู้ครอบครอง ที่นี่บรรพบุรุษของข้าฯ ได้ค้นพบผืนดินอันแสนบริบูรณ์ มันเต็มไปด้วยแมกไม้ ขุนเขาสูงใหญ่ ตลอดจนทุ่งหญ้ากว้างเขียวขจี มันช่างเป็นที่ที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้นใหม่ของกลุ่มคนจำนวนเล็ก ๆ อย่างพวกเรา นับแต่นั้นเผ่าพันธุ์ของข้าฯ ก็ใช้ชีวิตอยู่บนที่แห่งนี้อย่างเรียบง่าย เงียบสงบ เลิกพัวพันกับโลกภายนอก และปล่อยให้กงล้อแห่งประวัติศาสตร์ค่อย ๆ ทำหน้าที่ของมันไป
ห้าร้อยปีต่อมา, เอมิชิมิใช่นักรบผู้ยิ่งใหญ่อีกต่อไปแล้ว บรรดาคนหนุ่มสาวที่เคยเข้มแข็ง แกว่งไกวดาบอันคมกริบ ง้างศรธนูที่พุ่งไวประดุจสายลม และขี่กวางยักษ์ขนสีแดงท่องสำรวจธรรมชาติไปทั่วแดนดิน บัดนี้พวกเขาแก่ตัวลงและกลายเป็นเพียงคนชราที่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง เผ่าพันธุ์ของเราอ่อนแอ บุคคลที่สามารถกลายมาเป็นผู้นำแห่งเราเหลืออยู่เพียงหยิบมือ
มันคงเป็นไปตามกาลเวลา
ข้าฯ เติบโตมาในสถานการณ์เยี่ยงนี้ และต้องแบกความหวังของผู้คนไว้บนบ่า มันอาจจะดูเหมือนว่าเป็นภารกิจอันหนักอึ้งและยิ่งใหญ่เกินตัว แต่ข้าฯ ก็ยอมรับและพร้อมสำหรับมัน
วันหนึ่ง, โดยไม่มีเหตุบอกล่วงหน้า, เหล่าวิหคและสัตว์น้อยใหญ่ภายในป่าต่างพากันสูญหายไปหมด สายลมที่เคยอ่อนโยนกลับโหมกระพือเสมือนกำลังตื่นกลัวภัยร้าย เมฆทะมึนแผ่ขยายไปทั่วกลิ่นอายของปีศาจร้ายโชยมาจากชายป่าด้านไกล แม้จะแผ่วเบา, แต่ข้าฯ ก็รู้สึกได้ถึงภัยคุกคามที่กำลังกร้ำกรายเข้ามา
ข้าฯ หยิบดาบมาเหน็บไว้ข้างเอว สะพายคันธนูไว้เบื้องหลัง และขึ้นขี่ยาคูล-เพื่อนคู่ใจห้อตะบึงอย่างรีบเร่งสู่หอคอยสังเกตการณ์ที่ตั้งอยู่บนเชิงเขา ที่นั่น, ข้าฯ ก็ได้พบกับต้นต่อของความรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจทั้งหมด
ทันทีที่มันปรากฏตัวขึ้น ท้องฟ้ารอบข้างที่เคยสดใสกลับมืดมิด ต้นไม้สูงใหญ่ที่เคยตั้งตระหง่านให้ร่มเงากลับทรุดตายลง ดอกไม้ที่เคยผลิบานอวดความงดงามกลับเหี่ยวเฉา เจ้าสัตว์ประหลาดมีตากลมโตสีแดงสนิทคู่หนึ่ง ผิวกายของมันถูกปกคลุมด้วยหนอนโลหิตที่ไหวไปมาอย่างน่าขยะแขยง ปีศาจร้ายค่อย ๆ เคลื่อนที่เข้ามาใกล้บริเวณหอสังเกตการณ์ด้วยขาทั้งแปดพร้อม ๆ กับทิ้งร่องรอยแห่งความตายของผืนหญ้าไว้เบื้องหลัง เสียงคำรามของมันเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังจนแทบจะสะกดทุกอย่างให้หยุดนิ่ง
"มันคือเทพอสูรทาทาริ"
เสียงตะโกนของท่านผู้เฒ่าดึงข้าฯ ให้ตื่นจากภวังค์ เทพอสูรทำลายหอคอยจนสิ้นซาก โชคดีที่ข้าฯ เอาชีวิตรอดมาได้ แต่สิ่งที่ข้าฯ ต้องทำยังไม่จบสิ้น เพราะอสูรร้ายกำลังมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านและหากข้าฯ ไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง ทุกความทรงจำ ณ ที่แห่งนั้นคงต้องกลายเป็นเพียงภาพอดีตเป็นแน่
"ต่อให้ชีวิตจะดับสิ้น ข้าฯ ก็จะต้องปกป้องหมู่บ้าน, สถานที่อันรักยิ่ง, เอาไว้ให้ได้"
ข้าฯ คิดพร้อมกับกระโดดขึ้นบนหลังของยาคูลทันที, และโดยที่ไม่ต้องส่งสัญญาณอันใดเลย, มันก็พุ่งทะยานตามเทพอสูรแห่งความเคียดแค้นไป
เพราะความเกลียดการใช้กำลังไม่ว่าจะด้วยกรณีใด ข้าฯ จึงพยายามขอร้องเทพอสูรให้ทิ้งความเกลียดชังและละเว้นผู้คนแห่งหมู่บ้านของเราในคราวแรก แต่ม่านหมอกแห่งความโกรธขึงที่ผลักดันปีศาจร้ายนั้นหนาแน่นเกินกว่าที่คำขอจะฝ่าผ่านไปถึงโสตสำนึกของมัน ไม่มีทางเลือกอื่นสำหรับข้าฯ, นอกจากทุ่มพละกำลังทั้งหมดเข้าต่อสู้กับเทพอสูร
แท้จริงแล้วอสูรทาทาริคือ "นาโกะ"-เทพผู้นำเหล่าหมูป่าแห่งป่าใหญ่จากดินแดนอันไกลโพ้น-ที่ถูกความเคียดแค้นดึงดูดให้กลายร่างเป็นอสูรร้าย แม้จะฆ่ามันได้แต่ข้าฯ ก็ต้องแลกมาด้วยอาการบาดเจ็บอย่างแสนสาหัสแขนขวาของข้าฯ, ซึ่งสัมผัสกับหนอนโลหิต, เป็นบาดแผลต้องสาป รอยแผลจะไม่มีวันหาย หากแต่ลุกลามยิ่งขึ้น มันจะกัดกร่อนร่างกายของข้าฯ จากผิวหนังลึกถึงกระดูก และไม่นานข้าฯ ก็จะตาย การเดินทางสู่ดินแดนทิศประจิมเพื่อค้นหาสาเหตุแห่งความโกรธเกรี้ยวของเทพนาโกะคือแสงสว่างอันน้อยนิดซึ่งจะนำมาซึ่งทางรอดของข้าฯ
โดยไม่ลังเล, เช้าวันรุ่งขึ้น ข้าฯ ออกจากบ้านเกิดมุ่งสู่ดินแดนที่บรรพบุรุษของพวกเราเคยจากมา มันเป็นหนทางที่ยาวไกลและแสนเปลี่ยวเหงา เป็นหนทางที่ข้าฯ ไม่มีวันได้เดินย้อนทาง และเป็นหนทางที่เปลี่ยนชะตาชีวิตของผู้คนตลอดจนสิ่งมีชีวิตจำนวนมากไปชั่วนิรันดร์
นับเป็นครั้งแรกที่ข้าฯ ได้เห็นโลกภายนอก สมัยก่อนข้าฯ เคยจินตนาการถึงความยิ่งใหญ่ของแผ่นดิน นึกสงสัยว่าจะสามารถขี่ยาคูลไปจนทั่วได้ภายในกี่วัน ตอนนี้ข้าฯ ได้รู้แล้วว่าผืนดินในภาพฝันเทียบไม่ได้เลยกับความกว้างใหญ่จริง ๆ ที่ได้พบได้สัมผัสด้วยตาของตน ข้าฯ ผ่านทุ่งหญ้าแสนอุดมสมบูรณ์มากมาย ข้ามภูเขาสูงใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วน และฝ่ากระแสน้ำอันเชี่ยวกรากหลายสาย...
ในที่สุดข้าฯ ก็เข้าใกล้ต้นเหตุแห่งความวิบัติทั้งปวง
ที่นี่คือ"โลหะนคร" ชุมชนเมืองขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนหน้าผาริมทะเลสาบ รายล้อมไปด้วยกำแพงเมืองขนาดมหึมา นครแห่งนี้มีปกครองโดยผู้นำหญิงที่ชื่อว่า "เอโบชิ" นางเป็นหญิงที่เข้มแข็ง ใจกว้าง และมีมุมมองอันกว้างไกล ที่สำคัญ, นางเชื่อมั่นในพลังของมนุษย์มากเสียจนยึดมั่น และไม่เกรงกลัวแม้แต่เทพแห่งขุนเขา
ในอดีต, โลหะนครถูกสร้างขึ้นบนสายแร่เหล็กที่ไหลบ่าอยู่ใต้พื้นดิน เหล็กจัดเป็นทรัพยากรอันมีค่ามหาศาลโดยเฉพาะในยุคแห่งสงคราม ด้วยการเร่งถลุงเหล็กเอามาใช้สร้างอาวุธ และส่งไปขายยังที่ต่าง ๆ ไม่นานนักนครแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยความมั่งคั่ง พร้อม ๆ กับการหมดไปของสายแร่ใต้เมือง
สมบัติล้ำค่าจากธรรมชาติมีวันหมดสิ้น แต่ดูเหมือนว่าความละโมบของมนุษย์จะไม่มีวันดับสูญ, เมื่อนั้นเอโบชิก็เริ่มส่งคนออกไปตัดต้นไม้จำนวนมากเพื่อหาแหล่งแร่เหล็กแห่งใหม่ เทพนาโกะนำพลพรรคของตนเข้าขัดขวางการรุกรานจากเหล่ามนุษย์แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับปืนไฟที่มากด้วยพลังทำลายล้างซึ่งสร้างขึ้นด้วยเหล็กและไม้จำนวนมหาศาลจากป่านั่นเอง
มนุษย์-ผู้โง่เขลาและไม่รู้จักพอ-ขูดรีดทรัพยากรจากธรรมชาติ และนำมันมาใช้ทำลายธรรมชาติจนย่อยยับ
ความเคียดแค้นชิงชังผู้รุกรานบีบคั้นให้เทพสุกรกลายเป็นอสูรร้าย และนี่ก็คือที่มาของแผลต้องคำสาปบนแขนขวาของข้าฯ เป็นบาดแผลที่ย้ำเตือนถึงความต้องการอันเกินตัวของมนุษย์ และเป็นแผลร้ายที่กำลังคร่าชีวิต-อันรักสงบ-ของข้าฯ ไป
ขณะที่กำลังสิ้นหวัง, ข้าฯ ได้พบเข้ากับ "ซัน" หญิงสาวชาวมนุษย์ที่ถูกเลี้ยงดูโดยเผ่าพันธุ์หมาป่า นางมักจะหาทางก่อกวนโลหะนครอยู่เสมอ และนั่นทำให้เราได้รู้จักกัน ภายใต้หน้ากากสีแดงฉานของนางคือใบหน้าอัดงดงามและดวงตาอันเศร้าสร้อยข้าฯ ชอบนักเวลาที่ได้อยู่ใกล้ ๆคอยจ้องร่างอันเข็มแข็งหากงามระหงของนางขี่หลังสุนัขป่าไปยังที่ต่าง ๆ
เช่นนี้หรือ, คือสิ่งที่เรียกกันว่า "ความรัก"
พรุ่งนี้เป็นวันที่ป่าจะตอบโต้การกระทำของมนุษย์อย่างเต็มกำลัง ข้าฯ ไม่อยากให้ซันเป็นอันตราย พอ ๆ กับไม่อยากให้เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้น แต่เชื้อไฟของสงครามมันมากและโหมแรงเกินกำลังมนุษย์ธรรมดาอย่างข้าฯ จะสามารถต้านทานไว้ได้
เพราะเศียรของ "เทพชิชิ"-เทพสูงสุดผู้สามารถควบคุมชีวิตทั้งปวง-คือเป้าหมายของมนุษย์ในคราวนี้!!!
เมื่อไม่มีที่อยู่มนุษย์ก็ถางป่าเพื่อสร้างบ้านเรือน เมื่อมีบ้านเรือนมนุษย์ก็ตัดไม้เพื่อสร้างอาวุธแย่งชิงอำนาจ เมื่อมีอำนาจมนุษย์กลับยังไม่พอใจ คิดต่อกรทวยเทพเพื่อความเป็นอมตะ พวกเราต่างมีข้ออ้างในการกระทำของตนอยู่เสมอ
ข้าฯ อดสงสัยไม่ได้ว่า...เมื่อใดหนอที่ความต้องการของมนุษย์จะถูกเติมเต็ม
ข้าฯ ไม่สามารถล่วงรู้อนาคตได้เฉกเช่นเทพพยากรณ์ แต่ไม่ว่าเราจะสามารถมีชีวิตรอดต่อไปในวันพรุ่งหรือไม่ ไม่ว่าจะมีอีกกี่ชีวิตที่ต้องสูญสิ้นไป
และไม่ว่าบทสรุปของสงครามระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติจะเป็นเช่นไร
อย่างน้อย,ข้าฯ หวังว่า สิ่งทั้งหลายที่ข้าฯ ได้บันทึกไว้ด้วยการสลักไว้บนศิลา ณ ถ้ำแห่งนี้ จะทำหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านกาลเวลาสู่คนรุ่นต่อไป ให้พวกเขารับรู้และย้ำเตือนไม่ให้เขาเหล่านั้นหลงใหล หรือคิดเหิมเกริมไปกับอำนาจ จนลืมไปว่าแท้จริงแล้วพวกเราต่างมีต้นกำเนิดมาจากธรรมชาติ และหาใช่เจ้าของผืนแผ่นดินแห่งนี้แต่เพียงผู้เดียวไม่
ข้าฯ อยากเห็นจริง ๆ
วันที่เรา-มนุษย์-และธรรมชาติต่างอยู่บนโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้ด้วยความรัก ความเข้าใจ ตลอดจนต่างพึ่งพาซึ่งกันและกัน
ข้าฯ "อาชิทากะ"-ผู้ต้องคำสาป-
อดีตนักรบแห่งหมู่บ้านเอมิชิ
.
.
ผมมองออกไปยังโลกภายนอกที่รายล้อมไปด้วยป่าคอนกรีต ลำธารลาดยาง และสัตว์ป่าสี่ล้อ ลมร้อนลอยมาสัมผัสกับใบหน้า แสงสะท้อนจากพื้นถนนของดวงอาทิตย์กระทบเข้าดวงตา
-ช่างเป็นโลกที่ร้อนเหลือเกิน-
ปัจจุบันอุณหภูมิของโลกสูงขึ้นทุกปี ส่งผลให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ระดับน้ำทะเลค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
การใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือยเป็นเวลานาน ทำให้ปริมาณน้ำมันของโลกร่อยหรอ ทุกประเทศต่างประสบปัญหาราคาน้ำมัน
ฤดูกาลผันผวน ภัยธรรมชาติทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
หรือนี่คือสิ่งที่โลกกำลังตอบโต้พวกเรา-มนุษย์ผู้ไม่รู้จักพอ-
หรือจะไม่มีวันที่เรากับธรรมชาติจะอยู่ร่วมกันได้
และข้อความดังกล่าวก็จะกลายเป็นเพียงสายลมแห่งความทรงจำ
ภาพยนตร์อนิเมชันอีกเรื่องหนึ่งของอาจารย์ฮายาโอะ มิยาซากิ แห่งสตูดิโอจิบลิ ออกฉายครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่น 12 กรกฎาคม ค.ศ. 1997แม้เรื่องนี้จะต่างจากผลงานอื่น ๆ ของอ.มิยาซากิตรงที่ถ้าไม่นับตัวเอกที่แคล่วคล่องว่องไว กระโดดไปมาเหมือนเหาะแล้ว เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับวัตถุบินได้เลยครับ อย่างไรก็ดี "Princess Mononoke" ยังคงยึดคอนเซปต์เดิมคือเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติอยู่เช่นเดิมครับ
คะเนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ได้ว่าอยู่ในสมัยมุโรมาจิ "Muromachi Era" ในยุคนั้นประเทศญี่ปุ่นเริ่มมีประชากรเพิ่มมากขึ้น มีการบุกรุกทำลายป่ามากขึ้น มนุษย์เริ่มหลงตัวเอง คิดจะควบคุมธรรมชาติ ใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย และบ้าอำนาจ
เมื่อเอาเรื่องราวในสมัยนั้น มาผนวกเข้ากับจินตนาการของอ.มิยาซากิ ผลก็คืออนิเมชันเรื่องนี้ยังไงล่ะครับ
ดูเรื่องนี้แล้วอดคิดไม่ได้ว่า จริง ๆ แล้วมนุษย์ในปัจจุบันก็ไม่ได้พัฒนาขึ้นจากอดีตแม้แต่น้อยเลยนะครับ
ปล. อยากให้เทพชิชิปรากฏตัวออกมาเอาชีวิตพวกคนชั่วที่คิดจะทำลายประเทศไทยจังเลย







*แต่น่ารักดี
#1 By pLOiiZ on 2006-08-26 21:08