'Basilisk เนตรสยบมาร' ความรักที่พ่ายแพ้กระแสสังคม
posted on 30 Jul 2006 00:38 by highwind in What-I-Read-and-Watchย้อนกลับไปเมื่อยังเยาว์วัยผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมเด็ก ๆ ถึงมีข้อจำกัดในชีวิตที่ยุบยิบไปหมด ต้องนอนแต่หัวค่ำ ห้ามดูทีวีใกล้ ๆ ห้ามเล่นเกมเกินวันละสองชั่วโมง ต้องตั้งหน้าตั้งตาทำการบ้าน และต้องตื่นแต่เช้าไปโรงเรียน
ในขณะที่รู้สึกทรมานกับการถูกบังคับ ภายใต้สายตาของเด็กน้อยกลับเห็นข้อดีของการเป็นผู้ใหญ่มากมาย ผมมองว่าผู้ใหญ่ไม่มีใครมาบงการชีวิต ไม่ต้องไปโรงเรียน ไม่มีการบ้านให้ทำ ทำผิดก็ไม่มีใครมาทำโทษ ตอนเช้าก็ไม่ต้องร้องเพลงชาติ ฯลฯ
ผมเฝ้านับวันรอคอยให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ เมื่อไหร่หนอเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เสียที?
ทุกวันนี้กับอายุที่ผ่านพ้นการ "บรรลุนิติภาวะ" มาแล้ว แม้จะยังเรียกตัวเองว่าโตเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้ เพราะยังคงขอเงิน "ค่าขนม" อยู่ทุกเดือนและยังต้องพึ่งพาพ่อแม่อยู่เป็นนิจ แต่ถึงกระนั้นผมก็ได้รับรู้ว่าภาพของผู้ใหญ่ที่ผมเห็นในวัยเด็กกับความเป็นจริงมันแตกต่างกันสิ้นเชิง
ตอนเด็ก ๆ เราอาจจะกดดันเพราะทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ แต่เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่เราจะรู้ได้ว่าเรายิ่งทำอะไรไม่ได้ดั่งใจมากขึ้นกว่าเดิมและจะยิ่งกดดันมากขึ้น เพราะเราจะกลายเป็นผู้ขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวไปข้างหน้า บ่าของเราจะต้องแบกความคาดหวังและอนาคตของคนรุ่นถัดไปเอาไว้
ผู้ใหญ่ไม่ต้องไปโรงเรียน ไม่มีการบ้าน ไม่มีคุณครูมาดุด่าว่ากล่าว หรือไม่มีใครเอาไม้เรียวมาตีจริง แต่กระนั้นพวกเขาก็ต้องพบกับระบบควบคุมที่สูงขึ้นไปอีกขั้น เป็นการควบคุมที่ไม่มีใครต้องมาพร่ำสอน หากแต่เกิดขึ้นเองในแต่ละบุคคล เสมือนเป็นเสียงเงียบเชียบ หากแต่ได้ยินชัดเจน เสมือนเป็นกรอบรั้วที่มองไม่เห็นด้วยตา หากแต่แน่นหนา และยากนักที่จะหลีกหนีมันได้
ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ...
"กระแสสังคม"
อิทธิพลของมันมีมากเสียจนสามารถเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตคนได้ หลายครั้งที่เราต้องทำสิ่งต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่มันไม่ใช่ตัวเรา แต่เพียงเพราะสังคมคาดหวังให้มันแบบนี้ แม้แต่ความรัก-อารมณ์อันบริสุทธิ์ที่ทำให้เรารู้สึกชื่นบานทุกครั้งที่ได้ประสบ ก็ยังมีอันต้องสั่นคลอนเพราะมัน
จริงอยู่ที่หลากหลายคู่ต้องแยกทางเพราะไม่รู้จักความรักจริง แต่ทำไมล่ะ แม้แต่คู่รักที่มั่นคงและศรัทธาในความรักเฉกเช่นเก็นโนะสุเกะและโอโบโระในเรื่อง "Basilisk"กระแสสังคมก็มิอาจละเว้นได้เลย
"Basilisk เนตรสยบมาร" เป็นหนังสือการ์ตูนที่หยิบยกเอาเรื่องจริงในประวัติศาสตร์มานำเสนอให้น่าสนใจมากขึ้น หนังสือกล่าวถึง"โคงะ" (Koga) และ "อิงะ" (Iga) สองหมู่บ้านนินจาคู่รักคู่แค้นที่ต่อสู้กันมาอย่างยาวนานหลายชั่วอายุคน "ฮัตโตริ ฮันโซ" รุ่นแรกตัดสินใจร่างสนธิสัญญาสงบศึกและนำพลังอันสูงส่งของทั้งสองหมู่บ้านมาใช้ช่วยตระกูลโทคุกาว่ารวบรวมแผ่นดินญี่ปุ่นจนเป็นปึกแผ่น นับแต่นั้น "สงครามมหานินจา" ก็ได้มีอันปิดฉากเป็นการชั่วคราว
กาลเวลาล่วงเลยมาอีกหลายปี บ้านเมืองสงบสุขร่มเย็นภายใต้การปกครองของ "โทคุกาว่า อิเอยาสึ" (Tokugawa Ieyasu) แต่ดูเหมือนกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงจะมิได้ย่างกรายเข้าไปสู่หมู่บ้านทั้งสองเลยแม้แต่น้อย ทั้งโคงะและอิงะยังคงปิดกั้นตนเองอยู่ในหุบเขาลึก ไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอก เฝ้าฝึกฝนวิชานินจาของตน ความแค้นระหว่างหมู่บ้านยังไม่สลายไปหากแต่ซ่อนเร้นอยู่ในส่วนลึกรอวันที่จะปะทุออกมา
แต่กระนั้นก็ตาม "โคงะ เก็นโนะสึเกะ" แห่งหมู่บ้านโคงะ และ "โอโบโระ" แห่งหมู่บ้านอิงะ-สองหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ว่าที่ผู้นำหมู่บ้านนินจาทั้งสองในอนาคต-กลับเห็นแปลกออกไป ทั้งคู่ต่างเบื่อหน่ายความเกลียดชังอันไร้เหตุผลและมองว่าถึงเวลาแล้วที่หมู่บ้านของตนจะมีความสัมพันธ์อันดี พร้อม ๆ กับก้าวพ้นเงามืดออกสู่โลกภายนอกเสียที โดยพวกเขาคิดจะใช้ความรักอันจริงใจ-ที่สามารถลบเลือนความเกลียดชังระหว่างสองเผ่าพันธุ์ตลอดจนก้าวข้ามข้อจำกัดใด ๆ-เป็นเครื่องพิสูจน์
น่าเสียดายที่โชคชะตากลับเล่นตลกกับคนทั้งสอง การเก็บตัวอยู่ในป่าลึกกลับกลายเป็นดาบสองคม เพราะยิ่งปิดบังตัวเองเท่าไหร่ หมอกแห่งความสงสัยกลับก่อตัวขึ้นในหมู่คนภายนอก มีคำเล่าลือถึงความน่ากลัวของวิชานินจาของทั้งสองหมู่บ้านไปต่าง ๆ นานา จนทำให้โชกุนอิเอยาสึเกิดความไม่สบายใจเกรงว่าทั้งสองหมู่บ้านจะกระด้างกระเดื่อง กอปรกับปัญหาผู้สืบทอดตำแหน่งโชกุนรุ่นที่สามระหว่าง "ทาเคจิโยะ"-บุตรชายคนโต และ "คุนิจิโยะ"-บุตรชายคนรองอันแก้ไม่ตก, เท็งไง-ที่ปรึกษาของโชกุนจึงออกอุบายให้ใช้การประลองวิชานินจาระหว่างโคงะและอิงะเป็นตัวตัดสินตำแหน่งผู้สืบทอด ซึ่งนอกจากจะเป็นการแก้ปัญหาตำแหน่งโชกุนตามประสาชายชาตินักรบโดยไม่เสียเลือดเนื้อตนเองแล้ว ยังเป็นการทำลายเผ่าพันธุ์นินจาที่น่าหวาดหวั่นซึ่งหมดประโยชน์แล้วไปด้วยในตัว
เดือนเมษายน ปีเคย์โจที่ 19 สนธิสัญญาสงบศึกระหว่างโคงะและอิงะเป็นอันยกเลิก สิบสุดยอดฝีมือจากทั้งสองหมู่บ้านต้องเข้าห้ำหั่นกันด้วยวิชายุทธ์นินจาอันเหี้ยมโหด โดยผู้นำของโคงะและอิงะก็คือ เก็นโนะสึเกะ และโอโบโระ ตามลำดับ!!!
คู่รักทั้งสองต่างพยายามทัดทานคนของตนอย่างเต็มที่ หากแต่เชื้อไฟได้ถูกจุดขึ้นแล้วและยากที่จะดับลง ท้ายที่สุดเส้นทางระหว่างคนทั้งสองจะไม่มีวันได้บรรจบ และมีเพียงความสูญเสียเท่านั้นที่รอพวกเขาอยู่ ณ ปลายเส้นทาง
มองเผิน ๆ เรื่องราวของเก็นโนะสึเกะและโอโบโระจะละม้ายคล้ายคลึงกับนวนิยายอมตะอย่าง "โรมิโอกับจูเลียต" แต่ในความเป็นจริงแล้วเรื่องราวของคู่รักนินจามีอะไรให้ขบคิดและน่าติดตามมากกว่าเรื่องราวความบาดหมางของสองตระกูลมากนัก
อุปสรรคสำคัญของเก็นโนะสึเกะและโอโบโระหาใช่ความเกลียดชัง เพราะเรื่องราวความรักของทั้งคู่ต่างประจักษ์ชัดและอยู่ภายใต้สายตาของผู้คนทั้งสองเผ่า หากแต่เป็นเพราะงานชิ้นสำคัญที่เหล่ายอดนินจาได้รับมานั้นเปรียบเสมือนการหยิบยื่นโอกาสที่ทั้งสองฝ่ายจะได้พิสูจน์ความสำคัญและยืนยันการมีอยู่ของตน
"นินจา"-ผู้อยู่ในเงามืด-ภารกิจของพวกเขาแต่ละชิ้นล้วนสำคัญและมีความหมายยิ่ง ผืนหน้าประวัติศาสตร์จะพลิกไปด้านใดส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับบุคคลผู้มากฝีมือทั้งหลายเหล่านี้ หากแต่ในยุคลมสงบที่การประหัตประหารเป็นเรื่องไม่จำเป็น คุณค่าของพวกเขาก็ย่อมลดน้อยลง ได้แต่เก็บตัวอยู่ในป่า และสุดท้ายชื่อเสียงของพวกเขาก็ค่อย ๆ เลือนหายไปกับเวลา
เพราะฉะนั้นการประกาศของโชกุนจึงเปรียบเสมือนการมอบโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้ทำหน้าที่อันทรงเกียรติเยี่ยงวีรบุรุษอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งพวกเขาทั้งยี่สิบ ไม่ใช่สิ...สิบแปดคนต่างยินดี แม้ว่าในท้ายที่สุดบทสรุปของมันคือการทำลายความรักของชายหญิงหนึ่งคู่ หรือแลกด้วยชีวิตของตน ก็คุ้มค่ากับศักดิ์ศรีที่พวกเขาจะได้กลับคืนมา
ทั้งโคงะและอิงะต่างเป็นตัวอย่างของหมู่บ้าน "หลังเขา" ที่ปิดกั้นตนเอง ไม่รับรู้ความเป็นไปสู่โลกภายนอก สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับกาลเวลาที่ผันเปลี่ยน
ทั้งเก็นโนะสึเกะ และโอโบโระต่างเป็นตัวแทนของคนหนุ่มสาวที่ใฝ่ฝันถึงอนาคตที่สดใส ตลอดจนเปิดกว้างสำหรับทุกคน หากแต่ในความเป็นจริงสังคมมนุษย์ช่างโหดร้ายเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด เราทุกคนต่างอยู่บนกระแสธาราของสังคมอันไล่บ่าและยากจะต้านทาน
จะมีบ้างไหมที่เราจะได้ทำตามใจของตน?
จะมีบ้างไหมที่โลกมนุษย์จะมาถึงความเท่าเทียม?
เส้นแบ่งอันบางเบาที่เหมาะสมสำหรับความต้องการในใจ กับกระแสสังคมอยู่ที่ใดกัน?
เฮ้อแล้วเมื่อไหร่ผมจะหาโอโบโระของผมเจอซะทีเนี่ย?
Basilisk เนตรสยบมาร,เรื่อง FUTARO YAMADA, ภาพ MASAKI SEGAWA,จัดพิมพ์เป็นภาษาไทยโดย NED, พิมพ์ครั้งแรกตุลาคม 2547,5 เล่มจบ
ปล. มีเวอร์ชัน Anime ชื่อเดียวกัน เนื้อเรื่องอิงตามหนังสือการ์ตูนเป๊ะ ๆและเวอร์ชันภาพยนต์ใช้ชื่อเรื่องว่า Shinobi ผมแนะนำทั้งเวอร์ชันหนังสือและอนิเมเลยนะครับ สนุกมาก ภาพสวย เนื้อเรื่องกระชับ ชิงไหวชิงพริบตลอด ใครเบื่อนินจาคาถาดราก้อนบอลอย่างนารูโตะ เรื่องนี้ไม่ผิดหวังแน่นอนครับ







เว้นแต่บางเรื่องเท่านั้น
ว่าแล้ว ก็ไปเช่าที่เพื่อนใจ ^^!
/me เช่าหลังสอบ T T
#1 By bank-Ultima on 2006-07-30 00:50