'My Neighbor Totoro' กลับสู่วัยเด็กและฟังเสียงจากธรรมชาติ
posted on 20 Aug 2006 17:30 by highwind in What-I-Read-and-Watch
จะด้วยนโยบายทางการศึกษา หรือประเพณีปฏิบัติอันยาวนานมาตั้งแต่สมัยไหนก็แล้วแต่, ทุกบ่ายวันพุธที่มหาวิทยาลัยของผมจะเป็นช่องว่างสำหรับการเรียนการสอน เพื่อน ๆ หลายคนมักจะอาศัยเวลาช่วงนี้ทำสิ่งที่ตนชอบ บ้างไปเดินชอปปิงที่ห้าง บ้างไปดูหนัง บ้างนั่งเรือข้ามฟากไปท่าพระจันทร์หาของอร่อย ๆ ทาน บ้างเข้าห้องสมุดหามุมสงบเพื่ออ่านหนังสือ
ส่วนตัวผม-ผู้มีสิ่งรักมากมายให้เลือกทำ-ถ้าไม่เดินออกไปซื้อหนังสือการ์ตูนที่ร้านเจ้าประจำหน้าโรงพยาบาล หรือกักตุนเสบียงกรังเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้ยามค่ำคืนแล้วล่ะก็ ภายใต้บรรยากาศอันร้อนระอุ น่าปวดหัวและชวนเป็นลมเช่นนี้, ผมมักจะหลีกเลี่ยงการเบียดเสียดกับคนหมู่มากโดยไม่จำเป็นและเลือกใช้เวลายามบ่ายอันว่างเปล่า (และเดียวดาย) ไปสำหรับนอนพักผ่อนให้เต็มอิ่มเต็มตาดีกว่า
เพราะการนอนเป็นอีกสิ่งที่ผมรัก (มีใครไม่ชอบมันบ้าง?) และการนอนหลับยาว ๆ โดยเฉพาะในยามบ่าย หลังกินข้าวมื้อกลางวันมาอิ่ม ๆ ก็เป็นสิ่งที่ผมรักมากยิ่งกว่า
แต่บ่ายนี้ผมมีแผนอย่างอื่นแล้วล่ะ เพราะทางคณะมีการจัดฉายภาพยนตร์อนิเมชันเรื่องเยี่ยมจากสตูดิโอจิบลิอย่าง "My Neighbor Totoro" (Tonari no Totoro) ณ ห้องบรรยายเฉลิม พรมมาส, ห้องเรียนที่ผมคิดว่าเหมาะแก่การชมภาพยนตร์มากกว่าการศึกษา ที่นี่เต็มไปด้วยเก้าอี้บุนวมแสนสบาย แอร์เย็นฉ่ำ และระบบเสียงดังกระหึ่ม, มีหรือที่คอการ์ตูนอย่างผมจะพลาดได้ เพราะการชมภาพยนตร์อนิเมชันเนื้อหาดี ๆ ภายในโรงภาพยนตร์คือสิ่งที่ผมรักมากที่สุด
My Neighbor Totoro ผลงานการกำกับของ "อาจารย์ฮายาโอะ มิยาซากิ" (Hayao Miyazaki)-ฉายา วอล์ท ดิสนีย์แห่งญี่ปุ่น-ถูกนำมาฉายครั้งแรกที่ญี่ปุ่นเมื่อปี ค.ศ. 1988 ก่อนจะได้รับความโด่งดังไปทั่วโลก และกลายเป็นสัญลักษณ์ของสตูดิโอจิบลิจนถึงปัจจุบัน, ตัวเอกของเรื่องคือเด็กสาวสองพี่น้อง, "ซัตสึกิ" ผู้พี่วัยสิบปีและ "เมย์" ผู้น้องวัยห้าขวบ, ที่ต้องเดินทางสู่ที่อยู่ใหม่ ณ ดินแดนชนบทอันเงียบสงบพร้อมกับผู้เป็นพ่อ เพื่อให้ใกล้กับโรงพยาบาลที่คุณแม่ของพวกเธอเข้ารับการรักษาตัวด้วยอาการป่วยอันเกินกว่าปัญญาเด็กน้อยจะเข้าใจ
ฉากเปิดเรื่องด้วยภาพรถบรรทุกขนาดเล็กกำลังขนของจำนวนมากจนแทบล้นทะลักออกมา มันโคลงเคลงไปมาตามทางดินขรุขระของถนนลูกรัง สองพี่น้องนั่งอยู่บนกระบะด้านหลังอาศัยโต๊ะเขียนหนังสือเป็นหลังคาหลบแดดชั่วคราว ท้องฟ้าสีครามสดใส ตลอดข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ และอากาศอันแสนสดชื่นทำให้ทั้งคู่ไม่รู้สึกเหนื่อยล้าจากการเดินทางอันยาวไกลเลยแม้แต่น้อย
"สวัสดีครับ ผมคึซากาเบะ เพิ่งมาถึงที่นี่ครับ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคน" คุณพ่อเปิดประตูรถลงไปตะโกนทักทายเพื่อนบ้านใหม่ที่กำลังก้มหน้าก้มตาเกี่ยวข้าวในที่นาของตนอย่างขมักเขม้น
บ้านของครอบครัวคึซากาเบะ เลยจากบ้านคนอื่นไปเล็กน้อย ไม่นานนักทั้งหมดก็เดินทางมาถึงบ้านใหม่หลังเก่า ใกล้ ๆ กันนั้นมีต้นการบูร (CamphorTree) ขนาดมโหฬารตั้งตระหง่านอย่างน่าเกรงขาม ซัตสึกิและเมย์กระโดดผลุงออกจากรถ วิ่งเร็วจี๋ไปสำรวจที่อยู่ใหม่ มันเป็นบ้านที่แสนจะเก่าแก่ เสาไม้หลายต้นผุกร่อนจนแทบจะตั้งไว้ไม่อยู่และดูเหมือนแทบจะปลิวไปตามลม แต่มันก็เป็นสถานที่ที่สวยงาม บรรยากาศรอบ ๆ ช่างสงบเงียบและงดงาม สองพี่น้องกำลังตื่นเต้นกับสิ่งแปลกใหม่ที่เพิ่งพบ ต่างวิ่งวนไปรอบ ๆ พร้อมกับส่งเสียงเจื้อยแจ้ว หัวเราะร่าอย่างบริสุทธิ์ไร้เดียงสา
"ซัตสึกิ ช่วยเปิดประตูห้องครัวหน่อยสิลูก"
เด็กน้อยรับคำ รีบวิ่งรี่ไปหลังบ้าน ไขกุญแจที่เกรอะกรังด้วยคราบสนิม และเปิดประตู ทันใดนั้นทั้งสองก็เหลือบเห็นอะไรบางอย่าง มันคล้ายปุยนุ่นหากแต่มีสีดำมะเมี่ยม พลันต้องถูกแสงแดดจากฟากฟ้าด้านนอกพวกมันก็ค่อย ๆ เร้นกายเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
พี่สาวรายงานสิ่งที่ตนเองเห็นให้คุณพ่อฟัง เธอได้คำตอบว่ามันคือ "มัคคุโระคุโระสึเกะ" (Dust bunnies) ภาพลวงตาที่เกิดขึ้นเวลาเราเดินเข้าไปในที่มืด สองพี่น้องหัวเราะร่วนและร้องเพลงอย่างสนุกสนานเมื่อได้รับรู้ความจริง
"ออกมานะ ออกมานะ มัคคุโระคุโระสึเกะ ออกมานะ ออกมานะ ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม"
ภารกิจอย่างที่สองที่คุณพ่อมอบให้ลูก ๆ แสนซนทำคือขึ้นไปเปิดหน้าต่างที่ห้องใต้หลังคา ที่นั่นเมย์สามารถตะปบเอาเจ้ามัคคุโระคุโระสึเกะไว้ได้ด้วยอุ้งมือน้อย ๆ แต่พอเธอจะเอามาอวดให้พี่สาวดู เจ้าปีศาจฝุ่นก็หายไปและทิ้งไว้เพียงคราบเขม่าสีดำ
คุณยายเพื่อนบ้านที่เดินมาเยี่ยมพอดีอธิบายให้ทั้งคู่ฟังว่ามันคือ "ซึซึวาตาริ" (Soot Sprites) สิ่งมีชีวิตร่างจิ๋ว พวกมันอยู่ภายในบ้านร้างเก่า ๆ อาศัยเขม่าฝุ่นเป็นเสื้อคลุมพรางตัว เมื่อใดที่บ้านหลังนั้นมีคนมาอยู่พร้อม ๆ กับนำพารอยยิ้มและเสียงหัวเราะเข้ามาด้วย พวกมันก็จะออกเดินทางสู่บ้านหลังใหม่ และในคืนนั้น ท่ามกลางท้องฟ้าอันมืดมิด ด้วยเสียงหัวเราะอันสดใสของพ่อและลูก ๆ ทั้งสองคน, เหล่าซึซึวาตาริปุยฝุ่นตัวน้อย ก็ล่องลอยออกจากที่แห่งนี้ไป
...ช่างเป็นฉากเปิดเรื่องที่แสนงดงาม อิ่มเอิบใจ และชวนให้อมยิ้มเป็นอย่างยิ่ง...
เมื่อพี่สาวต้องไปเรียนหนังสือ คุณพ่อผู้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยก็หอบหนังสือกองโตมาทำงานที่บ้าน คุณแม่ต้องเข้าโรงพยาบาล เมย์จึงอาศัยธรรมชาติรอบตัวเป็นเพื่อนเล่น และนั่นทำให้เธอได้พบกับโทโทโร่
เมย์ตามโทโทโร่ไปสู่บ้านของพวกมัน ณ ใต้ต้นไม้ใหญ่ ที่นั่นเธอพบกับโทโทโร่ยักษ์ (Oh-Totoro) นอนพุงอืดอย่างสบายอารมณ์ เมย์ปีนขึ้นไปบนหน้าท้องของมัน เธอรู้สึกได้ถึงความนุ่มนิ่มของขนอันปุกปุย พุงที่กระเพื่อมขึ้นลงของโทโรโร่ประดุจเปลไกวที่แกว่งไปมาอย่างแผ่วเบา เด็กน้อยเริ่มรู้สึกง่วง และหลับสนิทลงอย่างรวดเร็ว
รู้ตัวอีกทีเธอก็ถูกปลุกขึ้นโดยซัตสึกิ เธองัวเงียมองไปรอบ ๆ โทโทโร่และต้นการบูรหายไปแล้ว เมย์เล่าถึงสิ่งที่เธอเพิ่งไปเจอมาให้พี่สาวและคุณพ่อฟังด้วยความตื่นเต้น ซึ่งนอกจากเธอจะไม่ได้รับการลงโทษที่ทำให้คนอื่นเป็นห่วงแล้ว ผู้เป็นพ่อยังรับฟังเรื่องราวด้วยความตั้งใจและเข้าใจอีกด้วย
เรื่องมาขมวดปมในตอนท้ายเมื่อซัตสึกิและเมย์, ที่กำลังนับวันรอคอยการกลับบ้านของคุณแม่, ได้รับโทรเลขด่วนจากโรงพยาบาลแจ้งว่าคุณแม่ของเธอต้องอยู่โรงพยาบาลต่ออีกสักพัก ด้วยความสับสนเสียใจ กอปรกับความดื้ออยากเจอคุณแม่ของเมย์ ซัตสึกิจึงหลุดปากว่าน้องสาวตัวน้อย ๆ ของเธอออกไป
"อยากให้คุณแม่ตายหรือไง!!!"
อาการเจ็บป่วยของแม่ที่เธอไม่เข้าใจ ความว้าเหว่เดียวดาย และการถูกพี่สาวแสนรักต่อว่า ทำให้เมย์หายตัวไป มีเพียงโทโทโร่-เพื่อนรักแห่งป่าเขา-เท่านั้น ที่รู้ว่าจะตามหาเธอได้ที่ไหน
ผลงานแทบทุกชิ้นของอาจารย์มิยาซากิมักจะบอกเล่าเรื่องราวอันแสนธรรมดาโลก หากแต่มีการนำเสนอที่น่าประทับใจ เนื้อเรื่องที่แฝงไว้ซึ่งความรัก ความอบอุ่น ตลอดจนความเข้าใจระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกันและแม้กระทั่งระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ โดยใน My Neighbor Totoro เราจะได้พบเห็นการแสดงความต้อนรับเพื่อนบ้านใหม่ด้วยความจริงใจ, ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และความมีน้ำใจของคนในชนบท, การรับฟังเสียงของลูก ๆ ด้วยความเข้าใจของพ่อแม่, ความไม่ตื่นกลัวของเด็กน้อยเมื่อได้พบกับ-โทโทโร่-สัตว์ขนปุกปุย ปากกว้างและมีเล็บแหลมคมที่ใจกลางป่า
โลกเช่นนี้-ที่ฝ่ายมนุษย์เข้าใจธรรมชาติ ฝ่ายธรรมชาติไม่หวาดเกรงมนุษย์-ต้องเป็นโลกที่ทุกชีวิตต่างอยู่ร่วมกันด้วยความสุขอย่างแท้จริง
และบทสรุปของเรื่องราวระหว่างเด็กน้อยกับโทโทโร่เพื่อนรักก็ทำให้ผมต้องหลั่งน้ำตาออกมาอย่างไม่รู้ตัว...
หลายคนอาจจะสงสัยว่าโตจนป่านนี้ การเรียนก็หนักหนาสาหัสขนาดนี้ ทำไมผมถึงยังรักที่จะดูการ์ตูนอนิเมชัน
ถ้าจะตอบ, ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน
หากจะบอกว่าความทรงจำและประสบการณ์ของมนุษย์มีการสะสมเป็นชั้น ๆ เปรียบได้กับเปลือกหัวหอม บางที...การ์ตูนอนิมชันคงทำให้ผมได้ลอกเปลือกเหล่านั้นออกและมองย้อนกลับไปสู่ตัวตนในอดีต ซึ่งตลอด 86 นาที My Neighbor Totoro ทำให้ผมได้ระลึกถึงความทรงจำหลายอย่างที่ผมเกือบจะลืมเลือนมันไปแล้ว
บนโลกใบนี้, เราทุกคนต่างเคยมีความฝัน รักการผจญภัยและคอยเฝ้ามองหาปาฏิหาริย์ หากแต่มันกลับกลายเป็นเศษเสี้ยวของความทรงจำที่ซ่อนลึกอยู่ภายในจิตใจ เหมือนกลีบหัวหอมชิ้นเก่าที่ถูกซ้อนทับให้ลึกลงไป เหลือทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายจาง ๆ ของวันวาน
เราในวันนี้กลับลืมเรื่องราวในคราวนั้นและเฝ้าโทษว่าสาเหตุทั้งหมดเพราะโลกได้เปลี่ยนไป
แต่ในความเป็นจริง, โลกยังคงมีความรัก ความสวยงาม รวมถึงปาฏิหาริย์อยู่รอบตัว ตลอดจนเปิดโอกาสให้เราเอื้อมมือไปไขว่คว้าไม่แตกต่างไปจากอดีต
โลกยังคงเหมือนเดิม มีเพียงตัวเราเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไป







เป็นอีกการ์ตูนอีกหนึ่งเรื่องที่ผมรักมากๆ อยากให้หลายๆคนได้ดู
#1 By mastermune on 2006-08-20 17:48