จะด้วยนโยบายทางการศึกษา หรือประเพณีปฏิบัติอันยาวนานมาตั้งแต่สมัยไหนก็แล้วแต่, ทุกบ่ายวันพุธที่มหาวิทยาลัยของผมจะเป็นช่องว่างสำหรับการเรียนการสอน เพื่อน ๆ หลายคนมักจะอาศัยเวลาช่วงนี้ทำสิ่งที่ตนชอบ บ้างไปเดินชอปปิงที่ห้าง บ้างไปดูหนัง บ้างนั่งเรือข้ามฟากไปท่าพระจันทร์หาของอร่อย ๆ ทาน บ้างเข้าห้องสมุดหามุมสงบเพื่ออ่านหนังสือ

ส่วนตัวผม-ผู้มีสิ่งรักมากมายให้เลือกทำ-ถ้าไม่เดินออกไปซื้อหนังสือการ์ตูนที่ร้านเจ้าประจำหน้าโรงพยาบาล หรือกักตุนเสบียงกรังเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้ยามค่ำคืนแล้วล่ะก็ ภายใต้บรรยากาศอันร้อนระอุ น่าปวดหัวและชวนเป็นลมเช่นนี้, ผมมักจะหลีกเลี่ยงการเบียดเสียดกับคนหมู่มากโดยไม่จำเป็นและเลือกใช้เวลายามบ่ายอันว่างเปล่า (และเดียวดาย) ไปสำหรับนอนพักผ่อนให้เต็มอิ่มเต็มตาดีกว่า

เพราะการนอนเป็นอีกสิ่งที่ผมรัก (มีใครไม่ชอบมันบ้าง?) และการนอนหลับยาว ๆ โดยเฉพาะในยามบ่าย หลังกินข้าวมื้อกลางวันมาอิ่ม ๆ ก็เป็นสิ่งที่ผมรักมากยิ่งกว่า

แต่บ่ายนี้ผมมีแผนอย่างอื่นแล้วล่ะ เพราะทางคณะมีการจัดฉายภาพยนตร์อนิเมชันเรื่องเยี่ยมจากสตูดิโอจิบลิอย่าง "My Neighbor Totoro" (Tonari no Totoro) ณ ห้องบรรยายเฉลิม พรมมาส, ห้องเรียนที่ผมคิดว่าเหมาะแก่การชมภาพยนตร์มากกว่าการศึกษา ที่นี่เต็มไปด้วยเก้าอี้บุนวมแสนสบาย แอร์เย็นฉ่ำ และระบบเสียงดังกระหึ่ม, มีหรือที่คอการ์ตูนอย่างผมจะพลาดได้ เพราะการชมภาพยนตร์อนิเมชันเนื้อหาดี ๆ ภายในโรงภาพยนตร์คือสิ่งที่ผมรักมากที่สุด

My Neighbor Totoro ผลงานการกำกับของ "อาจารย์ฮายาโอะ มิยาซากิ" (Hayao Miyazaki)-ฉายา วอล์ท ดิสนีย์แห่งญี่ปุ่น-ถูกนำมาฉายครั้งแรกที่ญี่ปุ่นเมื่อปี ค.ศ. 1988 ก่อนจะได้รับความโด่งดังไปทั่วโลก และกลายเป็นสัญลักษณ์ของสตูดิโอจิบลิจนถึงปัจจุบัน, ตัวเอกของเรื่องคือเด็กสาวสองพี่น้อง, "ซัตสึกิ" ผู้พี่วัยสิบปีและ "เมย์" ผู้น้องวัยห้าขวบ, ที่ต้องเดินทางสู่ที่อยู่ใหม่ ณ ดินแดนชนบทอันเงียบสงบพร้อมกับผู้เป็นพ่อ เพื่อให้ใกล้กับโรงพยาบาลที่คุณแม่ของพวกเธอเข้ารับการรักษาตัวด้วยอาการป่วยอันเกินกว่าปัญญาเด็กน้อยจะเข้าใจ

ฉากเปิดเรื่องด้วยภาพรถบรรทุกขนาดเล็กกำลังขนของจำนวนมากจนแทบล้นทะลักออกมา มันโคลงเคลงไปมาตามทางดินขรุขระของถนนลูกรัง สองพี่น้องนั่งอยู่บนกระบะด้านหลังอาศัยโต๊ะเขียนหนังสือเป็นหลังคาหลบแดดชั่วคราว ท้องฟ้าสีครามสดใส ตลอดข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ และอากาศอันแสนสดชื่นทำให้ทั้งคู่ไม่รู้สึกเหนื่อยล้าจากการเดินทางอันยาวไกลเลยแม้แต่น้อย

"สวัสดีครับ ผมคึซากาเบะ เพิ่งมาถึงที่นี่ครับ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคน" คุณพ่อเปิดประตูรถลงไปตะโกนทักทายเพื่อนบ้านใหม่ที่กำลังก้มหน้าก้มตาเกี่ยวข้าวในที่นาของตนอย่างขมักเขม้น

บ้านของครอบครัวคึซากาเบะ เลยจากบ้านคนอื่นไปเล็กน้อย ไม่นานนักทั้งหมดก็เดินทางมาถึงบ้านใหม่หลังเก่า ใกล้ ๆ กันนั้นมีต้นการบูร (CamphorTree) ขนาดมโหฬารตั้งตระหง่านอย่างน่าเกรงขาม ซัตสึกิและเมย์กระโดดผลุงออกจากรถ วิ่งเร็วจี๋ไปสำรวจที่อยู่ใหม่ มันเป็นบ้านที่แสนจะเก่าแก่ เสาไม้หลายต้นผุกร่อนจนแทบจะตั้งไว้ไม่อยู่และดูเหมือนแทบจะปลิวไปตามลม แต่มันก็เป็นสถานที่ที่สวยงาม บรรยากาศรอบ ๆ ช่างสงบเงียบและงดงาม สองพี่น้องกำลังตื่นเต้นกับสิ่งแปลกใหม่ที่เพิ่งพบ ต่างวิ่งวนไปรอบ ๆ พร้อมกับส่งเสียงเจื้อยแจ้ว หัวเราะร่าอย่างบริสุทธิ์ไร้เดียงสา

"ซัตสึกิ ช่วยเปิดประตูห้องครัวหน่อยสิลูก"

เด็กน้อยรับคำ รีบวิ่งรี่ไปหลังบ้าน ไขกุญแจที่เกรอะกรังด้วยคราบสนิม และเปิดประตู ทันใดนั้นทั้งสองก็เหลือบเห็นอะไรบางอย่าง มันคล้ายปุยนุ่นหากแต่มีสีดำมะเมี่ยม พลันต้องถูกแสงแดดจากฟากฟ้าด้านนอกพวกมันก็ค่อย ๆ เร้นกายเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว

พี่สาวรายงานสิ่งที่ตนเองเห็นให้คุณพ่อฟัง เธอได้คำตอบว่ามันคือ "มัคคุโระคุโระสึเกะ" (Dust bunnies) ภาพลวงตาที่เกิดขึ้นเวลาเราเดินเข้าไปในที่มืด สองพี่น้องหัวเราะร่วนและร้องเพลงอย่างสนุกสนานเมื่อได้รับรู้ความจริง

"ออกมานะ ออกมานะ มัคคุโระคุโระสึเกะ ออกมานะ ออกมานะ ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม"

ภารกิจอย่างที่สองที่คุณพ่อมอบให้ลูก ๆ แสนซนทำคือขึ้นไปเปิดหน้าต่างที่ห้องใต้หลังคา ที่นั่นเมย์สามารถตะปบเอาเจ้ามัคคุโระคุโระสึเกะไว้ได้ด้วยอุ้งมือน้อย ๆ แต่พอเธอจะเอามาอวดให้พี่สาวดู เจ้าปีศาจฝุ่นก็หายไปและทิ้งไว้เพียงคราบเขม่าสีดำ

คุณยายเพื่อนบ้านที่เดินมาเยี่ยมพอดีอธิบายให้ทั้งคู่ฟังว่ามันคือ "ซึซึวาตาริ" (Soot Sprites) สิ่งมีชีวิตร่างจิ๋ว พวกมันอยู่ภายในบ้านร้างเก่า ๆ อาศัยเขม่าฝุ่นเป็นเสื้อคลุมพรางตัว เมื่อใดที่บ้านหลังนั้นมีคนมาอยู่พร้อม ๆ กับนำพารอยยิ้มและเสียงหัวเราะเข้ามาด้วย พวกมันก็จะออกเดินทางสู่บ้านหลังใหม่ และในคืนนั้น ท่ามกลางท้องฟ้าอันมืดมิด ด้วยเสียงหัวเราะอันสดใสของพ่อและลูก ๆ ทั้งสองคน, เหล่าซึซึวาตาริปุยฝุ่นตัวน้อย ก็ล่องลอยออกจากที่แห่งนี้ไป

...ช่างเป็นฉากเปิดเรื่องที่แสนงดงาม อิ่มเอิบใจ และชวนให้อมยิ้มเป็นอย่างยิ่ง...

เมื่อพี่สาวต้องไปเรียนหนังสือ คุณพ่อผู้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยก็หอบหนังสือกองโตมาทำงานที่บ้าน คุณแม่ต้องเข้าโรงพยาบาล เมย์จึงอาศัยธรรมชาติรอบตัวเป็นเพื่อนเล่น และนั่นทำให้เธอได้พบกับโทโทโร่

เมย์ตามโทโทโร่ไปสู่บ้านของพวกมัน ณ ใต้ต้นไม้ใหญ่ ที่นั่นเธอพบกับโทโทโร่ยักษ์ (Oh-Totoro) นอนพุงอืดอย่างสบายอารมณ์ เมย์ปีนขึ้นไปบนหน้าท้องของมัน เธอรู้สึกได้ถึงความนุ่มนิ่มของขนอันปุกปุย พุงที่กระเพื่อมขึ้นลงของโทโรโร่ประดุจเปลไกวที่แกว่งไปมาอย่างแผ่วเบา เด็กน้อยเริ่มรู้สึกง่วง และหลับสนิทลงอย่างรวดเร็ว

รู้ตัวอีกทีเธอก็ถูกปลุกขึ้นโดยซัตสึกิ เธองัวเงียมองไปรอบ ๆ โทโทโร่และต้นการบูรหายไปแล้ว เมย์เล่าถึงสิ่งที่เธอเพิ่งไปเจอมาให้พี่สาวและคุณพ่อฟังด้วยความตื่นเต้น ซึ่งนอกจากเธอจะไม่ได้รับการลงโทษที่ทำให้คนอื่นเป็นห่วงแล้ว ผู้เป็นพ่อยังรับฟังเรื่องราวด้วยความตั้งใจและเข้าใจอีกด้วย

เรื่องมาขมวดปมในตอนท้ายเมื่อซัตสึกิและเมย์, ที่กำลังนับวันรอคอยการกลับบ้านของคุณแม่, ได้รับโทรเลขด่วนจากโรงพยาบาลแจ้งว่าคุณแม่ของเธอต้องอยู่โรงพยาบาลต่ออีกสักพัก ด้วยความสับสนเสียใจ กอปรกับความดื้ออยากเจอคุณแม่ของเมย์ ซัตสึกิจึงหลุดปากว่าน้องสาวตัวน้อย ๆ ของเธอออกไป

"อยากให้คุณแม่ตายหรือไง!!!"

อาการเจ็บป่วยของแม่ที่เธอไม่เข้าใจ ความว้าเหว่เดียวดาย และการถูกพี่สาวแสนรักต่อว่า ทำให้เมย์หายตัวไป มีเพียงโทโทโร่-เพื่อนรักแห่งป่าเขา-เท่านั้น ที่รู้ว่าจะตามหาเธอได้ที่ไหน

ผลงานแทบทุกชิ้นของอาจารย์มิยาซากิมักจะบอกเล่าเรื่องราวอันแสนธรรมดาโลก หากแต่มีการนำเสนอที่น่าประทับใจ เนื้อเรื่องที่แฝงไว้ซึ่งความรัก ความอบอุ่น ตลอดจนความเข้าใจระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกันและแม้กระทั่งระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ โดยใน My Neighbor Totoro เราจะได้พบเห็นการแสดงความต้อนรับเพื่อนบ้านใหม่ด้วยความจริงใจ, ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และความมีน้ำใจของคนในชนบท, การรับฟังเสียงของลูก ๆ ด้วยความเข้าใจของพ่อแม่, ความไม่ตื่นกลัวของเด็กน้อยเมื่อได้พบกับ-โทโทโร่-สัตว์ขนปุกปุย ปากกว้างและมีเล็บแหลมคมที่ใจกลางป่า

โลกเช่นนี้-ที่ฝ่ายมนุษย์เข้าใจธรรมชาติ ฝ่ายธรรมชาติไม่หวาดเกรงมนุษย์-ต้องเป็นโลกที่ทุกชีวิตต่างอยู่ร่วมกันด้วยความสุขอย่างแท้จริง

และบทสรุปของเรื่องราวระหว่างเด็กน้อยกับโทโทโร่เพื่อนรักก็ทำให้ผมต้องหลั่งน้ำตาออกมาอย่างไม่รู้ตัว...

หลายคนอาจจะสงสัยว่าโตจนป่านนี้ การเรียนก็หนักหนาสาหัสขนาดนี้ ทำไมผมถึงยังรักที่จะดูการ์ตูนอนิเมชัน

ถ้าจะตอบ, ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

หากจะบอกว่าความทรงจำและประสบการณ์ของมนุษย์มีการสะสมเป็นชั้น ๆ เปรียบได้กับเปลือกหัวหอม บางที...การ์ตูนอนิมชันคงทำให้ผมได้ลอกเปลือกเหล่านั้นออกและมองย้อนกลับไปสู่ตัวตนในอดีต ซึ่งตลอด 86 นาที My Neighbor Totoro ทำให้ผมได้ระลึกถึงความทรงจำหลายอย่างที่ผมเกือบจะลืมเลือนมันไปแล้ว

บนโลกใบนี้, เราทุกคนต่างเคยมีความฝัน รักการผจญภัยและคอยเฝ้ามองหาปาฏิหาริย์ หากแต่มันกลับกลายเป็นเศษเสี้ยวของความทรงจำที่ซ่อนลึกอยู่ภายในจิตใจ เหมือนกลีบหัวหอมชิ้นเก่าที่ถูกซ้อนทับให้ลึกลงไป เหลือทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายจาง ๆ ของวันวาน

เราในวันนี้กลับลืมเรื่องราวในคราวนั้นและเฝ้าโทษว่าสาเหตุทั้งหมดเพราะโลกได้เปลี่ยนไป

แต่ในความเป็นจริง, โลกยังคงมีความรัก ความสวยงาม รวมถึงปาฏิหาริย์อยู่รอบตัว ตลอดจนเปิดโอกาสให้เราเอื้อมมือไปไขว่คว้าไม่แตกต่างไปจากอดีต

โลกยังคงเหมือนเดิม มีเพียงตัวเราเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไป 


Tonari no Totoro
เพลงจบของเรื่องนี้ครับ
SPOIL ALERT (ตอนจบนิดหน่อย)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ถือเป็นอนิเมะระดับตำนาน เลยเชียวน่ะครับเรื่องนี้

เป็นอีกการ์ตูนอีกหนึ่งเรื่องที่ผมรักมากๆ อยากให้หลายๆคนได้ดู

#1 By mastermune on 2006-08-20 17:48

ฉันชอบเรื่องนี้รองมาจากสุสานหิ่งห้อยค่ะ
จริงๆดูอนิเมชั่นไม่เยอะเลย
แต่เรื่องนี้ฉันว่ามีสรรพคุณในการรักษาพยาบาล
เคยเอาหลานมาดู สุสานหิ่งห้อย ด้วย
แล้วหลานไม่ชอบ โยเยตลอด
... ท่าทางเด็กเองก็สัมผัสความเศร้าได้

แต่เรื่องนี้ดูได้ทั้งสองคน
หลานสงสัยไปมากมายว่าที่บ้านเรามีอย่างในการ์ตูนรึเปล่า
อยู่ตรงไหนของบ้านนะน้าจูน ตรงพุ่มเข็มมีหรือเปล่า
เคยคิดอยากอธิบายให้หลานฟังว่ามันเป็นเรื่องของจิตวิญญาณที่สาปสูญ
แต่คิดอีกที เด็กก็ควรได้ดูและคิดอย่างเด็กนะ

หรือฉันคิดมากไปเองก็ไม่รู้
ถ้าเรื่องสุสานหิงห้อย เรียกน้ำตาจากคนดูได้อย่างล้นหลาม... เรื่องนี้ผมก็คิดว่าสามารถเรียกรอยยิ้มจากผู้ชมทุกเพศทุกวัยได้ไม่แพ้กันครับ

ตัวละครที่น่ารัก ชวนจดจำ อุปนิสัยที่แสดงออกถึงความเป็นตัวละครนั้นๆได้อย่างชัดเจน และเพลงประกอบที่เพราะติดหู ต้องลองหามาดูกันนะครับ


ปล. อยากได้ตุ๊กตายัดนุ่น totoro...

#3 By Zieghart on 2006-08-20 19:53

คนเรามีสองขั้วที่แตกต่างกันในตัวเอง
หนึ่ง ต้องการเดินหน้า ไปสู่โลกอันกว้างใหญ่ ไปสู่เส้นชัยความสำเร็จ
แต่อีกหนึ่ง ก็รักที่จะมีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย อย่างที่เคยเป็นมาในวัยเด็ก และแม้จะผ่านมานาน ก็ยังคงคิดถึงอยู่เสมอ...

น่าเสียดายที่วันพุธที่ผ่าน ไม่ได้เข้าไปดู เพราะมัวแต่นั่งวุ่นๆ เรื่องต้นฉบับงาน...(ข้ออ้าง) ก็ไม่รู้จะแก้กันไปอีกกี่ที...อ๊าก...เสียดายจังเลย...

ไม่อย่างนั้นคงมีเรื่องได้คุยกันยาว...

#4 By รัตนาดิศร on 2006-08-20 20:16

โอ้โหเฮะ ยางมั่ก ๆ

การ์ตูนเรื่องนี้ ผมไม่เคยดูเลยครับ คงต้องหามาดูบ้างแล้ว

ป.ล.ผมก็รักการนอนและ การ์ตูน เหมือนกัน เพียงแต่ว่า ผมชอบอ่านการ์ตูน มากกว่าชอบดู

#5 By เจ้าชายน้อย on 2006-08-20 21:40

เหมือนผมจะคุ้น กับเจ้าตัวนี้ มากเลยนะ โทโทโระ เนี่ย

ว่าแต่ หา anime แนวนี้ได้จากไหนบ้างละเนี่ย พี่ก้องฮะ

#6 By bank-Ultima on 2006-08-21 00:21

ชอบเอนทรีนี้จัง สงสัยเพราะเราได้ดู เลยมีส่วนร่วม

นังฟอนติสก็ดูอย่างโง่ๆ ตีความสารที่เค้าส่งมาไม่ค่อยออกหรอก รู้แต่ว่าดูแล้วมีความสุขจัง เหมือนได้กลับไปเป็นเด็กเลย
เป็นอนิเมที่จรรโลงใจดีนะ

อยากกอด Totoro~~~~~~~

#7 By fontis on 2006-08-21 03:10

ชอบการ์ตูนจากค่ายนี้มากๆ
มีครบเซตแต่ยังดูไม่จบเลยนะเนี่ย

#8 By alienboon on 2006-08-21 03:42

อยากดูอ่ะ วันนั้นเรารู้สึกเบื่อมาก ๆ เลยไมได้ไปดู...

#9 By ~*LuCReZiA*~ on 2006-08-21 16:08

เป็นสุดยอดอนิเม จรรโลงใจเชียว
จริงอยากดูแบบในโรงเหมือนกัน
แต่ติดภาระกิจอันใหญ่หลวง เสียดายง่า
ชอบจิบลิที่ทำการ์ตูนออกมาได้ดีเกินกว่าเด็กดูน่ะ
เพลงประกอบก็น่ารักมากๆเลย
arugo arugo watashiwa gengi
สงสัยคราวหน้าอาจจะได้ดูเรื่องspirit away ก็ได้มั๊ง

#10 By mutsuki (202.28.180.201 /10.7.57.193) on 2006-08-21 23:20

ได้ข่าวว่า พวกพี่ๆกะลังจาสอบกัน

ทำไมพี่ยังมาว่างอัพบลอคกันตรึมเลย
(ว่าแต่เขา ตัวเองล่ะนั่งทำอะไรอยู่เนี่ย...)

#11 By ArMKunG on 2006-08-23 21:31

ในค่ายนี้จริงๆแล้วชอบ LAPUTA ที่สุดค่ะ แต่ก็รักเรื่องนี้มากเหมือนกัน รักในความเรียบง่าย ความรู้สึกคุ้นเคยแล้วก็ความอ่อนโยนของเรื่อง ดูเผินๆแล้วเหมือนเรื่องนี้อาจจะไม่มีอะไรโดดเด่นเลยก็ได้ แต่ตรงที่มันเป็นเหมือนฉากหนึ่งในชีวิตธรรมดานี่แหละค่ะที่ข้าพเจ้าคิดว่ามันทำให้เรื่องอบอุ่นเหลือเกิน
จะเทียบแล้ว โทโทโร่ก็คงเหมือนปีเตอร์แพนของญี่ปุ่นนี่แหละ

#12 By ohohoh on 2006-08-24 09:42

ไม่ได้ไป
พลาดค่ะ

#13 By >>VaRioLa on 2006-08-25 02:56

อันนี้ไม่ได้ดูอะ
เหอะๆๆ

#14 By ~TestsuTo~ テッツト on 2006-08-28 22:42

น่ารักมาก ๆ ๆ ๆๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

เพิ่งได้ดู ...

ก็เลยเพิ่งมาตอบ

#15 By ~*LuCReZiA*~ on 2007-01-13 14:05

ดูเรื่องนี้ไป 4 รอบ ว่างๆก็หยิบมาดูค่ะ
น่ารักดีจัง

#16 By meaw_vet70 on 2007-05-03 15:14

#17 By คน (203.172.154.194 /192.168.100.67) on 2007-07-09 20:50

i love totorobig smile

#18 By (58.8.63.14) on 2008-02-12 14:31

ในที่สุดก็หาทางใส่เพลงลงบล็อคได้เสียที

เพราะเปล่า?

sad smile

#19 By Highwind on 2008-08-10 10:20

อย่าว่าแต่คุณเลย ที่น้ำตาไหล คิดว่าคนที่ละเอียดอ่อนทางจิตใจ ก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ totoro ให้แง่คิดมากมายอย่างที่คุณว่า ความไร้เดียงสา ที่ทุกคนมี อยู่และพยายามปกปิดมันเหมือนชั้นของหัวหอมน่ะแหละ ที่ทำให้ผู้ใหญ่หลายคนในทุกวันนี้ ไม่พบความสวยงามและปาฏิหารย์ที่อยู่รอบตัว เราเองก็เป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งและอายุก็ปาไปครึ่งศตวรรษแล้ว แต่เราชอบการ์ตูนนะ เพราะการดูการ์ตูน ทำให้เราเข้าถึงหัวใจของเด็ก ที่ผู้ใหญ่ไม่ยอมจะเข้าใจ และทำให้เราสื่อสารกับพวกเขาได้ด้วยหัวใจเดียวกัน

#20 By nadderya (117.47.220.191) on 2008-08-15 16:09

ดูกี่ทีก็ชอบครับ
น่ายินดีที่ในที่สุดก็มีแบบลิขสิทธิ์ขายเสียที
ถึงการ์ตูนจะเก่า แต่เนื้อหาไม่เคยเก่าตามเลย
เพลงเพราะดีครับ เคยหาโหลดซาวแทร๊กแต่ไม่มีเวอร์ชั่นนี้แหะ

#21 By [G]et [A]l[O]ng [W]ith on 2008-12-27 16:45

รักโตโตโระ แบบไม่มีเงื่อนไข

อบอุ่น เรียบง่าย บริสุทธิ์

ซึ่งหาไม่ได้อีกแล้ว ในโลกอนิเมชั่นปัจจุบัน

#22 By a u d y on 2009-04-13 21:44

หลงผ่านมาโดยบังเอิญเพราะ search engine ค่ะ กำลังหา ~*my neighbor totoro*~พอดี ขออนุญาตอ่าน blog นะ (ที่จริงก็อ่านไปหลายหน้าและเพิ่งมาขอ ^^).....เขียน blog ได้น่าอ่านมากเลย เดี๋ยวจะไปหา whisper of the heart มายลบ้าง ว่าแต่เธอไม่ชวนดู my neighbors the yamada บ้างหรอ

#23 By porpor_bwsl (203.154.234.35) on 2009-04-21 08:46

ผ่านมาเพราะกำลังศึกษาเรื่องโลก on line กับการเขียน blog อยู่จ้ะ อ่านมาหลายหน้าแล้ว ไม่รู้ว่าได้คอมเม้นท์ไปบ้างหรือยัง มีโอกาสได้ดูการ์ตูนที่แนะนำมาเรื่อง สุสานหิ่งห้อยค่ะ เศร้าเป็นที่สุด ปกติตัวเองชอบการ์ตูนแบบน่ารักๆ สดใสๆ นอกจากแนะนำให้ดูแล้ว สรุปตอนท้ายก็กินใจให้แง่คิดดีค่ะ

#25 By maemodnoy (58.137.10.21) on 2009-07-29 13:41

อ่านบล็อคนนี้...อยากกกกกก ดูหลายเรื่องเลยค่ะquestion

#26 By indira on 2009-07-30 01:06

ขออภัยค่ะ พิมพ์ผิดอ่ะ..แก้ตรงไหนก็ไม่ทราบ... เลยขอเพิ่มต่ออีกว่า

อ่านหลายๆ เรื่องจาก Blog นี้ ทำให้นึกอยากดูทั้งการ์ตูน ทั้งหนังขึ้นมาเชียว..

ที่สำคัญ...กำลังอยู่ในอารมณ์นี้เลยค่ะ...คิดถึงวันสดใสในวัยเด็ก..big smile

#27 By indira on 2009-07-30 01:09

ถ้าจะดูเต็มๆเรื่องจะดูได้ที่เว็บไหน

#28 By คนชอบอ่าน (125.27.145.255) on 2009-09-20 20:57

Favourites