'หกปีกับการปรับตัว' แด่ศิริราชอันเป็นที่รัก
posted on 20 Jun 2010 20:38 by highwind in My-Life-My-Feeling
"It is not the strongest of the species that survives, nor the most intelligent that survives.
It is the one that is the most adaptable to change."
Charles Darwind
ย้อนกลับไปเมื่อราว ๆ 6 ปีก่อน ทันทีที่ตัวผมเริ่มมีความใฝ่ฝันอยากเป็นแพทย์ช่วยเหลือเยียวยาผู้คน ผมมักจะได้ยินคำเตือนมากมายเกี่ยวกับความยากลำบากในการเรียนหมออยู่เสมอ ๆ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการสอบเข้าที่มีการแข่งขันอย่างสูง การเรียนที่เต็มไปด้วยวิชาเข้าใจยาก และหลังจากเรียนจบก็ต้องทำงานที่ปราศจากเวลาพักผ่อนอย่างเพียงพอ
และเมื่อก้าวเข้ามาเป็นนักศึกษาแพทย์ศิริราช ผมจะได้รับสายตาและคำพูดแสดงความเป็นห่วงจากคนรอบข้างทุกครั้งที่ใครคนนั้นทราบว่าผมกำลังศึกษาอยู่ในสาขาใด แต่ประเด็นที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าหนักหนาสำหรับนักเรียนแพทย์กลับเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับกำแพงสูงใหญ่ที่ขวางกั้นให้ใครบางคนล้มเลิกความตั้งใจเป็นแพทย์ได้โดยง่าย
ซึ่งก็คือชีวิตที่ถูกเร่งเร้าให้ต้อง “ปรับตัว” อยู่ตลอดเวลานั่นเอง
ผมรู้สึกว่าเส้นทางที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงเส้นทางนี้ถูกสร้างขึ้นอย่างช้า ๆ ทันทีที่เด็กคนหนึ่งมีความต้องการจะเป็นหมอ เพราะนับแต่นั้นชีวิตที่มีจุดมุ่งหมายชัดเจนได้กระตุ้นให้พวกเราใส่ความตั้งใจและใช้ความพยายามในการเรียนเพิ่มขึ้น บางคนถึงขนาดเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้นชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่เว้นกระทั่งคนในครอบครัวของบรรดาวัยรุ่นช่างเพ้อช่างฝันเหล่านี้ที่ต้องปรับตัวตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พอฟันฝ่าเข้ามาเป็นนักศึกษาแพทย์ได้สำเร็จ ผมก็สังเกตเห็นการเริ่มต้นอย่างโดดเดี่ยวของเพื่อนบางคนเพราะไม่มีเพื่อนจากโรงเรียนเก่าแม้แต่คนเดียว ต้องผูกมิตรกับคนที่ไม่คุ้นเคย หลายคนได้รู้จักการนอนหอที่ทั้งแคบ ทั้งอับ และทั้งร้อนร่วมกับคนอื่นเป็นคืนแรกที่นี่ พวกเราส่วนใหญ่ต่างเดินทางจากบ้านมาไกลและกว่าจะมีเวลากลับไปก็นานเป็นสัปดาห์ ๆ ทุกคนต่างเปลี่ยนวิถีชีวิตและวิธีการคิดให้เป็นผู้ใหญ่ รับผิดชอบตนเองมากขึ้น
เมื่อเริ่มคุ้นชินกับชีวิตปี 1 ที่ศาลายา พวกเราก็ต้องย้าย “ข้ามฟาก” มาเรียนในรั้วโรงพยาบาลศิริราช วิชาในปี 2-3 (ชั้นปรีคลินิก) คือพื้นฐานของวิชาแพทย์ทั้งหมด เน้นไปที่การเข้าใจกลไกการทำงานของร่างกายมนุษย์เพื่อนำไปสู่คำอธิบายเรื่องโรค เราต้องขวนขวายอย่างหนัก เรียนรู้ศาสตร์ที่ไม่เคยรู้มาก่อน สร้างเป็นองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงระหว่างวิชาหลากแขนงและหลายระดับตั้งแต่มหกายวิภาคไปจนถึงโมเลกุล
การก้าวขึ้นปีที่ 4 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งหนึ่ง เพราะเป็นครั้งแรกที่พวกเราจะได้นำทฤษฎีทั้งหมดที่ได้เรียนมาจากชั้นปรีคลินิกมาใช้ดูแลคนไข้อย่างจริง ๆ จัง ๆ เรากลับมาเป็น “น้องเล็ก” อีกครั้งในฐานะ “น้องใหม่” ของทีมรักษา มีหน้าที่เขียนรายงานผู้ป่วยโดยละเอียด ช่วยพี่ ๆ ทำหัตถการง่าย ๆ และฝึกอยู่เวร
ขวบปีแรกบนชั้นคลินิกเป็นสิ่งที่หนักพอดู พวกเราหลายคนคงรู้สึกว่าเส้นทางสู่คำว่าแพทย์ยังอีกยาวไกล และบางครั้ง…ทฤษฎีกับการปฏิบัติจริงก็เดินสวนทางกันอย่างไม่น่าเชื่อ
ผ่านพ้นปี 4 ขึ้นเป็นนักศึกษาแพทย์ปี 5 อย่างกระท่อนกระแท่น พวกเราก็ได้พบกับช่วงลมสงบที่ไม่ได้เรียบเชียบเกินไปจนขาดสีสันแต่มากพอให้ได้หยุดพักหายใจหายคอ และพัฒนาตัวเองทั้งในแง่ความรู้ ทักษะการดูแลคนไข้ รวมทั้งความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ในฐานะผู้เป็น “รุ่นพี่” ให้เพียงพอที่จะกลายมาเป็น “Extern” นักศึกษาปีสุดท้ายผู้เข้าใกล้ความเป็นแพทย์มากที่สุด
ชีวิต 1 ปีในคราบ Extern เป็นช่วงเวลาที่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย จนคล้ายกับว่าเข็มนาฬิกาหมุนเร็วเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว พวกเราถูกบังคับให้เป็นคนช่างสังเกต ใฝ่เรียนรู้และปรับตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อน ๆ บางคนต้องออกสู่โลกกว้างไปยังโรงพยาบาลร่วมสอนซึ่งให้เกียรติเราเสมอแพทย์ทันทีที่เห็นตัวเองเปลี่ยนยูนิฟอร์มจากเสื้อกาวน์ยาวเป็นเสื้อไข่เขียว หลายคนคนได้เป็นด่านแรกในการช่วยเหลือคนไข้ให้รอดชีวิต เผชิญกับสถานการณ์ที่อาศัยการตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ทุกคนต่างทำงานหนักโดยไม่มีเวลาพักผ่อนอย่างเต็มตาติดต่อกันหลายคืน
ซึ่งเพียงแค่การที่นักศึกษาแพทย์ปี 5 เข้าฟังบรรยายสรุปย่อเพื่อเตรียมตัวขึ้นชั้นปีที่ 6 และได้รับเกียรติให้สวมสวม “เสื้อสามารถ” ไม่เพียงพอที่จะทำให้ใครคนนั้นประสบความสำเร็จในการเป็น Extern
ปัจจัยภายในที่ฮึดสู้เข้มแข็ง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค มีความอ่อนน้อมถ่อมตน รับผิดชอบต่อหน้าที่ รู้จักปรับตัว และปัจจัยสนับสนุนภายนอกอันได้แก่กำลังใจจากเพื่อนสนิทอันแนบแน่น, ความเป็นกันเองของรุ่นพี่ และความรักความอบอุ่นจากอาจารย์ผู้สอน ซึ่งอาศัยระยะเวลาถึง 6 ปีค่อย ๆ ปรับแต่งพวกเราให้กลายเป็น “ศิษย์ศิริราช” คืออาวุธสำคัญที่ถึงต่อให้ ณ เวลานี้เราอาจไม่ใช่แพทย์ที่สมบูรณ์แบบ…แต่ก็มีช่องทางให้พัฒนาตัวเองสู่ความสำเร็จในอนาคตได้อย่างไม่ยากเย็น
มองเผิน ๆ ช่วงเวลาในการเป็นนักศึกษาแพทย์อาจดูเป็นจังหวะชีวิตที่เร่งร้อนและมีอุปสรรคเกิดขึ้นมากมาย แต่ก็ถือเป็นช่วงเวลาหกปีแห่งความภาคภูมิใจ เพราะนับจากวันแรกที่ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของศิริราชจนถึงวันที่ได้กลายเป็นแพทย์เต็มตัว…ทุก ๆ สิ่งที่พวกเราได้มีส่วนร่วมล้วนแต่เต็มไปด้วยประสบการณ์อันมีค่า เกิดเป็นภาพความประทับใจ และความทรงจำดี ๆ จำนวนมากที่ยากจะลืมเลือน
แต่ชีวิตคือการเปลี่ยนแปลง มนุษย์ที่ยังมีลมหายใจย่อมต้องออกเดินทาง วันนี้ผมและเพื่อน ๆ ต่างแพ็คกระเป๋าเพื่อตามหาเส้นทางของตัวเองอีกครั้ง ไปจากถนนสายเดิมสู่สถานที่ใหม่ที่ไม่คุ้นเคย
ทางเบื้องหน้าอาจจะเปลี่ยวเหงาไปบ้าง...ไม่เป็นไร
เพราะความเป็นศิริราชอันอบอุ่นจะอยู่ในใจของเราตลอดไป
“งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา...แต่ความทรงจำดี ๆ ระหว่างงานเลี้ยงไม่มีวันเลือนหายไปจากใจ”





